OPINION

เป้าหมาย : มีไว้ไม่ให้ไป

สุรพร เกิดสว่าง
19 มี.ค. 2561
เป้าหมายของการซ้อมวิ่งวันนี้คือ 10 กิโลเมตร แต่เมื่อนึกถึง แค่ 2 กิโลเมตรพึ่งผ่านไป กับอากาศสุดจะอบอ้าวเหงื่อท่วมตัว พร้อมกับกระแสนักวิ่งที่แซงหน้าไปเรื่อยๆ ทำให้เขาท้อใจอยากจะหยุดวิ่งเสียให้ได้ หันไปมองตัวเลขนับระยะทางบนนาฬิกา ก็ดูมันช่างเดินช้าเกินคาด
 
แต่แล้ว เขาพยายามหันเหความสนใจจากเป้าหมาย 10 กิโล ไปยังพื้นหญ้าสีเขียวเกลื่อนด้วยกลีบดอกของชมพูพันธุ์ทิพย์ กับเสียงเพลงชุดโปรดจากหูฟัง ไม่นานเขาก็เลิกสนใจพลิกดูนาฬิกา หรือแม้กระทั่ง landmark ตามทางที่ชี้ว่าเหลืออีกกี่กิโล
 
และไม่นาน เขาก็มาถึงทางแยกสุดท้าย อันหมายถึงเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ก็จะครบ 10 กิโลเมตรอย่างที่ตั้งเป้าไว้
 
ถ้าหากเขานับถอยหลังตลอดเวลาว่า เหลืออีกเท่าไหร่ ก็คงหาข้อแก้ตัวต่างๆเลิกวิ่งไปตั้งแต่กิโลที่สามแล้ว


 
ไม่มีใครโต้แย่งว่า การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนเป็นสิ่งที่ผิด เรารู้ว่า เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่เช่นนั้น งานต่างๆ รวมถึงชีวิตจะขาดทิศทางแบบสะเปะสะปะ
 
เราถูกสอนโดยวิชาว่าด้วยการบริหารจัดการว่า เป้าหมายต้องชัดเจน จับต้องได้ การไม่ตั้งเป้าหมายไว้ หมายถึงความคลุมเครือ ไม่รู้ว่าจะไปสู่จุดหมายได้อย่างไร หนังสือ how to ก็บอกว่า เป้าหมายในชีวิต ต้องเขียนให้แน่นอน บอกไปเลยว่า จะต้องมีเงินเท่าไหร่ เมื่่ออายุเท่าไหร่ ส่วนคนจะลดน้ำหนัก ก็พูดเช่นเดียวกันว่า เป้าหมายต้องกำหนดไปเลยว่า จะลดน้ำหนักให้ได้กี่กิโลกรัม
 
และนั่นทำให้ โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง ชีวิตจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมาย และถึงระดับที่จดจ่อกับเป้าหมายจนเกินไป สิ่งที่ตามมาคือ ความเครียด มีความสุขน้อยลง ซึ่งดูจะให้ผลตรงข้ามกับสิ่งที่เราต้องการจากเป้าหมายนั้น
 
เป็นไปได้ว่า เพราะเราไปยึดเป้าหมายราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องไปถึงให้ได้ โดยลืมไปว่า เป้าหมายนั้น ที่จริงเราอาจเป็นคนตั้งเอง และตั้งมาเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่เรากลับไปมองมุมแคบเพื่อไปถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุดแทน  
 
เราตั้งเป้าลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมภายในสองเดือนคงไม่ใช่เพราะแค่ต้องการเห็นตัวเลขบนเครื่องชั่งลดลงไป 5 กิโล หากจริงๆแล้ว เราต้องการสุขภาพและรูปร่างที่ดีขึ้นหลังจากที่น้ำหนักลดลงไป 5 กิโล แต่ความหมกมุ่นกับตัวเลข 5 kg ทำให้เราต้องการได้แค่ตัวเลข โดยไม่ได้สนใจนักว่าร่างกายจะกลับอ่อนแอลงและรูปร่างไม่ firm เพราะลดน้ำหนักไม่ถูกวิธี
 
ตัวเลข 5 kg เป็นเพียงแค่ “สัญลักษณ์” ที่เป็นตัวแทนของการมีสุขภาพดีขึ้น+รูปร่างที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการแท้จริง  “5 kg” จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริง แต่บ่อยครั้ง ที่เรามองแค่ตัวเลขหรือตัวอักษร แทนที่จะมองเลยไปยังความต้องการแท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง
 
การ focus ไปที่เป้าหมายมากจนเกินไป อาจทำให้คนเราเกิดอาการเกร็งจากความไม่กล้าหรือ “paralyzed by fear” นั่นคือ เราคิดแต่จะหา “วิธีเด็ด” หรือที่เรียกว่า “้holy grail” ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างฉับไว ทำให้ไม่กล้าลงมือจริงทำเสียที เพราะเชื่อว่า หากไม่มี holy grail ก็ไม่สามารถไปสู่ความสำเร็จได้ในเวลาที่กำหนด
 
