OPINION

ผิดไหม ถ้าไม่รู้สึกผิด

สุรพร เกิดสว่าง
5 ก.พ. 2561
“The greatest teacher, failure is.”, Yoda, the Jedi Master
“ครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ความผิดพลาด”
 
นั่นเป็นคำกล่าวของปรมาจารย์เจไดใน Star Wars VIII The Last Jedi. ไม่มีใครเถียงว่าคำกล่าวนี้ผิด เพราะเป็นคำกล่าวที่มีมานานแสนนานแล้วไม่ว่าจะจากนักปราชญ์ในวัฒนธรรมไหน  
 
แต่ทว่า ถึงแม้ “ครู” ผู้นี้จะสามารถถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี แต่ครูผู้นี้เอง ก็ดูจะมีอันตรายอยู่ไม่น้อย ไม่ต่างจาก the force ในเรื่อง ที่หันกลับมาทำลายผู้ใช้ได้เหมือนกัน หากไม่รู้จักวิธีใช้
 
และคนที่เตือนถึงอันตรายนี้ ก็คือนักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาในยุคหลังๆ
 
เรามักคุ้นกับหลักการว่า เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่ในระยะหลัง ได้มีการค้นพบว่า มันอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้น ในทางตรงข้าม การพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผิดพลาด อาจทำให้เรากลับไปทำผิดอีก ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด กลายเป็นพฤติกรรมทำผิดซ้ำซาก และนี่อาจอธิบายว่า ทำไมคนที่ฉลาด เข้าใจทุกอย่าง ถึงยังทำผิดในเรื่องเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก
 
ใน Journal of Consumer Psychology ได้กล่าวถึงผลการศึกษาของ Vanderbilt University ที่พบว่า หากคนเราคิดถึงอดีตที่ผิดพลาด จะทำให้ผิดพลาดต่อไปแทนที่จะระวัง และในการทดลองบอกว่า คนที่ระลึกถึงความล้มเหลวในอดีตเกี่ยวกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มักสมัครใจที่จะก่อหนี้มากๆต่อไป ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี
 
การศึกษานี้พบอีกว่า คนที่รู้สึกผิดก็เช่นกัน แทนที่ความรู้สึกผิดจะทำให้ไม่ทำพลาดอีก กลับยิ่งเป็นตัวส่งเสริมให้ทำผิดซ้ำเดิม
 
จากการทดลองพบว่า  คนที่ถูกสั่งให้เล่าถึงความสำเร็จของตนเองในการควบคุมค่าใช้จ่าย มา 10 ตัวอย่าง แต่เอาเข้าจริง แต่ละคนก็ไม่สามารถระลึกได้ถึง 10 อย่างที่ถูกสั่ง จะรู้สึกผิด เพราะคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถอย่างที่ใครๆคาดหมาย หลังจากนั้น เมื่อลองทดสอบทัศนะการก่อหนี้ของคนกลุ่มนี้ดูในทันที  ปรากฏว่า คนกลุ่มนี้กลับสมัครใจที่จะก่อหนี้มากๆ แทนที่จะกลัว
 
แต่ที่น่าสนใจมากสุดก็คือ  เมื่ออีกกลุ่มที่ถูกสั่งให้เล่าความสำเร็จในคุมการใช้จ่าย มาแค่ 2 เคสก็พอ (และก็เล่าได้สบายๆ เพราะแค่สองเคส) และนำมาทดสอบต่อทันที พบว่า คนกลุ่มนี้มีทัศนะที่ไม่ต้องการก่อหนี้มาก นั่นก็คือ ไม่ทำพลาดอีก  ทำไมเป็นเช่นนั้น?
 
ข้อสรุปก็คือ คนกลุ่มหลังนึกถึงแต่ความสำเร็จในอดีต ก็เลยง่ายที่จะทำให้สำเร็จในปัจจุบัน ส่วนคนสองกลุ่มแรกนึกถึงความล้มเหลวในอดีต ทำให้ง่ายที่จะล้มเหลวอีกในวันนี้ 
 


นักจิตวิทยาบอกวา การนึกถึงความล้มเหลว ทำให้คนเราระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดความเครียดที่มีผลเสียต่อการตัดสินใจ และเกิดอาการ “post-error slowing” อันหมายถึง กระบวนการคิดวิเคราะห์ช้าลง และนั่นอาจหมายถึงทำให้ล้มเหลวซ้ำซากเข้าไปอีก
 
