OPINION

ญี่ปุ่น สุดยอด destination ของชนชั้นกลางไทย

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
14 พ.ค. 2560
 
ถึงเดือนเมษายนจะไม่เห็นซากุระสักกลีบ แต่ถ้าข้ามถนนแล้วไม่ต้องระวังรถ เดินไปไหนไม่มีคนเกะกะ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
 
ตั้งแต่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยเข้าประเทศได้ 15 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า (ตั้งแต่ปี 2013) สถิติคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เพิ่มพรวดเป็นสามเท่าในปีแรก และล่าสุดในช่วงพีคอย่างวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวแห่งชาติ  โอกาสของชนชั้นกลางจะได้ออกไปเที่ยวพักผ่อนให้ยาวๆ คุ้มๆ จำนวนคนไทยไปญี่ปุ่นก็แตะเรือนแสน
 
ความอยากไปญี่ปุ่นนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ มันฝังหัวคนไทยอยู่นานแล้ว ตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ คนไทยจำนวนหยิบมือก็พยายามไปงานเอ็กซ์โปที่โอซาก้า ซึ่งจัดในช่วงต้นทศวรรษ 70s (หอคอยรูปหน้าคนมีปีก ที่เราอาจจะจำได้จากหนัง 20th Century Boy หนังญี่ปุ่นชื่อดังซึ่งเล่นกับความทรงจำในวัยเด็กของคนในยุคเบบี้บูมเมอร์ ก็คือสัญลักษณ์ของมหกรรมที่ว่า เพียงแต่เห็นแล้วมันขนลุกกว่าเห็นอัลตราแมน เพราะงานนี้เป็นของจริง ส่วนอัลตราแมนใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นแค่ตี๋ญี่ปุ่นตัวผอมๆ สวมชุดยางฟัดฟาดกับสัตว์ประหลาดจนบ้านเมืองพังทลาย)
 
เพียงแต่สมัยก่อนเรากลัวเมืองญี่ปุ่นกัน เราบอกว่าเขาไม่พูดภาษาอังกฤษ  ไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ ต้องไปไหนมาไหนไม่ถูกแน่ๆ ค่าครองชีพในสมัยยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองก็แพงจนเล่นเอาต่อมช้อปปิ้งของเราฝ่อไปเลย แล้วยังต้องขอวีซ่า ยิ่งเป็นผู้หญิงไปคนเดียวนี่ยิ่งยาก ยิ่งอึดอัด ยิ่งเสียเชิง นี่คือตัวอย่างของความทรงจำเกี่ยวกับคนไทยกับการไปเมืองญี่ปุ่น แม้ว่าผู้โชคดีที่ได้ไปมาจะชมเปาะกันถ้วนหน้า แต่คนไทยก็ยังไปญี่ปุ่นกันน้อย
 
แต่พอเริ่มนโยบายใหม่ของนายกฯ อาเบะ ที่เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น ที่ไหนไม่ต้องใช้วีซ่าขอให้บอก คนไทยไปแน่  ยิ่งเป็นประเทศที่เพียบพร้อมด้วยภาพจำภาพฝันในความปรารถนาของคนไทยโดยทั่วไปทั้งชายหญิงอย่างประเทศญี่ปุ่นด้วยแล้ว คนไทยเรายิ่งแห่กันไป สมัยนี้ข้อมูลเที่ยวอยู่กินมีเหลือเฟือ และคนไทยก็กล้าที่จะไปเที่ยวเอง กินเอง อยู่เอง มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาความสะดวกของกรุ๊ปทัวร์อย่างสมัยก่อน
 
และล่าสุดเราก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นแสน แต่ยังเป็นแค่อันดับ 6 จากนักท่องเที่ยวประเทศต่างๆ (อันดับแรกดูเหมือนจะเป็นเกาหลีนะครับ)
 


