OPINION

กลัวหาตัวเองไม่เจอ : เรื่องของ FOMI Fear of Missing In

สุรพร เกิดสว่าง
14 ส.ค. 2561
ในละครเพลง musical เรื่อง Cats แมวแก่กำลังโรยราตัวหนึ่งชื่อ Grizabella รำพึงรำพันถึงอดีตที่สวยงามด้วยเพลง “Memory” ที่บัดนี้เหลือแต่ความทรงจำ และอยากหวนกลับไปยังวันเดิมๆอีก วันที่เธอเคยสนุกสนานกับชีวิตที่เต็มไปด้วยการเต้นรำร้องเพลงทั้งวัน วันที่เธอยังสวยเสน่ห์แรง
 
ความฝันของแมวเศร้าอย่างเธอในวันนี้ คือเริ่มต้น “ชีวิตใหม่” แต่ชีวิตใหม่นี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่ไหน ที่จริงก็คือชีวิตเดิมที่เธอเคยผ่านมานั่นเอง
 
ในชีวิตจริง ความฝันอันยิ่งใหญ่ของหลายคน ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ไม่ได้แตกต่างไปจากแมว Griszabella นั่นคือ การได้หวนกลับไปมีชีวิตแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง
 
เพราะว่า จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้คิดได้ว่า ที่จริงแล้ว ชีวิตในอดีตธรรมดาๆนั้นเอง คือตัวตนจริงของเรา  และเกิดความกลัวขึ้นมาว่า จะพลาดความเป็นตัวตนแท้จริงในชีวิตที่ยังเหลืออยู่ 



FOMI “Fear of Missing In” เป็นคำใหม่ที่มาเพิ่มเติมจาก FOMO หรือ Fear of Missing Out ผู้ที่ใช้คำ FOMI เป็นคนแรกคือ Dr Diana J. Schwerha แห่ง Ohio University
 
เป็นที่รู้จักกันดีว่า “FOMO” คือ ความกลัวที่จะพลาดในสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ เรื่อง “ตกกระแส” ไปจนถึงเรื่อง “ถูกเท” ต่างๆ รวมถึงกลัวว่าจะถูกขับออกจากสังคมที่อยู่ หรือ “ไม่เข้าพวก”
 
ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอย่างแรง FOMO จึงถือเป็นเรื่องปกติ การไม่ถูกนับเข้าในสังคมเป็นเรื่องทีน่าวิตกโดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากผู้ใดมีอาการ FOMO หนักเกินไป ก็จะทำให้คนนั้นต้องวิ่งไล่ตามผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ผลคือชีวิตอุทิศให้กับความต้องการให้สังคมยอมรับหรือ social approval  แทนที่จะสนองความต้องการแท้ๆของตนเอง หากมิเช่นนั้นอาจเกิดความไม่สบายใจ ไม่มั่นใจในตนเอง หลายเรื่องของ FOMO เป็นเรื่องที่โดยตัวของมันเองไม่ได้สำคัญนัก เช่น การตามกระแสสังคมต่างๆ แต่เป็นสิ่งที่ดูสำคัญยิ่งในสายตาของคนที่เป็น FOMO ที่ไม่อาจยอมให้ตนพลาดได้
 
ส่วนคำใหม่ “FOMI” เป็นความกลัวด้านตรงข้ามกับ FOMO คือ เป็นความกลัวที่จะพลาดในสิ่งที่ “อยู่ข้างใน” ตัวเรา หรือความเป็นตัวตนของเรา เพราะมัวแต่ไปใช้เวลากับเรื่องอื่น จนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ core value หรือ แก่นแท้ของเราเอง
 
โดยทั่วไปแล้ว FOMO ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ FOMI ถือเป็นเรื่องค่อนข้างดี เพราะ FOMI เป็นแรงผลักดันให้เราหวนกลับไปหาสิ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ กลับไปหาตัวตนของเราเอง  
 
แต่ปรากฏว่า สำหรับหลายคนทั่วไป กว่าจะเกิด FOMI ก็อาจจะเกือบสายไปแล้ว หรือไม่ก็สายไปแล้วจริงๆ เหมือนกับแมวแก่ Grizabella ในเรื่อง Cats กับเพลง Memory
 
