พันธุ์ดอกทิวลิปที่นำเข้ามาจากตุรกี กลายเป็นของเล่นของคนชั้นสูง และลามมายังคนชั้นกลาง ลวดลายสวยงามแปลกประหลาดอันเป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสของต้นทิวลิป ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ นอกจากอาศัยโชค และนั่นทำให้หน่อของต้นทิวลิปที่ให้ดอกลวดลายสวยๆมีราคาสูงลิบลิ่ว จนเกิดการปั่นราคาหลายรอบ ส่งผลให้บางหน่อมีมูลค่ามากกว่าบ้านดีๆพร้อมกับรถม้าเสียอีก
ทั้งๆที่ตัวดอกทิวลิปเอง ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆเลย นอกจากความสวยงามชั่วคราว ที่ไม่กี่วันก็เฉา
ในช่วง Tulip Mania หลายคนสามารถขยับฐานะจากชนชั้นกลางเป็นชั้นสูงได้ในเวลาชั่วข้ามคืน และนั่นยิ่งทำให้ ชนชั้นกลางกระโจนเข้ามาเก็งกำไรทิวลิปกันอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนขายทรัพย์สินที่สะสมมาชั่วชีวิต เพื่อแลกกับใบกระดาษอันเป็นสัญญาซื้อหน่อทิวลิป ตลาดซื้อขายพัฒนาจากสัญญาซื้อขายธรรมดา เป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ต้นทิวลิปล่วงหน้าในอนาคต หรือเป็นที่รู้จักในปัจจุบันว่า future และพัฒนาต่อจนเป็นสัญญาแบบ option ที่ในอนาคตผู้ที่ถือสัญญานี้จะตัดสินใจซื้อหรือไม่ก็ได้ และนั่นยิ่งทำให้ผู้ปลูกต้นทิวลิปตั้งราคา option ให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อชดเชยความเสี่ยง
ทว่า เช่นเดียวกับหลายๆสิ่ง ที่ไม่อยู่บนความจริง ราคาหน่อทิวลิปที่ถูกปั่นจนทะยานไม่หยุดนี้ ไปต่อไม่ได้ในที่สุด และตลาดหน่อทิวลิปก็ crash ผู้คนหมดตัวในพริบตา
Tulip Mania เป็นเพียง bubble หนึ่งในหลายครั้งที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ จากนั้นต่อมา ยังมี South Sea Company Bubble 1720, MIssissippi Company Bubble 1720, Railway Mania 1840, Great Depression 1929, วิกฤติการณ์ ต้มยำกุ้ง 1997-98, Dotcom Mania 2001, Subprime Crisis 2007-08
อะไรทำให้ bubble เกิดได้ซ้ำซาก? นักลงทุนเหล่านั้นโง่เขลา และโลภอย่างไร้เหตุผลหรือไม่? หรือว่า มันเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้? เรามักมองว่า ภาวะฟองสบู่ หรือ bubble เกิดจากความโลภของมนุษย์ที่ไร้ตรรกะ เป็นเรื่องของแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ซึ่งหากคนเรามีเหตุผลหรือสติ โลกนี้ก็จะไม่มีทางเกิด bubble ขึ้นได้เลย
แต่ที่จริง สาเหตุการเกิด bubble อาจซับซ้อนกว่านั้น และนั่นยิ่งทำให้น่าวิตกมากขึ้น
ในระยะหลัง นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ภาวะฟองสบู่อาจไม่ได้มีเหตุผลง่ายๆ มาจากความโลภไร้เหตุผลอย่างที่พูดกัน หากมาจากกลไกธรรมชาติ ที่เกิดจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลของแต่ละคน ที่เมื่อมารวมกันแล้ว ส่งผลให้เกิดความหายนะขนาดใหญ่ เหมือนอย่างที่ทางคณิตศาสตร์วิศวกรรมเรียกว่า “sychronous letaral excitation”
ในกลางปี 2000 ที่กรุงลอนดอน มีคนนับพันมาเข้าแถวรอคอยการเปิด สะพานแบบ hi-tech สำหรับคนเดิน “Millennium Bridge” และในทันทีที่ฝูงชนจำนวนมากพากันเดินข้ามสะพานเป็นการฉลอง สะพานเริ่มก็เกิดอาการสั่นสะเทือน จนทำให้คนที่เดินต้องพยายามก้าวเท้าเพื่อ balance ตัว หรือไม่ก็ปรี่ไปเกาะยึดราวสะพานไว้ และนั่นยิ่งทำให้สะพานมีอาการแกว่งหนักขึ้นไปอีก จนต้องปิดสะพานในวันนั้นในที่สุด แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้นที่มีการจำกัดจำนวนคนเดิน สะพานก็ยังแกว่งสั่นอีก จนทางการต้องปิด Millennium Bridge ไปอย่างไม่มีกำหนด
ในทางวิศวกรรมพบว่า จริงๆแล้ว เริ่มแรก สะพานไม่ได้แกว่งสั่นอะไรมาก แต่การที่คนแต่ละคน พยายาม balance ตัวจากการแกว่งสั่นน้อยๆ โดยการปรับการวางเท้า หรือก้าวเดินเพื่อชดเชยการสูญเสียการทรงตัว นั่นเอง ทำให้เกิดแรงเล็กๆที่ผิดปกติขึ้น และการส่งผ่านแรงเล็กๆหลายแรงนี้ นำไปสู่ผลลัพธ์ใหญ่ ที่ยังผลให้การแกว่งตัวของสะพายขยายจนถึงขั้นรุนแรง ตามหลักวิศวกรรมว่าด้วย synchronous lateral excitation
เปรียบได้ดัง การที่แต่ละคนพยายามตัดสินใจอย่างมีเหตุผลในภาวะฟองสบู่ แต่กลับทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดพังทลายได้

ใน game theory บอกว่า bubble เป็นสถานการณ์ prisoner dilemma อย่างหนึ่ง ที่แต่ละคนพยายามเดาใจคนอื่นว่าคิดอย่างไร นั่นคือ แต่ละคนไม่ได้เลือกในสิ่งที่ตนเองคิดว่าดีที่สุด แต่เลือกในสิ่งที่คิดว่า คนส่วนใหญ่บอกว่าดีที่สุด การเก็งกำไร จึงเป็นการเล่นเกมเดาใจ ซึ่งธรรมชาติของเกมแบบนี้ ผลที่ได้ปลายสุดจะไม่เป็นไปตามที่แต่ละคนคิด
ดังจะเห็นง่ายๆจาก การเล่นเกมที่ว่า ให้เลือกตัวเลขใดก็ได้ ระหว่างเลข 1 ถึง 100 โดยคนที่เลือกตัวเลขที่ใกล้ ⅔ ของตัวเลขที่คนส่วนใหญ่เลือกมากที่สุด คือผู้ชนะ เช่น ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกตัวเลข x คนที่ชนะคือคนที่เลือกตัวเลข ⅔ ของ x
ความคิดแรกเริ่มคือ ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกตัวเลข 100 เราก็ควรจะเลือกตัวเลข ⅔ ของ 100 ซึ่งคือ 66.666 แต่เมื่อทุกคนที่เล่น เชื่อว่าต่างคนต่างมีเหตุผล และคิดเช่นเดียวกัน เราก็ควรจะถอยไปเลือกตัวเลข ⅔ ของ 66.666 ซึ่งคือ 44.444 แต่แล้ว ทุกคนก็คิดอีกว่า ทุกคนคิดทันกันแน่ๆ จึงทำให้ต้องถอยต่อไปอีกโดยเลือก ⅔ ของ 44.444 และ ถอยต่อไปเช่นนี้ เรื่อยๆ และ เรื่อยๆ.. เพราะ “ทุกคนคิดเหมือนกันว่าทุกคนคิดเหมือนกัน” จนในที่สุดตัวเลขที่ทุกคนเลือกก็คือ 0 อันเป็นตัวเลขที่ถอยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
แต่นั่นก็หมายความว่า ไม่มีใครชนะเลย เพราะทุกคนเลือกตัวเลขเดียวกันคือ 0 ถือว่าแพ้กันหมดทุกคน ทั้งๆที่แต่ละคนตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ถูกต้องล้วนๆ ในทางตรงข้าม ถ้าแต่ละคนต่างตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล เช่น เลือกตัวเลขมั่วๆตามอารมณ์ อาจจะยังพอมีคนชนะบ้าง