มีการทดลอง post-error slowing โดย New York University ของ Center of Natural Science ที่ลองให้ทั้ง คน และ ลิง เล่นวิดีโอเกมแบบง่ายๆ โดยให้เดาว่า จุดสว่างบนจอ จะเคลื่อนไปทางไหน พบว่า ทั้งคนและลิงใช้เวลานานขึ้้นหลังจากเดาพลาด ทั้งที่มนุษย์ก็น่าจะรู้ว่า การเคลือนที่ของจุดนั้นเป็นไปอย่าง random หรือมั่วๆ ถึงต่อให้ใช้เวลาคิดนานขึ้น ก็ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร แต่คนเราก็อดไม่ได้ที่จะพยายามคิด ผลก็คือพฤติกรรมคนในเรื่องนี้ไม่ต่างจากลิง ทั้งที่เราฉลาดกว่ามาก
 
นั่นก็คือ เป็นการย้ำถึงอิทธิพลของความผิดในอดีตว่าส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก ถึงแม้เราจะรู้ว่า ไม่ควรเอามาคิดเลยก็ตาม 
 
นอกจากนั้น ความผิดพลาดในอดีต ยังมีอิทธิพลทำให้เกิดอาการ “ฝังใจ ติดหนึบ” อีกด้วย
 
มีการทดลองอีกโดย John Hopkins University ที่ลงใน Journal of Current Biology โดยให้คนหาจุดสีแดงบนจอภาพ ใครเจอแล้วจะได้เงิน 1.5 ดอลลาร์ แต่ถ้าไปหาจุดสีเขียวเจอแทน จะได้แค่  25 เซนต์ แน่นอนว่า ใครๆก็มองหาแต่จุดสีแดง ภายในเวลาที่ให้หนึ่งชั่วโมง  
 
ต่อมาอีกวัน ให้คนชุดเดิมหาจุดแดงและจุดเขียวอีก แต่คราวนี้ไม่มีีเงินให้ไม่ว่าจะเจอจุดสีอะไร ผลคือ คนก็ยังหาจุดแดงมากกว่าจุดเขียวอยู่ดี และพอถูกถามว่าทำไมถึงยังมองหาจุดแดงอยู่อีก คนกลุ่มนั้นก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม
 
สรุปได้ว่า เพียงแค่ประสบการณ์สั้นๆหนึ่งชั่วโมงที่ไม่สำคัญอะไรเลย กับอดีตที่ย้อนหลังเพียงหนึ่งวัน ยังสามารถทำให้เกิดการฝังใจหรือ imprint ขนาดนี้  แล้วเหตุการณ์สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะความผิดพลาดใหญ่ๆ จะมีอิทธิพลต่อการฝังใจมากมายขนาดไหน
 
ยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งย้ำคิด และอาการย้ำคิดทำให้เกิดการฝังใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทาง nuroscience บอกว่า และนั่นทำให้สมองสร้าง nural pathway หรือ เส้นทางเดินของการระบบประสาท ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะยิ่งทำให้เราถลำลึก ฝังใจมากขึ้นไปอีก   
 
ทางแก้อยู่ที่ว่า เราควรจะเรียนรู้จากอดีตที่ผิดพลาด แต่ไม่ควรรู้สึกผิดกับมัน ไม่ต้องรู้สึกอับอาย
 
เนื่องจากกลไกธรรมชาติของมนุษย์ว่าด้วยความเจ็บปวดคือ หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเรารู้สึกผิด เราจะก็พยายามเลี่ยงความรู้สึกผิดอันเจ็บปวด ด้วยการหันกลับไปทำอย่างเดิมอีก เพราะการทำอย่างเดิมเป็นการยืนยันกลายๆกับตัวเราเองว่า ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรผิด และ  “ทุกอย่างยังปกติเหมือนเดิม” อีกทั้งการหวนกลับไปทำเหมือนเดิม ก็คือการเข้าสู่ comfort zone ที่เราคุ้นเคย เกิดความสบายใจ อย่างน้อยก็ในขณะนั้น  
 
อย่างเช่น หากเราใช้จ่ายเกินตัว การหันมาประหยัดทันทีย่อมเป็นการแก้ปัญหา แต่นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่า เราเป็นคนฟุ่มเฟือยจริงๆ ซึ๋งสำหรับหลายคนคือความเจ็บปวดที่ไม่อยากรับ  และทางออกในทันใดที่จะบรรเทาความเจ็บปวดนี้นั้น ไม่มีอะไรง่ายไปกว่า กลับไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่อไป เพราะจะทำให้เรารู้สึกในทันทีว่า ทุกอย่างเป็นปกติเหมือนเดิม  วันเวลาผ่านไปเหมือนเดิม  ไม่มีปัญหา
 
ด้วยเหตุนี้ ผลการศึกษาทางจิตวิทยาในระยะหลังหลายชิ้นจึงชี้ว่า “หากทำผิดพลาด ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่อย่างนั้นจะทำอีก” ซึ่งเงื่อนไขนี้ ดูเหมือนจะขัดแย้งกับที่เชื่อกันว่า “หากทำผิดพลาด ก็ควรจะรู้สึกผิด จะได้ไม่ทำอีก”
 
แน่นอนว่าแนวความคิดใหม่นี้ อาจจะรับได้ยากสำหรับหลายคน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า: เท่ากับว่า คนเราไม่ต้องรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับการกระทำในอดีตเลย หรือไม่? 
 
คำตอบอยู่ที่ว่า “ความรู้สึกผิด” กับ “การรับรู้ว่าผิด” นั้น มีความแตกต่างกัน ถึงแม้จะดูเสมือนเป็นเนื้อเดียวกันก็ตาม
 
อย่างแรกเป็นเรื่องของอารมณ์ อย่างหลังเป็นเรื่องของตรรกะล้วนๆที่ไร้อารมณ์ อย่างแรกทำให้เจ็บปวดไม่อยากเรียนรู้ และอยากหนีจากอดีต อย่างหลังทำให้กล้าเรียนรู้ และหันมาสู้
 
การที่มีอารมณ์อับอาย เศร้า โกรธตัวเอง กับความผิดพลาดในอดีต เป็นกลไกการลงโทษตัวเองอย่างหนึ่ง ซึ่งกลไกของจิตใจในการลงโทษตัวเองนี้ อาจทำให้ความรู้สึกผิดเบาบางลงไปบ้าง และเจ้าตัวรู้สึกสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ในภาพรวมททั้งหมดไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น หรือมีประโยชน์มากขึ้นแต่อย่างใด เพราะถึงแม้อาจะรู้สึกผิดน้อยลง แต่ไปเพิ่มความรู้สึกโกรธ  และความไม่มั่นใจในตนเองที่ถดถอยลง อีกทั้งเราจะระลึกถึงอดีตที่ผิดพลาดนั้นอยู่ตลอดเวลา
 
ความซับซ้อนของกลไกจิตใจนี้เอง ที่ทำให้การหลุดจากความผิดซ้ำซากเป็นเรื่องไม่ง่าย และวิธีแก้คือ การเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตแบบไร้อารมณ์ โดยเอาแต่เหตุผลและตรรกะล้วนๆ แต่นั่นก็ดูจะไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายสำหรับมนุษย์นัก
 
ความยากเย็นนีี้ทำให้มีคำแนะนำเพิ่มว่า หันไปเรียนจากความสำเร็จของเราในอดีต ให้มากขึ้นแทน
 
เพราะจากการศึกษาของ MIT Massachusetts Institute of Technology พบว่า ระบบประสาทในสมองเรียนรู้จากความสำเร็จได้ดีกว่าจากความผิดพลาด โดยสังเกตุจากการส่งต่อข้อมูลระหว่าง สมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์และการรับรู้ (basal ganglia) กับ สมองส่วนที่ใช้วิเคราะห์ (prefrontal cortex) ว่า หากเป็นเรื่องของความสำเร็จ ข้อมูลที่ส่งระหว่างสมองสองส่วนนี้จะหนาแน่นมากกว่า
 
ซึ่งหมายถึงว่า สมองเรียนรู้จากความสำเร็จได้ดีกว่าที่จะเรียนรู้จากความล้มเหลว ทำให้สรุปต่อได้ว่า การย้ำคิดย้ำทำ วิเคราะห์แล้ววิเคราะห์์อีกกับความล้มเหลวในอดีต ไม่ได้ช่วยให้คนเราเรียนรู้อะไรได้มากนัก
 
นอกจากจะ “ยอมรับว่าผิด แต่ไม่รู้สึกผิด” + “เรียนรู้จากความสำเร็จที่ผ่านมา”
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่การไม่มีทุกข์นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากกว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะใครอยากจะมีทุกข์ให้เศร้า ให้หดหู่ ให้ชีวิตไม่รู้จะเดินต่อทางไหน ความรู้สึกแบบนั้นถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็นับว่าเป็นจุดแย่ๆในชีวิตที่เราต้องใช้พลังมหาศาลแล้วผ่านมันไปให้ได้ แต่เคยได้ยินไหมว่า “ในดีมีร้าย ในร้ายย่อมมีดี” แล้วความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ถ้าคุณจะหามุมดีๆดูบ้าง มันก็เจออย่างไม่ยากเลย
รู้ไหมว่ามึงทำให้ชีวิตกูพังชิบหายย่ำแย่ถึงเพียงนี้!! ทำไมกูต้องมาทนอดๆ อยากๆ เพื่ออะไร? แล้วกูจะโง่รออะไรอยู่ล่ะ กลับไปขายหอยเหมือนเดิมดีกว่า เผื่อชีวิตจะกลับมาดีอีกครั้ง