คนเรามักเกิด FOMI ก่อต่อเมื่อมีวิกฤติการณ์บางอย่างมาสะกิดใจ เช่น การเจ็บป่วย การสูญเสีย ชีวิตพังทลายรวมไปถึง milestone ของชีวิตที่มาถึง เช่น การแต่งงานมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ การเกษียณอายุ และวัยชราที่สภาพร่างกายอ่อนแรงลง เพื่อนฝูงล้มหายตายจาก แล้วจึงเกิดคำถามว่า จริงๆแล้วที่ผ่านมามันคือตัวเราจริงหรือเปล่า และเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
 
FOMI จึงเป็นความกลัวที่ต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  
 
เมื่อยามนั้น เรามักจะคิดถึงสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของชีวิตในเชิง FOMI  และแทบจะไม่มีเรื่องแบบ FOMO เหลืออยู่ในหัวเลย
 
ใน FOMI คนเรามักพบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของเราอาจไม่ใช่สิ่งที่เราวิ่งตามมาตลอดชีวิตเสียแล้ว ไม่ใช่ทรัพย์สินราคาแพง การใช้ชีวิตที่หรูหรา หรือสัญลักษณ์ของ “ความสำเร็จ” ต่างๆเช่น ตำแหน่งงาน ภาพลักษณ์ภายนอก
 
หากเป็นสิ่งที่ “อยากทำจริงๆ” ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือเพื่อคนอื่น
 
น่าสนใจว่า บางครั้งสิ่งที่คนเราอยากทำจริงๆใน FOMI นั้น อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงสิ่งที่เราเคยทำมาแล้วในอดีต หรือ เคยคิดจะอยากทำแบบ “ว่าจะ” แต่ไม่ได้เริ่มเสียที  FOMI ส่วนใหญ่จึงมักไม่เกี่ยวกับเรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องเก่าที่ค้างคาใจ หรือจบไปแล้วแต่อยากให้หวนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง
 
เรื่องที่กลัว หรือ what missing in ใน FOMI จึงเป็นเรื่องที่อยู่กับเรามานานแสนนาน นานจนมองเห็นเป็นของธรรมดา เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันนัก หรือไม่ก็เมื่อไหร่นึกถึง ก็ “เก็บไว้ก่อน” อยู่เรื่อยมา จนกระทั่งเกิดเรื่องมาสะกิดใจให้คิด
 
ส่วนหนึ่งที่เรื่องใน FOMI ถูกมองข้ามไปเป็นเวลานานอาจเป็นเพราะถูก FOMO บดบังไปหมดจนมองไม่เห็น
 
เราไปให้ความสำคัญกับ FOMO แทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ชีวิตส่วนตัว ทำให้การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ถูก tailored made ขึ้นมาเพื่อสนอง FOMO แม้แต่ mission ในชีวิตก็ทำเพื่อ FOMO
 
ที่สำคัญก็คือ ในชีวิตที่ผ่านมานั้นเราอาจบรรลุสิ่งที่ FOMI เรียกหาแล้วก็ได้ แต่ไม่ได้คิดอะไร ไม่เห็นคุณค่าของ what missing in จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป ถึงพึ่งรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง และโหยหาอดีตที่ดูแสนธรรมดาในช่วงนั้นอย่างแรง จนอยากนั่ง time machine ย้อนกลับไปเสียให้ได้
 
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นคนที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤติมักไม่ต้องการอะไรพิเศษมากมาย นอกจากขอให้อดีตดีๆเหล่านั้นกลับมา replay อีกครั้งในรูปแบบใดแบบหนึ่ง และนั่นเป็นความฝันอย่างสูงสุดแล้ว
 
Schweha ถึงเรียก FOMI ว่า “fear of missing what you already have” หรือ ความกลัวจะพลาดในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว และสำหรับบางคน FOMI คือ :fear of missing what you already had” คือ กลัวจะพลาดในสิ่งที่เคยมีมาแล้ว
 
ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เป็นตรรกะ เพราะเราจะกลัวไม่มีในสิ่งที่เรามีแล้วได้อย่างไร หรือ จะกลัวพลาดในสิ่งที่เป็นมาแล้วในอดีตได้อย่างไร
 
แต่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า สิ่งที่เรากลัวจะพลาดหาย ที่จริงมันอยู่ตรงหน้านี่เอง แต่ไม่เห็น
 
