OPINION

ฝืนใจไปทำไม : ความล้มเหลวของ self control

สุรพร เกิดสว่าง
22 ม.ค. 2561
“มันอยู่ที่ใจ ถ้าใจแข็งพอ ก็ทำได้ มันก็เท่านั้น”
“ถ้าคิดว่าทำได้ มันก็จะทำได้”
 
เธอได้ยินคำพูดเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะจากนักพูดหรือหนังสือแนว self-help ไปจนถึงคำโฆษณา และมันทำให้เธอเจ็บปวด
 
เจ็บปวดว่า เธอทำไมไ่ด้เพราะใจไม่แข็งพอ ไม่อดทนพอ และไม่ฝืนใจพอ เธอยอมแพ้ง่ายๆ ไมว่าจะในเรื่อง การคุมอาหาร การออกกำลัง ไปจนเรื่อง deadline ของงาน ที่ต้องมาปั่นกันวันสุดท้ายเกือบทุกครั้ง ยังจะรู้สึกดีบ้างก็เมื่อปลอบใจตนเองว่า คนส่วนใหญ่ที่ก็เจอปัญหานี้เช่นกัน
 
“ไม่เห็นจะยากอะไร ถ้าเอาจริง” เธอได้ยินเพื่อนเธอพูดเสมอ เพื่อนที่ดูเหมือนคิดจะลงมือทำอะไร ก็ทำได้ไปหมด แสนจะมีวินัยไปทุกเรื่อง แต่เมื่อเธอถามเพื่อนว่า ทำยังไง ถึงฝ่าด่านฝืนใจตัวเองให้มีวินัยสุดๆได้ คำตอบที่ได้มาก็มีเพียงว่า “ไม่เห็นจะต้องฝืนใจอะไรนักหนา”
 
และนั่น ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ไม่ได้บอกอะไรเธอเลย
 
แต่ที่จริงแล้ว นั่นอาจจะเป็นคำตอบ ที่อธิบายความจริงได้ดีที่สุด



เชื่อกันว่า ความสามารถในการห้ามใจ หรือ self control เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเรามีชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จ ถ้าใครสามารถตัดใจ ฝืนความต้องการฉับพลัน หรือฝืนความเย้ายวนใจที่มารบกวนได้  ก็ย่อมหมายถึงความมีวินัยในชีวิต ที่ทำให้คนนั้นยังสามารถเดินหน้าต่อไปด้วยความมุ่งมั่น ไปสู่จุดหมายที่ต้องการ
 
ข้อสรุปนี้ สนับสนุนโดยการทดลองระดับคลาสสิคที่มีชื่อเสียง “Mash Mellow Test” ในปี 1960s ว่า เด็กที่สามารถยับยั้งใจตัวเองไม่ให้กิน mash mellow ที่วางอยู่ข้างหน้า เพื่อแลกกับการจะได้รางวัลเพิ่มเป็น mash mellow ที่มากกว่าหากอดใจนั่งรออีก  20 นาทีนั้น เมื่อเติบโตขึ้นจะเป็นคนที่่มีชีวิตและการงานดีกว่า กลุ่มเด็กที่ไม่อดทนรอ
 
มีการสรุปว่า ถ้าจะให้ชีวิตดีละก็ ต้องมีพลัง self control สูง ที่สามารถเพิกเฉยต่อความเย้ายวนใจได้ ซึ่งทำให้ การฝึก self control ดูเหมือนจะเป็นกุญแจเริ่มต้นที่จะไขความสำเร็จของทุกอย่างในชีวิต หนังสือ how-to ต่างๆรวมถึงกูรูด้าน self-help ต่างเน้นที่วิธีการที่จะสร้างกำลังใจและวินัยเพื่อบรรลุความสามารถของ self control ได้
 
แน่นนอนว่า หากต้องการประสบความสำเร็จ ต้องมีความสามารถในการควบคุมตนเองสูง แต่มีคำถามว่า จริงๆแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์สามารถควบคุมตนเองได้ง่ายๆหรือไม่  ซึ่งคำตอบโดยนักจิตวิทยาก็คือ “ไม่ง่าย”
  
ความจริงคือ คนส่วนใหญ่ไม่สามารถฝ่าด่าน self control และคนที่ดูเหมือนจะทำได้ ก็มักทำได้เพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น  อย่างเช่น การคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่ก็มักจะทำได้ไม่นานแล้วกลับมาอ้วนใหม่ ผลการศึกษาของ University of Chicago บอกว่า 75% ของคนพยายายามลดน้ำหนักทำไม่สำเร็จ
 