ผมเองเพิ่งมีโอกาสไปญี่ปุ่นกับเขาเมื่อไม่นานมานี้ แม้ตนเองจะมีภาพจำภาพฝันของญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ที่โตมากับสื่อญี่ปุ่นนั่นแหละครับ แต่ด้วยนิสัยออกจะขี้เกียจระหว่างเดินทาง วันไหนถ้าฝนตกก็อาจจะนอนเล่นอยู่ในที่พักเสียดื้อๆ นอกจากหิวจึงจะออกมาหาอะไรกินแล้วรอฝนหาย (อย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าเที่ยวไม่คุ้มนั่นแหละครับ) ถ้าใครถามว่าไปไหนมาบ้าง ได้ถ่ายรูปกับบิลบอร์ดกูลิโกะหรือเปล่า จิบลิมิวเซียมล่ะ โตเกียวสกายทรีล่ะ ผมก็จะบอกว่าเปล่า ไม่ได้ไป โดยที่ยังไม่ได้นับร้านดังตามโพย อร่อยขั้นเทพที่ต้องไปต่อคิวเป็นชั่วโมง แล้วกลับมารายงานในเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์ทราบว่า คิวยาวมว้าก แต่อร่อยมว้าก คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ บลา บลา เป็นเรื่องที่ผมขี้เกียจทำ
 
ในความเห็นของผม การได้ไปที่ญี่ปุ่น ไม่ต้องเช็คอินที่ไหนเลย อยู่ที่นั้นเดินไปเดินมาก็มีความสุขแล้ว
 
มันยังไงกัน ญี่ปุ่นนี่เป็นเมืองสวรรค์หรืออย่างไร
 
คำตอบคือไม่ใช่ แต่ถ้าจะแถว่าเป็นสวรรค์ของชนชั้นกลางก็คงจะไม่ผิด
 
เริ่มกันที่ทางเท้าและระบบขนส่งมวลชน


 
ระบบรางของรถไฟในโตเกียวใหญ่กว่าของกรุงเทพฯ หลายสิบเท่า ทั่วถึง รวดเร็ว ตรงเวลา เมื่อไหร่ที่เกิดเสียเวลาไปสามสี่นาที พนักงานจะประกาศขอโทษแล้วขอโทษอีก ละล่ำละลักซ้ำซากตามนิสัยของคนประเทศนี้ (ซึ่งก็เป็นเรื่องมารยาท ประเภทว่าถ้าหากไม่ทำแล้วจะดูหยาบคาย แบบเดียวกับการมายืนโค้งอำลากันจนแขกหายลับตาไปนั่นแหละ ซึ่งแขกเองก็มีคิวต้องหันกลับมาลาด้วย เป็นความละล่ำละลักซ้ำซากที่น่ารักมากครับ)
 
รถยนต์ก็มีนะ ราคาไม่แพงด้วย แหมไหนๆ ญี่ปุ่นก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกทั้งที แต่ค่าที่จอดรถกำหนดไว้ให้แพงมาก (ก็ที่ดินเป็นของหายากและสำคัญ) ถ้าคุณมีปัญญาจ่ายค่าที่จอดรถได้ก็เป็นเรื่องของคุณ แต่คนจำนวนมากเห็นว่ารถยนต์ไม่จำเป็นเพราะระบบขนส่งสาธารณะมันใช้งานได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่พวกซาลารีมังขี้เมาจะต้องวิ่งให้ทันรถเที่ยวสุดท้ายตอนเที่ยงคืนเท่านั้น ไม่งั้นจะโดนค่าแท๊กซี่อ่วม ไม่ก็ต้องหาที่นอนในเมืองกันไป
 
ระบบรถไฟ เมืองไทยก็มี แต่คนญี่ปุ่นที่โดยสารรถนี่สิ มันไม่ธรรมดา เมื่ออยู่ในรถ เขาไม่พูดคุยกันเสียงดัง (ถ้าได้ยินเสียงเอะอะในรถไฟนี่รู้ทันทีเลยว่าเป็นนักท่องเที่ยว ประเทศไหนเราไม่ต้องระบุเนอะ ฮ่ะๆๆ) ผู้โดยสารขยับเข้าด้านใน เห็นเด็กแล้วไม่มีใครรีบลุกให้นั่งเพราะเขาเชื่อว่าเด็กควรจะหัดเรื่องความอดทนตั้งแต่ยังเด็ก คนเขาไม่โทรฯคุยกัน แม้จะเล่นโทรศัพท์กันก็จริงแต่ก็ไม่ถึงกับปิดกั้นอยู่ในโลกส่วนตัวจนตัวแข็งเหมือนหิน ถอยไม่เป็นขยับไม่ได้ เขายังรู้จักบิดเบี่ยงตัวดุจเป็นสัญชาตญาณ เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้าออก ขึ้นรถมาก็รู้จักเอาเป้บนหลังลงมาหิ้วไม่ให้ไปฟาดหน้าหรือเบียดชาวบ้าน เขาตระหนักว่านี่คือพื้นที่สาธารณะ ทำอะไรให้รู้จักเกรงใจคนอื่น เราจะอยู่กันได้อย่างสบายๆ คนมากแค่ไหน แน่นเอี๊ยดแค่ไหน ก็ยังสบาย อาจเป็นเรารู้สึกว่าเราไม่ถูกใครเอาเปรียบอยู่ก็เป็นได้
ทั้งหมดทำโดยไม่มีกฎหมายบังคับ ทั้งหมดนี้มาจากการสั่งสอนฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ชั้นพรีสกูล
 
ออกจากสถานีรถไฟ เดินไปตามถนนจะเดินไปไหนก็สะดวก ไม่ใช่เพราะป้ายบอกทางชัดเจนเท่านั้นนะครับ แต่เป็นเพราะไม่มีใครยืนเกะกะ ไม่ขวางทางเดิน ไม่มีใครขวางหรือสวนเลนเดิน (ตอนนี้โตเกียวเปลี่ยนจากเดินชิดซ้ายมาเป็นเดินชิดขวากันทั้งเมืองแล้ว เดาเอาเองว่าเปลี่ยนเพื่อเตรียมตัวรับโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึง น่าสนใจที่เขาเปลี่ยนก็เปลี่ยนกันโดยพร้อมเพรียง ไม่ต้องโยนหินถามทาง ไม่ต้องประกาศ พรบ. ไม่ต้องใช้มาตราเลขสองหลัก) คือเขาใช้พื้นที่สาธารณะกันเป็น โดนคนเดินตัดหน้าก็มีเอ่ยขอโทษให้รับรู้หน่อยนึงว่าฉันไม่ได้ต้งใจ วันๆ ได้ยิน “สิมาเซ็น” เป็นสิบๆ ครั้ง หรือเป็นเพราะผมมันเดินทะเล่อทะล่าก็ไม่ทราบ ฮ่ะๆๆ
 
เรื่องขี้เกียจเข้าแถวกินร้านอร่อยเทพนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเห็นว่าบ้านเมืองนี้เขาทำอะไรไม่เอาเปรียบกัน คนทำของกินก็ตั้งใจทำให้มันดีจริงๆ บริการดีแค่ไหนก็ไม่เอาทิป ส่วนใหญ่ถ้าเห็นร้านไหนหน้าตาดี ราคาไม่แพง ลองกินดูแบบกล้าๆ ก็ไม่เคยผิดหวัง มันอร่อยหมดแบบนี้ก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องไปแสวงร้านติดดาวใดๆ นอกจากว่าเป็นอะไรที่มันพิเศษจริงๆ (ซึ่งจะพิเศษกันชนิดลืมตายเลยทีเดียว) นานทีปีหน พอจัดกันได้
 
เวลาไปเมืองท่องเที่ยวจ๋า ตามนิสัยคนไทยนั้นเราจะดูแคลนของที่ระลึกไว้ก่อน ว่ามันต้องเป็นของโหล ขายในราคาต้มนักท่องเที่ยว ของแบบนี้ที่ไหนตลาดไหนก็เหมือนกันหมด แบบที่เราคุ้นๆ กันแหละครับ แต่พอมาที่นี่พบว่าของทำขายนักท่องเที่ยวน่าสนใจมาก เป็นของเฉพาะถิ่นจริงๆ ตั้งใจทำมาก คนขายก็พยายามพูดภาษาอังกฤษมาก ราคาก็รับได้ รับได้จริงๆ  
 


การเดินถนนในบ้านเมืองที่คนเดินเป็นใหญ่นี่มันให้ความปลาบปลื้มได้เทียบเท่าการมีรัฐธรรมนูญเลยทีเดียวนะครับ ด้วยหลักการที่ว่ารถยนต์สบายกว่า อันตรายกว่า ก็ต้องหยุดให้คนเดินสิ (ไม่ใช่คิดและทำตรงกันข้าม) เป็นการเดินเที่ยวที่มีความสุขมาก ข้ามถนนก็ไม่ต้องหวาดระวังรถ ต่อให้เดือนเมษายนนั้นไม่เห็นซากุระสักกลีบก็ไม่เป็นไรครับ
 
แต่ได้ยินว่าคนญี่ปุ่นที่มาทำงานเมืองไทยชอบหัวเราะขำเวลาเราคนไทยชะงักก่อนจะข้ามถนนที่แยกหรือปากซอย เขาถามว่าหยุดทำไม เราก็ตอบว่าก็ต้องหยุดสิ ไม่งั้นโดนชน เขาก็มองว่าแปลก เราก็ได้แต่ภาวนาให้เขาปลอดภัยไม่โดนรถเฉี่ยวชนเวลาใช้ถนนเมืองไทย ก็ทำได้แค่นั้น
 
เพราะบ้านเมืองเรายังไม่ได้เป็นของชนชั้นกลาง แต่เป็นของใครก็ได้ที่มีเงินมีอำนาจ รถยนต์จึงเป็นใหญ่กว่าคนเดินถนน แถมในหมู่รถยนต์ด้วยกัน รถแพงกว่า มีศักดิ์เป็นซูเปอร์คาร์ ก็จะเป็นใหญ่กว่ารถธรรมดาๆ อีกด้วย ไม่เชื่อไปดูตามที่จอดรถในห้างหรูๆ สิครับ
 
ในอุดมคตินะครับ ชนชั้นกลางคือชนชั้นที่มีสิทธิมีส่วนในการดูแลบ้านเมือง รวมๆ กันแล้วมีอำนาจทางการเมืองชนิดไม่ต้องกลัวใคร และเลยมาถึงเรื่องความเป็นอยู่ ซึ่งสังคมชนชั้นกลางอย่างญี่ปุ่น (หมายถึงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ใช่คนจน แต่เป็นคนที่มีการศึกษาและมีรายได้สูงกว่าระดับรายได้ต่ำ และที่สำคัญคือบ้านเมืองและการเมืองมีรูปลักษณ์เพื่อตอบสนองชนชั้นของตน) สำหรับผมแล้วญี่ปุ่นมีเสน่ห์ตรงที่เป็นบ้านเมืองซึ่งทำขึ้นมาเพื่อความสะดวกอย่างถูกจริตของชนชั้นกลางอย่างยิ่ง ให้เอาเปรียบกันให้น้อยที่สุดเพราะเรากับเขาก็เป็นชนชั้นเดียวกัน จ่ายภาษีเหมือนกัน เป็นพลเมืองดีของชาติเหมือนกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่เห็นจะต้องกลัวใคร
 
ไปญี่ปุ่นแล้วสบายใจครับ พอลืมความไม่สะดวกรอบตัวไปบ้างสักอาทิตย์สองอาทิตย์

About the Author
เคยทำงานสื่อมาหลากหลาย เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Esquire ก่อนจะออกมาทำงานอิสระ แปล “การเดินทางของพาย พาเทล”(Life of Pi) สนใจเรื่องการกินดื่มจนรวมตัวกับเพื่อนพ้องบรรณาธิการรุ่นใหญ่ตั้งแฟนเพจสนุกชื่อ SevenUp หลังๆ เริ่มหันมาเขียนคอลัมน์ออนไลน์บ้าง ตามแต่จะคิดอะไรออก
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและเรื่องราวของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่มันช่างประดักประเดิดขัดแย้งแบบนี้มาตลอด อย่าว่าแต่พวกเราชาวสื่อเลย แม้แต่ชาวบ้านซึ่งโพสต์รูปตัวเองกับเหล้าเบียร์ ท่านยังหวังดีเตือนกันทุกวันว่าให้ลบรูปทิ้ง เหมือนแฟนใหม่จอมขี้หึงขู่ฟ่อๆ ให้ลบรูปและคลิปแฟนเก่าออกให้หมด
เสื้อลายขวาง เครื่องแบบวันหยุดที่นิยมกันเหลือเกิน สมัยหนึ่งเคยเป็นเสื้อ(ลาย)ขวางโลก!