และนั่นทำให้วันเวลาที่ผ่านไป หมดไปกับการค้นหา holy grail แทนที่จะเริ่มทำงานจริง และที่สำคัญ ก็มักจะไม่เจอ holy grail เสียด้วย ไม่ใช่เพราะไม่มี แต่เป็นเพราะเรายังไม่ยอมพอใจเสียที
 
ยิ่งเป้าหมายยาก ดูห่างไกล ยิ่งต้องหา holy grail มาใช้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นไม่อยากเริ่มทำ เพราะเห็นเป้าหมายก็หมดกำลังใจตั้งแต่ต้นแล้วว่า ต่อให้ลงมือทำ ก็ยังอีกไกลกว่าจะไปถึง
 
Holy grail ที่ว่า จึงเป็นได้ตั้งแต่ การปลุกใจแบบ prep talk นัยว่า จะเปลี่ยนนิสัย+ทัศนะ ให้มีพลังสู้ตายขึ้นมาอย่างถาวร หรือ เคล็ดลับการบริหารจัดการต่างๆ ซึ่งรวมถึง management fad หรือ แนวคิดวิธีการบริหารที่ฮิตเป็นพักๆ ไปจนถึง software application หรือ แม้กระทั่ง เส้นสายหรือ connection ที่น่าจะช่วยเป็นทางลัดได้  รวมไปถึง วิธีล่อแหลมต่อจริยธรรม หรือ ผิดกฎหมาย ก็เป็นได้เช่นกัน
 
เราจึงเห็นบางคนที่มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานสูง แต่ยังอยู่ที่เดิมมานาน ไม่ออกเดินทางเสียที หรือ ผู้บริหารที่ดูดีมีหลักการมากมาย แต่ยังไม่เคยได้ deliver อะไรจริงจัง กลายเป็นว่า ยิ่งหวังสูง ยิ่งไม่ไปไหน
 
ซึ่งที่จริงแล้ว สิ่งที่หวังจากเป้าหมายสูงๆ หรือ ความต้องการแท้จริง นั้น อาจพบได้ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไป โดยไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นก็ได้ หรือ “unfolding before your eyes” อย่างที่ Dr.  Robder Puff  นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ Anger Works กล่าวไว้  
 
แต่น่าเสียดายว่า สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองผ่านไป เพราะเราเกิดทัศนะมุมแคบหรือ tunnel vision มองเห็นแต่เป้าหมายอันไกลลิบเท่านั้น 
 
คนที่มุ่งหวังให้ “ชีวิตประสบความสำเร็จ” อาจลืมมองว่า ความต้องการให้เป็นที่ยอมรับ สถานะการเงินที่ดี หรือ lifestyle การใช้ชีวิตให้คุ้มนั้น จริงแล้วพอเจอตามทางก็ได้ เช่นเดียวกับวิวสวยๆตามเส้นทางก็มีให้ดู ไม่ต้องรอให้มองลงมาจากยอดภูเขา  อย่างเช่น ถ้าหากเขาทำตัวเป็นคนน่าคบหา มีน้ำใจ ใช้จ่ายไม่เกินตัว และใฝ่หาประสบการณ์ใหม่ๆไม่อยู่นิ่ง ก็ยอมจะได้สัมผัสกับความต้องการแบบเดียวกันกับเมื่อไปถึงจุดเป้าหมาย ในวันนี้ได้เลย ไม่ต้องรอ
 
ในทางตรงกันข้าม คนที่มุ่งมั่นเอาเป็นเอาตาย อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อาจเป็นคนที่ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะคิดถึงแต่ผลประโยชน์เกินไป คิดเล็กคิดน้อย บวกลบคูณหารตลอด ไม่ได้สนใจความรู้สึกคนอื่น หรือไม่ก็ไม่สนใจความรู้เรื่องอื่น นอกจาก “zero focus” เรื่องที่เกี่ยวกับงานโดยตรง จึงทำให้ขาด vision สู้คนอื่นไม่ได้
 
ผลท้ายสุดคือ ไปไม่ถึงเสียที แถมอาจจะไปอย่างช้าด้วยซ้ำ พร้อมกับพกชีวิตที่ไม่มีความสุขและไม่น่าสนใจ และพาเอาคนรอบข้างแย่ไปด้วย
 
และด้วยความ sensitive หรืออ่อนไหวต่อเป้าหมายนี้เอง สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ เกิดการเปรียบเทียบคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เกิดอาการ “FOMO” หรือ fear of missing out อันเป็นการ focus ภายนอกยังสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แทนที่จะ focus inside ยังตัวเราเอง
 