Schweha บอกว่า ลองหันมา focus กับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เปิดใจ maximize มันให้มากที่สุด ต่อยอดความสามารถที่มีอยู่ เพราะจริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่มีหลายอย่างดีๆในตัวที่ไม่ได้ให้ความสนใจ และสิ่งเหล่านั้นก็อาจอยู่ใน control ของเราเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็น skill ความสามารถต่างๆที่มี ทรัพย์สิน หรือ network ของสังคมที่สะสมมา เพียงแต่เราจะให้โอกาสมันหรือไม่เท่านั้น ดีกว่าจะไปวิ่งไล่ตามหาของใหม่ๆไม่รู้จบแบบ FOMO แล้วค่อยมารู้ที่หลังว่าไม่ใช่
 
ในมุมกลับกัน ยามที่เราเกิดอาการ FOMI หวนหาอดีต เพราะอะไรๆในเหตุการณ์ปัจจุบันดูแย่ไปหมด หรือมีวิกฤติการณ์มาทำให้ต้องการกลับไปหาสิ่งที่ผ่านมา นักจิตวิทยาให้ข้อคิดว่า เป็นปกติที่คนเราจะมองอดีตว่าดีกว่าปัจจุบันอยู่แล้ว ดังนั้น อดีตที่คิดถึงนั้นอาจไม่ได้เป็นห้วงเวลาอุดมคติอย่างที่คิด
 
นักจิตวิทยาบอกว่า เพราะเวลาหวนนึกถึงอดีต เราจะมองในแง่ abstract หรือนามธรรม โดยไม่รวบเอารายละเอียดมาทั้งหมด ซึ่งรายละเอียดเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องไม่ดีปลีกย่อยน่ารำคาญทั้งหลาย ซึ่งในความเป็นจริงต้องพ่วงติดมาด้วยกับความทรงจำเรื่องสิ่งดีๆ เช่นเมื่อเรานึกถึงความสุขกับเพื่อนฝูงสมัยเรียน เรามักจะเห็นภาพสนุกสนานอย่างเดียว ทั้งที่จริงแล้วเรื่องแย่ๆก็มี  อีกทั้งเรื่องในอดีตเป็นสิ่งแน่นอนเพราะเกิดขึ้นไปแล้ว ในขณะที่ปัจจุบันยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และมนุษย์ไม่ชอบความไม่แน่นอน จึงทำให้เห็นอดีตดูดีกว่าปัจจุบัน
 
ใน Journal of Personality and Social Psychology โดย Higgins และ Stangor พูดถึงการมองอดีตไว้ว่า ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม เรามักตีมูลค่าด้วยการเปรียบเทียบเสมอ อย่างเวลาคิดย้อนถึงอดีต เราก็มักระลึกถึงความรู้สึกเชิงเปรียบเทียบในสมัยนั้น ซึ่งถ้าหากเอาเหตุการณ์ยุคนั้นมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานยุคนี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่า มันไม่ได้ดีขนาดนั้น อย่างเช่น ความสุขจากงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงสมัยนั้นอาจมีดูความหมายมาก เพราะไม่มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจให้ทำเท่ากับสมัยนี้
 
ทั้งหมดนี้ชี้ไปที่จุดเดียวกันว่า  ไม่มีอะไรสำคัญและมีค่าเท่ากับเวลาในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นห้วงเวลาเดียวเท่านั้น ที่เรามีสิทธิ์หันเหเปลี่ยนแปลงมันได้ 
 
และไม่แน่ว่า วันที่ว่าเราคิดว่าแย่ๆน่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ อาจถูกมองว่าเป็นวันเวลาที่แสนดีในอนาคตก็ได้
 
ดังนั้น what missing in ใน FOMI ที่แท้จริงแล้วอาจซ่อนอยู่ในวันนี้นี่เอง ไม่ต้องไปหาในอดีตที่ไหน
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค ที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไร คนทั่วไปไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร จนกว่าเราจะทำให้เห็นเอง” : Steve Jobs
นั่นคือคำตอบของ Steve Jobs ต่อคำถามที่ว่า “Apple ทำ market research อย่างไร ถึงทำให้ iPad ประสบความสำเร็จ?”
ถึงขั้นที่เจ๊ไฝเอ่ยปากว่า การปิดร้านมาทำกิจกรรมต่างๆ เป็นเรื่องเหนื่อยหน่าย ทำให้ตนอยากคืนดาวมิชลินเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว