โลกนี้มีบางการกระทำที่เป็นสีเทาและยากมากที่จะตราหน้าว่า’มันถูกหรือผิด’ ที่แย่กว่านั้นเราชี้หน้าด่าไปก่อนว่า “ฉันมันดี...แกมันเลว”
ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส’ ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “Murder on the Orient Express” ของอะกาธา คริสตี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักสืบแอร์กูล ปัวโรต์ กับคดีผู้โดยสารถูกแทงสิบสองครั้งบนรถไฟ โดยบทสรุปทิ้งความรู้สึกหน่วงเมื่อ แอร์กูล ปัวโรต์ ปล่อยให้ผู้ก่อเหตุลอยนวลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่
อย่างเคสในปีที่ผ่านมา เหตุแม่ขโมยนมให้ลูกกินจนถูกปรับเงิน 10 เท่าของราคาสินค้า ซึ่งตัวแม่ไม่มีเงินจ่ายจนเกือบต้องเข้าคุก(แต่มีผู้ใจดีช่วยออกค่าปรับให้) เรื่องราวนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกเป็นสองเฝ่าย บ้างก็กล่าวว่า ความจนไม่ใช่ข้ออ้างในการทำผิด หากปล่อยไปแล้วเกิดการกระทำแบบนี้ซ้ำๆจะเป็นเช่นไร ส่วนอีกฝ่ายก็ตำหนิว่าร้านค้าทำเกินกว่าเหตุและไร้มนุษยธรรม
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ‘สิทธิในการทำแท้ง’ หากตัดประเด็นกรณีครรภ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่และกรณีที่ผู้หญิงถูกทำให้ตั้งครรภ์โดยวิธีผิดกฎหมายเช่นการถูกข่มขืนออกไป ถ้าตัวผู้หญิงไม่พร้อมด้วยวัยวุฒิและทุนทรัพย์ที่จะมีลูกแล้วตัดสินใจทำแท้ง นั่นหมายถึงผิดกฎหมายและผิดหลักศีลธรรมของศาสนา แต่ก็น่าฉุกคิดว่าหากเด็กที่เกิดมาท่ามกลางความไม่พร้อมล่ะ? ใครยื่นมือมาช่วย แล้วหากเติบโตไปในทางที่ไม่ดี สร้างปัญหาให้สังคมตามมา จะแก้ไขยังไง? อันนี้เสียงในใจของคนทั่วไปก็แบ่งเป็นสองฝ่ายเช่นกัน
หรือแม้แต่ประเด็นเรื่อง ‘การการุณยฆาต’ หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรับรองเรื่องดังกล่าว หากในวินาทีที่ความทรมาณกำลังกัดกินร่างกายคนที่เรารัก เราจะปล่อยให้เขาทรมาณอย่างช้าๆจนจบชีวิตด้วยตัวเอง หรือตัวเขาและเรามีสิทธิที่เร่งเร้าปลดปล่อยความเจ็บปวดให้กับยมฑูตในชุดสีขาว? และสิ่งที่กำลังทำอะไรคือถูก? อะไรคือผิด?
นั่นหมายความว่ามาตรวัดความดีของเราไม่เคยเท่ากัน เรื่องหนึ่งคนหนึ่งจะมองถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมจากประสบการณ์และมุมมอง เปรียบเทียบกับหลักคำสอน ‘อเนกันตวาท’ ของศาสนาเชน ที่เล่าเรื่องชายตาบอดหกคนที่บรรยายลักษณะของช้าง ชายคนที่ลูบขาช้างก็บอกว่าช้างเหมือนเสา ชายที่ลูบหางช้างก็บอกว่าช้างเหมือนเชือก ชายที่สัมผัสใบหูบอกว่าช้างเหมือนใบพัด ชายที่สัมผัสท้องช้างบอกว่ารูปร่างช้างเหมือนกำแพง คนที่สัมผัสงากลับบอกว่าช้างมีรูปร่างเหมือนท่อตันๆ ส่วนคนที่สัมผัสงวงกลับมองว่าช้างมีรูปร่างเหมือนท่อนไม้
แม้ว่าเราไม่ได้ตาบอดแต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรายึดติดและมองอะไรได้จำกัด แต่สิ่งที่แปลกคือเรามักอ้างมุมมองของตนว่าถูกและโจมตีคนที่เห็นต่างอย่างรุนแรง บางครั้ง หลักกฏหมาย หลักมนุษยธรรม หลักศีลธรรม กับจิตสำนึกของเราเข้ากันได้ดี แต่บางครั้งก็ย้อนแย้งไปมาในจิตใจ ตัวอย่างที่ผู้เขียนยกขึ้นมาเปรียบเปรย ผู้เขียนก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าแนวคิดข้างต้นเรื่องใดถูกผิด เพียงแต่เตือนให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจจริงๆว่า ‘มาตรวัดความดี-ความชั่ว’ ของเราไม่เคยเท่ากัน เมื่อเข้าใจดังนั้นก็อย่าเพิ่งยัดเยียดมาตรวัดในหใจให้ใครแล้วด่วนตัดสิน