เช่นเดียวกับในวิกฤติการณ์ bubble ที่แต่ละคนพยายามเดาใจว่า “ตลาดว่าอย่างไร” บางคนอาจรู้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่ตนลงทุนไปไม่ได้มีมูลค่าอะไร แต่เมื่อคิดว่า ตลาดบอกว่ามันมีมูลค่า ก็อดจะคิดทำกำไรไม่ได้ แน่นอนว่าเมื่อทุกคนคิดเช่นนี้ จึงเกิดการลงทุนเก็งกำไรในในสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าไร้สาระ พร้อมด้วยทัศนะ “Greater Fools Theory” ที่ว่า “คนที่โง่กว่าย่อมมี และเราสามารถหากำไรจากคนโง่กว่าเหล่านี้ได้” โดยขายทิ้งเอากำไรเสียก่อน หรือ “หนีก่อน” ปล่อยให้พวกโง่ๆรับเคราะห์ไป
แต่ก็อีก เมื่อทุกคนต่างคิดอย่างมีเหตุผล โดยเชื่อว่า มีคนที่โง่กว่าให้เป็นฐาน คนที่โง่กว่าก็เลยจะไม่มี ทุกคนจึงกลายเป็นคนโง่หรือ the fools เสียเอง นั่นคือ ความมีเหตุผลในระดับบุคคล เมื่อมารวมกันเข้า กลับกลายเป็นความไร้เหตุผลในระดับมหาชน
และนี่คือธรรมชาติของภาวะ bubble ที่ไม่ได้เกิดกับระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันในที่ทำงาน ในธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการแข่งขันชิงคนรัก ที่สุดท้ายเจ็บตัวแล้วไม่ได้อะไร
บางคนอาจบอกว่า วิธีแก้นั้นง่ายมาก คือให้คิดต่างเข้าไว้ จะได้ไม่เป็นเหยื่อ bubble แต่ความจริงมีอยู่ว่า หากใครคิดต่างในช่วงนั้น ก็ย่อมพบกับการพลาดโอกาสหรือขาดทุนทันที นักลงทุนที่ไม่ยอมขี่กระแสเก็งกำไร ย่อมต้องอดทนมองคนอื่นกอบโกยกำไรไปได้อย่างง่ายๆ หรือ CEO ที่ไม่ยอมแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดขาขึ้น ก็ย่อมต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้ผู้ถือหุ้นเชื่อว่า ทำไมถึงยอมปล่อยโอกาสที่ใครๆก็เล่นกันทั้งนั้น
ที่จริงแล้ว วิธีหลีกเลี่ยงการเป็นเหยื่อของ bubble ก็คือ ย้อนกลับไปดูสิ่งที่ใช้เก็งกำไรหรือ “underlying” ตั้งแต่แรกว่า มันสมเหตุผลไหม ถ้าไม่ ก็ควรจะหันหลัง เลิกสนใจ ตัดใจ ลืมมันเสียตั้งแต่ต้น แล้วจบตรงนั้น
อย่างเช่น digital currency (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ crypto currency) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นเงินที่ใช้ได้จริง แต่เมื่อคนเอาไปเก็งกำไร คือซื้อแล้วเก็บไว้รอราคาขึ้นถึงขาย ทำให้มันขาดคุณสมบัติของเงินตราที่จะเอามาใช้ซื้อของได้คล่อง อันหมายถึง คุณค่าที่แท้จริงของมันถูกลดลงไป อีกทั้งตัวของ digital currency เองนั้น ไม่ได้มีหลักทรัพย์ใดๆหนุนหลัง หรือมีความน่าเชื่อถือใดๆหนุน นอกจากปริมาณที่ถูกจำกัดควบคุม ที่ทำให้มันเกิดมีมูลค่าขึ้นมา
และนั่นทำให้ Jemie Dimon CEO คนดัง แห่งธนาคาร JP Morgan Chase ประกาศไม่สนใจในการเก็งกำไรเงินพวกนี้ โดยขู่จะไล่ trader ของธนาคารออกทันทีหากไปยุ่งกับ digital currency เมื่อถูกถามว่า เขาคิดอย่างไร กับการเก็งกำไรเงินดิจิตอลที่กำลังเฟื่องฟูในตอนนี้ Dimon ตอบว่า
“แย่กว่าดอกทิวลิป”