นั่นทำให้ในระยะหลัง ได้มีข้อโต้แย้งเสียแล้วว่า ในทางปฏิบัติ self control ไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น เพราะความสามารถนี้ อาจมีได้เฉพาะบางคนเท่านั้น แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การไปหมกมุ่นอยู่กับการพยายามควบคุมตนเองอาจทำให้หลงทาง ไปต่อไม่ได้ เพราะแม่กุญแจแห่งความสำเร็จที่แท้จริง และได้ผลจริง สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องความสามารถของ self control
 
ที่สำคัญคือ จากการศึกษาที่รายงานใน Journal of Personality and Social Psychology และอีกหลายรายงาน พบว่า ที่จริงแล้ว คนที่ดูเหมือนมีความสามารถใน self control เช่น ลดน้ำหนักได้ ออกกำลังกายตามที่สัญญากับตัวเองไว้  ไม่ผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องงาน ฯลฯ กลับเป็นคนที่ไม่ได้ใช้ self control เท่าไหร่ !
 
นั่นคือ พวกเขาไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะมองข้ามอาหารอร่อย ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นออกกำลังกาย ไม่ต้องกัดฟันฝืนใจรีบทำงานให้เสร็จ พวกเขาสามารถสร้างวินัยให้กับตัวเองได้สบายๆ จนแทบไม่ต้องเรียกว่า self control ก็ได้ เพราะไม่มีการ control อะไรมากมาย ไม่ได้ยากอะไร 
 
คนกลุ่มนี้ รายงานว่า พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเจอสิ่งยั่วยวนใจ เพราะพวกเขามองข้ามไป หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงเสียตั้งแต่ต้น จึงไม่รู้สึกว่า ต้องต่อสู้กับความอดกลั้นหรือฝืนใจ พวกเขากลับเพลิดเพลิน สนุกสนานกับการกินเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย หรือทำงานให้เสร็จ
 
นั่นคือ สิ่งที่หลายคนมองว่าไม่สนุกแต่จำเป็นต้องทำ คนกลุ่มนี้กลับอยากทำเพราะมันสนุก หรือ ไม่ถึงกับสนุกก็ไม่ได้รู้สึกแย่  เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว เป้าหมายคือสิ่งที่ “ต้องการไปถึง” (want to)  มากกว่า “จำใจต้องไปให้ถึง” (have to) พร้อมกับมีทัศนะว่า ตนเองเป็นผู้กำหนดเองว่าจะทำหรือไม่ทำ  ไม่ใช่ถูกกดดันให้ทำจากคนอื่น 
 
นอกจากนั้น จากการศึกษาพบอีกว่า พวกเขารู้สึกว่า การลงมือทำกิจกรรมเหล่านั้นเป็นเพียงนิสัยแบบ routine ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เมื่อถือเวลาก็ทำเองโดยอัตโนมัติ  และมักเป็นเวลาเดิมและสถานที่เดิม ซึ่งทำให้ง่ายที่จะกลายเป็นนิสัย 
 
และนั่นเป็นสาเหตุว่า “คนที่ทำได้” มักจะไม่เข้าใจ “คนที่ทำไม่ได้” อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้น มันไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากมาย  “คนที่ทำได้” จึงมักไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดใครๆถึงทำไม่ได้กับเรื่องง่ายๆเช่นนี้ และนั่นยิ่งทำให้ “คนที่ทำไม่ได้” ยิ่งเสียความรู้สึกกับตนเองมากขึ้นไปอีก
 
“คนที่ทำไม่ได้” ที่มักจะรู้สึกว่าทำแล้วไม่สนุก คนกลุ่มนี้จะพบกับความเครียดในการต่อสู้กับตัวเอง และเครียดยิ่งขึ้นเมื่อพ่ายแพ้กับตัวเองในที่สุด เพราะฝืนใจต่อไม่ได้  ผลก็คือ เกลียดตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการลงโทษตัวเองทำให้รู้สึกผิดน้อยลง จนทำให้บางคนลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัว โดยไม่อนุญาตให้ตนมีความสุขได้ในเรื่องอื่นไปด้วย
 
ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาสมัยหลังจึงบอกว่า การไปเน้นที่การพยายามควบคุมตนเอง อย่างที่เชื่อกันมานานนั้น มาผิดทางเสียแล้ว
 
นอกจากนั้น “คนที่ทำไม่ได้” จริงๆแล้วไม่ใช้คนที่แพ้ไปเสียทุกสิ่ง บางคนแพ้เฉพาะบางเรื่องเท่านั้นเอง เช่นในหน้าที่การงานสามารถทำงานได้ดี ทำได้สำเร็จตามทีตั้งเป้าไว้ แต่ไม่สามารถห้ามใจในเรื่องกินได้ ซึ่งนั่นเป็นการแย้งในตัวว่า หากเขาเป็นคนที่มีปัญหา self control จริงๆแล้วละก็ ก็ควรจะมีชีวิตที่แย่ไปเสียทุกด้าน และทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า เรื่องของ self control นั้น เป็นเรื่องเฉพาะกรณี หรือ case-by-case แทนที่จะเป็นเรื่องของตัวบุุคคล หรือไม่?
 
เพราะถ้าเป็นเรื่อง case-by-case ก็ต้องไปดูที่ case ไม่ใช่ไปแก้ที่คน นั่นคือ
 
1. ทำอย่างไร จึงจะเลี่ยงสิ่งยั่วยวนตั้งแต่ต้น จะได้ไม่ต้องสู้รบกับตนเอง อาจจะทำให้ความตั้งใจพังทลายได้ :
 
อย่างเช่น เมื่อจะลดน้ำหนัก ก็ต้องจัดสภาพแวดล้อมประจำวันไม่ให้อยู่ใกล้ของกินที่เคยชอบ ไม่เดินผ่านร้านอาหารที่เคยกิน หรือออกมาจากกลุ่มที่ชอบกิน หลายคนที่ควบคุมการกินบอกว่า หากไปอยู่กับกลุ่มที่กินไม่เลือกก็ย่อมตบะแตกได้เหมือนกัน และ
 
2. ทำอย่างไรถึงจะทำให้ สิ่งที่เราต้องการทำ เป็นเรื่องที่น่าทำ ไม่ใช่รู้สึกเหมือนเป็นความเบื่อหน่าย :
 
นักจิตวิทยาเรียกข้อ 2 ว่า การ “reframing” หรือ มองในมุมที่ต่างจากเดิม อย่างเช่นการทดลองที่ถามว่า “อยากจะได้เงิน 5 ดอลลาร์ในวันนี้ หรือ 10 ดอลลาร์ในหนึ่งเดือนข้างหน้า?” คนส่วนใหญ่จะเลือกเงิน 5 ดอลลาร์ ซึ่งถึงจะน้อยกว่าแต่ก็ได้มาเลย
 
แต่พอเปลี่ยนคำพูดใหม่เป็น “อยากจะได้เงิน 5 ดอลลาร์วันนี้ และ 0 ดอลลาร์ในหนึ่งเดือน กับ ได้ 0 ดอลลาร์ในวันนี้ แต่ 10 ดอลลาร์ในหนึ่งเดือนข้างหน้า ?”  คนส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมรอหนึ่งเดือนแทน ทั้งนี้เพราะ คำว่า “0 ดอลลาร์” มาเตือนสติ  ซึ่งทั้งสองคำถามไม่ได้ต่างกันในแง่ความหมาย แต่ต่างกันในแง่มุมมองที่ถูก reframe เสียใหม่
 
เช่น จะออกกำลัง ก็ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อ อยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ cheer up กันและกัน มีเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นเตรียมตัวเพื่อแข่ง นับตนเองเข้าอยู่ในสังคมใหม่ของคนรักสุขภาพ  หรือ แม้กระทั่งเรื่องสนุกกับแฟชั่นชุดออกกำลังกาย และ gadget ต่างๆ
 
...เมื่อถึงตอนนั้น เป็นไปได้ว่า หากถูกถามว่า “ทำยังไงถึงฝืนใจได้” คำตอบก็อาจเป็น “ไม่เห็นจะต้องฝืนใจอะไรนักหนา” เหมือนกัน
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Covid-19 ทำให้เราได้ยินเรื่อง exponential curve นั่นคือธรรมชาติของการระบาด
ถ้ายังมีฝัน ทำให้เป็นจริงก่อนที่จะสายเกินไป