และด้วยความกดดันจาก FOMO สิ่งที่อาจตามต่อมาคือ “what if” หรือ อาการพะวงว่า “ถ้าไม่ทำอย่างที่ทำมา ป่านนี้คงจะดีกว่านี้” หรือ “ถ้าทำอย่างนั้นหรืออย่างนี้แทน จะทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่านี้ไหม” อันเป็นไปสู่การพยายามค้นหาทางลัดหรือ holy grail ไม่จบสิ้น จนอาจไม่ได้ไปไหน  
 
และการจมอยู่ใน “FOMO-what if- holy grail” นี่เองที่ทำให้ การเดินทางไปสู่เป้าหมายต้องหยุดชะงัก และมักเป็นกับคนที่ทะเยอทะยานเสียด้วย
 
นักจิตยาหลายคนอย่างเช่น Sherry Pagoto แห่ง University of Massachusetts Medical School บอกว่า แทนที่จะ focus ที่ “เป้าหมายที่เขียนไว้อย่างชัดเจน” อย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราต้องการอะไรที่แท้จริงจากเป้าหมายนั้นกันแน่?  (ซึ่งบางครั้งอาจะไม่ได้มีความชัดเจนเหมือนที่เขียนในเป้าหมาย แต่มีความหมายต่อตัวเรามากกว่า) ด้วยคำถามอย่าง “ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราทำสำเร็จ?” หรือ “เราจะได้อะไรเมื่อเราทำสำเร็จ”
 
ซึ่งคำถามประเภทนี้ จะทำให้เราได้เตือนสติถึงความหมายที่แท้จริงของเป้าหมาย ไม่หลงทางไปกับเรื่อง FOMO-what if-holy grail ไม่เจอกับสภาพที่ เมื่อไปถึงเป้าหมายแล้ว ไม่ได้เจออะไรอย่างที่หวังเลย
 
เพราะเป้าหมาย จริงๆแล้วย่อมสามารถ update ปรับเปลี่ยนแปลงได้ตามความเป็นจริงที่ค้นพบระหว่างทาง
 
และนั่นหมายความว่า ที่สำคัญยิ่งกว่าเป้าหมาย คือ process ต่างหาก เพราะนั่นคือเส้นทางที่นำไปสู่ความต้องการแท้จริงได้ ในขณะที่เป้าหมายเป็นเพียงภาพ snap shot หนึ่งจุด
 
ในความเป็นจริง ไม่มีเป้าหมายในโลกที่สามารถ stand alone ได้จริง ทุกเป้าหมายเชื่อมโยงกับตัวแปรต่างๆที่พันกันจนแทบไม่มีทางรู้ได้หมด และการเชื่อมโยงเหล่านี้แปรเปลี่ยนอีกไปตามกาลเวลา ซึ่งทำนายได้ไม่ง่าย หรือแม้กระทั่งล่วงรู้ได้ไม่ง่าย
 
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายจึงอาจใช้ได้ในแรกเริ่มที่ถูก set ขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับเงื่อนไขต่างๆประดังกันเข้ามาอย่างเงียบๆ ความเป็นไปได้ของการไปสู่เป้าหมายย่อมเพี้ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย เพียงแต่เราอาจไม่รู้ และยังยึดเป้าหมายที่ set มานั้น อย่างศักดิ์สิทธิ์เหนียวแน่น
 
ที่สำคัญคือ เป้าหมายทำให้เกิดภาพลวงหรือ illusion ว่า เราควบคุมอนาคตได้ ทำนองว่า เรา lock มันไว้ในอนาคตให้รอเราเดินทางไปถึง
 
Oliver Beurkeman เขียนไว้ในหนังสือขายดี  “The Antidote: Happiness for People Who Can’t Stand Positive Thinking”  ว่า ลึกๆแล้ว เป้าหมาย ถูก set ขึ้นเพื่อกำจัดความกลัวความไม่แน่นอนในอนาคต มากกว่าที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ 
 
แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับ process ที่เรามีอำนาจหันเห ปรับเปลี่ยน ไปให้เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงได้ เราก็จะมีโอกาสได้ในสิ่งที่เราต้องการมากกว่า และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เราอาจไม่ได้สนใจเป้าหมายอีกต่อไป
 
เช่นเดียวกับ ตัวเลขน้ำหนักเท่าไหร่ก็คงไม่ได้สำคัญนัก ถ้ามีสุขภาพดี รูปร่างดีและ firm หรือ ตำแหน่งที่พิมพ์บนนามบัตรดูเท่แค่ไหน ก็คงไม่มีความหมาย ถ้าใครๆก็รู้ว่าเจ้าของนามบัตรนั้น มีความความสำคัญแค่ไหน
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราต้องดูแลหัวใจให้แข็งแรง เพราะมันจะส่งผลรวมต่อร่างกายให้มีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู