ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องคนไข้พร้อมกับเป้สะพายหลัง เสียงพูดคุยข้างนอกห้องค่อยๆแผ่วลงตามบานประตูที่ปิดเองอย่างช้าๆ จนเงียบสงัด
“จะขับรถออกจากเมือง ก็เจอรถติดยาว ที่พักเต็ม ที่กินเต็ม ก็เลยไปไหนไม่ได้ ถูกขังอยู่ในเมืองนี่แหละ พออยู่ในเมืองก็ไม่มีเพื่อนเหลืออีก โน่นนี่ก็ปิด ทำอะไรก็ไม่ได้” ชายหนุ่มหยุดยิ้ม “ก็เลยมานี่ไง”
“ขอบคุณจ้าา ที่นึกถึง นึกว่าใครๆก็ไปฉลองกันหมดแล้ว” หญิงสาวยิ้มกว้าง พลางจัดสายที่ปักเสียบอยู่ตามตัวให้ไม่เกะกะ …….

สำหรับหลายคนเวลาที่ดีที่สุดของปีคือช่วงใกล้ปีใหม่ ด้วยเสียงเพลงคริสต์มาสและปีใหม่ ที่ได้ยินเกือบตลอดเวลา การประดับประดาตามห้างร้านและเมือง กับรายการฉลองความสุขที่วางแผนไว้ และทริปช่วงวันหยุด แต่ยังมีอีกหลายคน ที่ช่วงปีใหม่ เป็นช่วงที่น่ากลัว อ่อนไหวที่สุดของปี
จากการสำรวจที่ทำโดย American Psychology Association พบว่า 26% บอกว่าเหงาในช่วงวันหยุด และอีก 36% บอกว่าเครียด ส่วน National Alliance of Mental Illness รายงานว่า 64% บอกว่า ช่วงเทศกาลมีผลลบต่อจิตใจ และ 24% บอกว่ามีผลกระทบแรงมาก หากถือว่าการศึกษาในอเมริกาพอจะเป็นตัวอย่างได้ ก็อาจชี้ได้ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข กลับรู้สึกตรงกันข้าม
ความรู้สึกไม่ดีในช่วงปีใหม่ มาจาก benchmark หรือมาตรฐานวัดความสุข ที่แต่ละคนมีอยู่ในใจ ได้เลื่อนขึ้นสูงกว่าปกติ จากที่แต่เดิมสามารถมีความสุขได้ไม่ยาก ก็ทำได้ยากขึ้น เพราะรอบตัวแวดล้อมไปด้วยบรรยากาศที่คนอื่นดูเหมือนจะมีความสุขกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น แผนการไปเที่ยว หรือ ในเรื่องราวใน social media ทำให้เราอดเปรียบเทียบกับตัวเราไม่ได้ว่า เราสามารถจะมีความสุขอย่างนั้นได้หรือไม่ ?
นั่นคือ สำหรับหลายคน ความสุขในช่วงปีใหม่จึงกลายเป็นความสุขเชิงเปรียบเทียบอย่างเลี่ยงไม่ได้ และการคำนวณผลต่างของความสุขของตนกับความสุขคนอื่นจะเกิดขึ้นในใจตลอดเวลา อีกทั้งบรรยากาศรอบตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ “FOMO - fear of missing out” หรือ ความกลัวที่จะตกอารมณ์เทศกาลปีใหม่ ก็จะยิ่งผลักดันตัวเองให้ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขให้ได้ และนั่น ยิ่งทำให้เกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว
FOMO เมื่อเกิดพร้อมๆกันกับคนจำนวนมาก จะนำไปสู่สิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “tragedy of commons” ซึ่งก็คือ เมื่อต่างคนต่างแย่งกันทำในสิ่งเดียวกันบนทรัพยากรที่จำกัด จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่แต่ละคนต้องการได้เลย หรือที่เรียกกันในช่วงเทศกาลว่า “แย่งกันกิน แย่งกันใช้” ต่างคนต่างต้องการไปเที่ยวให้สนุกช่วงปีใหม่ แต่เมื่อทุกคนทำเหมือนกัน ก็ทำให้ไม่สามารถสนุกอย่างได้ที่คิด เพราะรถติดยาวเหยียดบนทางหลวง ร้านอาหารเต็มและอาหารมาช้า สถานที่เที่ยวคนแน่น ที่พักแพง
บางคนบอกว่ายอม FOMO ยอมเจอ tragedy of commons และทนได้ เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยในช่วงเทศกาล จะยิ่งเศร้ากว่า ซึ่งนั่นหมายถึงการ minimize loss หรือ การพยายามเสียให้น้อยที่สุด เท่ากับว่าในช่วงปีใหม่ หลายกิจกรรมทีทำไป ไม่ได้มาจากความต้องการที่มีอยู่อย่างแท้จริง หรืออย่าง original แต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ แบบ reactive ที่ทำไปเพื่อไม่ให้รู้สึกแย่ นัยว่า เป็นกลไกลการปกป้องตนเอง หรือ defensive mechanism อย่างหนึ่งด้วยความจำเป็น
บางคนบอกว่า ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะไม่มีวันพักร้อนมากพอ และครอบครัวหรือเพื่อนก็หยุดเหมือนกัน จึงต้องเที่ยวในช่วงปีใหม่ ซึ่งในที่นี้ก็คือ การทำให้ดีที่สุดบนทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับ FOMO และต้องยอมทน tragedy of common อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำนองว่า เป็นสิทธิที่ต้องใช้ ไม่ใช้ก็จะมาเสียดายทีหลัง แต่นั่นก็ชี้ว่า การเที่ยวในยามปีใหม่ไม่ใช่เป็นการพักผ่อนในอุดมคติจริง
ความเครียดเหล่านี้ เมื่อมาปนกับเรื่องการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นมาอย่างพรวดพราด ก็ยิ่งทำให้ช่วงเทศกาลสำหรับบางคนกลายเป็นช่วงเวลาที่เครียดที่สุดของปี
นักจิตวิทยาเรียกความเครียดในช่วงเทศกาลวันหยุดว่า “holiday blues” ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเพราะการเปรียบเทียบจาก social media ในคนส่วนใหญ่ เมื่อเทศกาลจบลง ความเครียดนี้ก็จะหายไป เพราะการแข่งขัน FOMO ได้จบลงแล้ว แต่ในบางคนความเครียดนี้ยังคงอยู่ต่อในรูปของความเศร้า ซึ่งถ้าหากไม่หายเกินสองสัปดาห์ ก็อาจแปรเป็นภาวะซึมเศร้าได้ และนั่นมักเกิดจากกรณี ของคนที่สูญเสียคนใกล้ชิด และเกิดอาการสะเทือนใจในช่วงเทศกาล
Holiday blues ของบางคน ไม่ได้มาจาก FOMO หากมาจาก “ความเหงา” โดยเฉพาะคนที่สูญเสียคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะสาเหตุจาก การอยู่ห่างไกลกัน การเลิกรากัน หรือ การตายจากกัน มักจะรู้สึกว่า holiday blues ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยเครียดเท่านั้น หากยังน่ากลัว และเศร้าจนไม่อยากให้เวียนมาถึง จากภาพในความทรงจำที่เคยมีความสุขด้วยกันในช่วงเทศกาล เทียบกับปัจจุบันที่เหมือนเดิมทุกอย่างยกเว้นไม่มีคนนั้นอีกแล้ว ย่อมเป็นความเจ็บปวดที่ต้องต่อสู้ ถึงแม้แวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงที่รู้ใจ ก็ไม่สามารถมาทดแทนได้อย่างสมบรูณ์
นักจิตวิทยาบอกว่า สาเหตุลึกๆของความหดหู่คือ ความรู้สึกว่า เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ไม่สามารถทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นได้ นอกจากรออย่างเดียว ซึ่งอาการ “helplessness” นี้จะบรรเทาได้ หากเราคิดทำประโยชน์ให้กับคนอื่น นั่นคือ เมื่อยังทำให้ดีให้กับตัวเองไม่ได้ ก็หันไปทำดีให้คนอื่นดีแทน แล้วจะเรารู้สึกดีขึ้นว่า ยังมีสิทธิ มีอำนาจ ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรๆในทางดีขึ้นได้อยู่
ส่วนคนที่เจ็บป่วยไม่สามารถไปไหนได้ ก็เช่นกัน ความรู้สึกที่เห็นคนอื่นกำลังฉลองและเที่ยว บวกกับความรู้สึกที่ว่าเคยทำเช่นนั้นได้ แต่บัดนี้ทำไม่ได้ พร้อมกับรู้สึกเสมือนว่า ใครต่อใครกำลังยุ่งอยู่กับเทศกาล จนตัวเองคงถูกลืมไปชั่วขณะ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เทศกาลปีใหม่เป็นวันเวลาที่ผ่านไปยากกว่าปกติ
และนี่คือกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกไม่ดีอยู่เงียบๆ ท่ามกลาง background แห่งความสุขในช่วงปีใหม่ ที่บางคนมองจากภายนอกแทบไม่มีทางรู้ และอาจถูกมองข้ามไป
นักจิตวิทยาบอกว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเศร้าในช่วงเทศกาล ดังนั้น คนที่ไม่มีอาการ holiday blue ก็ไม่ต้องไปพยายามทำให้ความเศร้าของคน holiday blue หายไป เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการสร้างความกดดันและความรู้สึกผิด บวกกับ ความรู้สึกแปลกแยก ให้ยิ่งมากขึ้นไปอีก
ทางที่ดีคือ เพียงแต่เข้าใจพวกเขา และรับรู้ถึงความยากลำบากที่กำลังต่อสู้อยู่ ก็ถือว่าเป็นการช่วยให้คนที่เศร้า รู้สึกว่ามีคนเข้าใจ และยังสามารถ connect กับคนอื่นได้ ให้บรรเทาความเหงาลงไปได้มาก ที่สำคัญคือ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสุขได้ในช่วงเทศกาล และระหว่างการฉลอง อย่าลืมแหลียวหันมามองพวกเขาบ้าง
….“กว่าคีโมนี้จะหมดขวด เลยเวลา countdown แน่นอน” หญิงสาวเหลือบดูขวดคีโมที่แขวนเหนือข้างเตียงคนไข้ “ขวดนี้เกือบแสนบาท ไม่อยากลุกเดินก้มๆเงยๆ มันเสียวทำล้มน่ะ”
ว่าแล้วเธอถอนหายใจ หันมองชายหนุ่มด้วยสายตาวิงวอน “อย่าพึ่งไปไหนนะ อยู่ด้วยกันก่อน จะถึงปีใหม่ในอีกไม่นานนี้แล้ว”
เขาเดินมาที่ข้างเตียง มองที่สายตาหญิงสาว “ไม่ไปไหนแน่นอน ถึงมาหานี่ไง เราอยู่ด้วยกันจนถึง countdown
ทั้งสองนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อน “ จะมีคนคิดถึงมั๊ยน้อ ว่าสำหรับบางคนแล้ว ปีใหม่นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากเย็นที่สุด”
เธอพูดพร้อมกับใช้นิ้ว browse ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ “เห็นในเฟซบุ๊ก ใครต่อใครไปเที่ยวกันไกลๆ ถ่ายรูปว่ามีความสุขกัน บางคนก็มีงานเลี้ยงหนุกหนาน แต่งตัวกันเปรี้ยว selfie กันเพียบ”
แล้วเสียงเธอก็แผ่วลง “แต่บางคนไปไหนไม่ได้ ต้องมาอยู่โรงพยาบาล ไม่มีใครว่างมาหา แถมเหงา เจ็บตัว เสียเงินมากมาย”
“ขอทีเถอะ ไม่ต้องสนใจเช็กเฟซบุ๊กคืนนี้ได้มั๊ย” ชายหนุ่มพูดอย่างจริงจัง
เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย วางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะข้างเตียงคนไข้ คว่ำจอ
ชายหนุ่มจัดสายระโยงระยางรอบเตียงให้เป็นระเบียบ ยิ้มปลอบใจให้ “เดี๋ยวสองวันออกจากโรงพยาบาล อีก 7-8 วัน ระดับเม็ดเลือดขาวกลับมา ตอนนั้นค่อยเอาคืน ไปฉลองปีใหม่ ไปเที่ยว ไม่ต้องแย่งกับคนมากๆด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ” หญิงสาวพูดเหมือนใจลอย และนิ่งไปครู่หนึ่ง
เธอนังชันตัวขึ้น หันไปสบตากับเขา “บางที ความสุขในปีใหม่ ไม่ได้อยู่กับการไปเที่ยว ไม่ได้อยู่กับ selfie ไม่ได้อยู่ที่เฮฮา แต่อยู่ที่ได้รู้ว่าในยามที่เราลำบากและคนอื่นยุ่งกับการมีความสุข ก็ยังมีบางคนที่เหลียวหันมาดู เพียงแค่นั้น ก็มีความสุขแล้ว”
แล้วเธอก็ยิ้มอย่างมีความสุข นัยน์ตาเป็นประกาย “Happy New Year ค่ะ”






