เมื่อความผิดหวังปรากฏตัวขึ้น ประโยคที่ดังขึ้นมาในหัวกลับมีแต่คำว่า “แล้วเราเชื่ออะไรได้บ้างในโลกใบนี้” เราเคยเชื่อว่า อย่าไปเชื่อในคำพูดใคร เพราะนั่นอาจเป็นเพียงแค่ลมปาก โอเคเราเลือกที่จะฟังหูไว้หูบ้างกับเรื่องราวพวกนั้น จากนั้นก็มีตัวแปรเพิ่มเข้ามาอีกตัว นั่นคือ “เวลา” เพราะว่ากันว่า เวลาจะช่วยทำให้ความจริงปรากฏตัวขึ้นอย่างช้าๆ อยากรู้อะไรต้องใจเย็นๆ แล้วเวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ในสิ่งๆนั้นเอง คำถามต่อมาคือ แล้วเวลานานแค่ไหน ถึงจะพิสูจน์สิ่งนั้นได้ สองวัน สามวัน หรือสิบปี แล้วความแปรผันที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาเหล่านั้น นั่นคือบทพิสูจน์ความจริงได้หรือยังว่า..นั่นคือความจริง
“อะไรที่เป็นความจริง ย่อมมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง” ประโยคนี้ไม่เคยได้ยินมาจากไหน แต่อยู่ดีๆก็ดังขึ้นระหว่างทำการทดลองในเรื่องของเวลาและความจริง เราเชื่ออย่างง่ายๆว่า แมวจะออกลูกเป็นปลาไม่ได้ และดอกกุหลาบจะกลายเป็นมะลิไม่ได้เช่นกัน ฉันใดฉันนั้น หากความเชื่อที่เราเคยเชื่อกลับไม่จริงอย่างที่เคยเชื่อ สิ่งนั้นคงไม่น่าเชื่อตั้งแต่วันนั้นและวันหน้า มันกลายเป็นว่า อยู่ที่ใจเราจะปรับมุมมองหรือเลิกเชื่อสิ่งนั้นไปเลย แต่สิ่งไหนที่เคยเชื่อว่ามันจริงแล้วมันก็จริงเรื่อยมา สิ่งนั้นย่อมมีความมั่นคงในความรู้สึกอย่างไม่แปรเปลี่ยน ความเชื่ออย่างสบายใจ ไม่มีอะไรติดค้างให้เป็นคำถาม มันก็ยังสบายใจอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา แล้วนั่นก็น่าจะเป็นความจริงที่ไม่อยากไปพิสูจน์อะไรใดๆ
หากตอนนั้นให้ตัดสินว่า.. อะไรจริงหรือไม่จริง เราคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ยากพอตัว แต่ถ้าถามว่า เราเชื่อหรือไม่ในสิ่งนั้น นั่นก็ต้องกลับมาดูที่ตัวเแปร หากสิ่งนั้นเป็นความเชื่อที่ออกจากตัวมนุษย์ เราคงต้องพิจารณาถึงตัวตนคนๆนั้นว่าน่าเชื่อแค่ไหนที่จะลงทุนในความเชื่อ แต่ถ้านั่นคือสิ่งของ เกรดมิลเล่อร์ก็น่าจะดูไม่ยากถ้าเราเคยสัมผัสของจริงมา มนุษย์ก็เช่นกัน..

แต่ก็มีคนบอกไว้เหมือนกันว่า “สิ่งที่เชื่อว่าจริงในวันนี้ วันหน้าอาจไม่จริงเหมือนวันนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งด่วนสรุป” คำถามที่ดังในหัวอยู่ตอนนั้น ยิ่งงงเข้าไปกันใหญ่ แล้วชีวิตจะเชื่ออะไรได้บ้างล่ะ เราจะเชื่อว่าทุกอย่างไม่จริงก็ดูคิดลบ แต่ถ้าเราเชื่อว่านั่นคือความจริงนั่นก็ดูโลกสวย เราเลยพยายามหาตรงกลางให้ระหว่างความจริงและไม่จริง เลยพบว่า แท้จริงแล้ว เราควรมีสติและเผื่อใจให้ไม่จริงไว้บ้างก็ดี เอาง่ายๆก็คือ เชื่ออะไรกลางๆ อย่าไปทุ่มหมดใจ
ในเมื่อความเคลือบแคลงใจในตัวมนุษย์ แม้แต่ตัวเขาเองยังหาคำตอบไม่ได้ ตัวเราก็ไม่รู้จะเชื่อดีไหม นั่นอาจจะสรุปได้ว่า แม้แต่ใจตัวเองก็ยังเชื่อไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรจะไปเชื่อในสิ่งที่เราก็ไม่รู้อะไรจริงๆ ร้ายกาจมากกับความจริงในความไม่จริงแบบนี้ เราเลยคิดง่ายๆว่า สิ่งที่น่าจะเดินหน้ากันต่อไป นั่นอาจจะเป็นการใช้สติในการเลือกทำ เลือกเชื่ออะไรบางอย่าง แล้วอะไรที่เกิดความสงสัยอย่างไม่มีคำตอบ เชื่อไปเลยก็ได้ว่า มันไม่น่าเชื่อ แล้วถ้าสักวันถ้ามันน่าเชื่อ ความเคลือบแคลงใจก็ไม่น่าจะมี
ความเชื่อและไม่น่าเชื่อในความจริงหรือไม่นั้น เราจะไม่มีทางรู้สึกได้เลย..ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้ถูกทำลายความเชื่ออย่างไม่รู้จะกอบกู้อย่างไร ความผิดหวังอย่างสาหัสที่เกิดขึ้นในใจคนๆหนึ่ง มันทำให้วันนี้คิดต่อไปว่า เราควรเชื่อในสิ่งที่ตาเราเห็น ใจสัมผัส หรือใช้หูที่จะฟัง เราควรจะเชื่อจากสิ่งไหนดี หรือทั้งหมดทั้งมวลนี้มันกำลังพาเราเข้าไปสู่การปล่อยวางอย่างไม่ยึดติด ปล่อยให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเกิดขึ้นอย่างเพิกเฉย แล้วไม่ต้องไปผูกจิตหรือตัดสินจนทำให้ใจเราเกิดทุกข์ การปล่อยให้ชีวิตว่างๆในการค้นหาคำตอบ มันทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า อะไรที่จริงและไม่จริง สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ต้องไปค้นหาคำตอบ เพราะถ้าสิ่งนั้นคือความจริง ก็น่าจะไม่มีคำถามที่เกิดขึ้นในใจเราตั้งแต่แรกเลยก็ได้..






