ยิ่งใกล้ถึงวันต่อวีซ่าเท่าไร กูกับเพื่อนๆ ในแท็กเดียวกันยิ่งตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ คิดว่างานนี้ต้องสนุกแน่ๆ เหมือนกำลังจะได้ไปปิกนิก ได้เที่ยว ได้เล่น ได้เจอน้ำทะเลใสปิ๊งเหมือนไปพักตากอากาศ…ก็ดีนะจะได้ไปพักผ่อน พักร่างจากการทำงานหนักสักครั้ง กูแอบคิดวางแผนไว้ในใจว่าจะให้ไกด์พาไปพักแถวๆเกาะมัลดีฟส์ซะเลย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้อยู่ในประเทศศรีลังกา
ว่าแล้ววันรุ่งขึ้นฉันก็รีบแจ้นไปร้านอาหารไทย(ร้านรัชนี) แล้วซื้อน้ำพริกปลาร้าสับไป 2 กระปุก พร้อมกับมะเขือ แตงกวา ชะอมชุบไข่ทอด แล้วซื้อหมู ไก่ อย่างละครึ่งกิโลฯไปทอดกระเทียมพริกไทยและต้มไข่ไปอีก 10 ฟอง แถมมาม่าต้มยำของไทยอีก 10 ห่อ สำหรับ 4 ท่านกับการพักตากอากาศ 2 วัน
เช้าวันต่อมาพวกเราทั้ง 4 คนซึ่งอยู่ในแท็กเดียวกันรวมทั้งขวัญก็เดินทางไปต่อวีซ่าที่ประเทศศรีลังกา ตอนนั้นสีหน้าของแต่ละคนดูร่าเริงเบิกบาน ดีใจกันที่จะได้ไปพักผ่อนพักร่างหลังจากโหมงานหนักมาทั้งเดือน โดยเฉพาะฉัน ตื่นเต้นมากที่จะได้ไปกราบไหว้ขอพรต่อองค์พระพิฆเนศ ถึงแม้ที่นั่นจะไม่ใช่พระพุทธศาสนาในแบบฉบับของบ้านเรา ทั้งยังมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันไป แต่ก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนที่มีจิตใจเป็นชาวพุทธ ก็น่าจะมีความโอบอ้อมอารีไม่ต่างกัน
6 ชม. ผ่านไปพวกเราก็มาถึงสนามบินศรีลังกา พวกเราทั้ง 4 คน ก็ดำเนินการตามที่แม่แท็กแนะนำคือนำเงินแบงค์ 100 ยูเอสสอดไว้ในพาสปอร์ต(ห้ามให้ใครเห็นนะ) แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจคนเข้าเมืองทำการจ๊อบพาสปอร์ตเพื่อแลกกับการได้วีซ่า 1 เดือน เพียงแค่นี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจและกลับไปทำงานที่บาห์เรนได้อีกครั้ง วิธีนี้ก็ง่ายดีนะ แต่มันทำให้ฉันอยากรู้จังเลยว่า ใครเป็นคนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมา?
หลังจากจบภารกิจเรื่องวีซ่า แล้วฉันก็เพิ่งรู้ว่าในเครื่องบินลำเดียวกับที่ฉันนั่งมาก็มีผู้หญิงไทยบินมาต่อวีซ่าด้วยประมาณ 10 กว่าคน แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พี่ต่ายบอกไว้จริงๆ คือเมื่อเดินพ้นจาก ตม. มาถึงหน้าประตูทางออกก็มีผู้ชายกลุ่มใหญ่ราวๆ 10 กว่าคนวิ่งกรูกันมาที่พวกเราราวกับจะเข้ามารุมทึ้ง แต่ละคนผิวดำหน้าตาคล้ายแขก เดาว่าน่าจะเป็นชาวศรีลังกาหรืออินเดียที่มีอาชีพขับแท็กซี่และเป็นไกด์พาเที่ยว
พวกเขาแย่งกันนำเสนอที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวให้พวกเราฟังเป็นภาษาอังกฤษ และมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ พอฟังรู้เรื่อง แต่ละคนล้วนมีโปรแกรมหลายแบบหลายสไตล์มานำเสนอ ส่วนใหญ่เน้นพาไปไหว้พระหลายวัดและท่องเที่ยวธรรมชาติไปตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนพาไปชอปปิงและมีเที่ยวผับบาร์อีกต่างหาก...จัดว่าเด็ด ล้วนเป็นโปรแกรมที่น่าสนใจทั้งสิ้น
ในที่สุดพวกเรา 14 คนก็เลือกเกาะกลุ่มไปพักที่เดียวกัน คือบ้านพักริมทะเลแบบเช่าเหมาทั้งหลัง ก็ดีนะ จะได้เซฟเงินค่าห้องไปได้อีก แล้วรถตู้เก่าๆ สีขาวหม่นก็พาพวกเรา 14 ชีวิตมุ่งหน้าสู่บ้านพักริมทะเล (จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปศรีลังกาคือช่วงปี 2549 ที่นั่นกำลังทำสงครามเกี่ยวกับศาสนาและการเมือง บริเวณพื้นที่รอบสนามบินจึงมีทหารตั้งด่านเต็มไปหมด ดูตื่นเต้นน่ากลัว แต่พวกเราสนุกกันแบบสุดๆ ไปเลย!!)
วันนั้นกว่าจะเจรจากับคนขับรถและออกจากสนามบินมาได้ก็เป็นเวลาค่ำมืด ระหว่างทางจึงมองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดๆ ก็ต้องรอจนกว่าจะเช้าถึงจะมองเห็นบรรยากาศของศรีลังกา กระทั่งมาถึงที่พักเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่ ชั้นล่างมี 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว และห้องโถงนั่งเล่น ส่วนชั้นบนมี 2 ห้องนอน และมีเคาน์เตอร์บาร์เหล้าอยู่กลางห้อง (แต่ไม่มีเหล้าเบียร์สักขวด) ด้านนอกมีระเบียงกว้างใหญ่พอให้พวกเราทั้ง 14 คนออกไปนั่งชมธรรมชาติที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ และได้ยินเสียงคลื่นทะเลพัดเป็นระรอก บรรยากาศยามนั้นจัดว่าเงียบวังเวงมาก และดูเหมือนบ้านหลังอื่นๆ จะไม่มีแขกเข้าพักสักหลังเดียว
คืนนั้นพวกเราเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำที่ทุกคนนำติดตัวมากินร่วมกันที่ระเบียงด้านนอก และเม้าท์มอยกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้าที่พักห้องใครห้องมัน โดยแต่ละห้องจะนอนรวมกัน 3 คน ส่วนฉันกับขวัญนอนด้วยกัน 2 คนที่ห้องชั้นล่าง…แล้วกลางดึกของคืนนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ เมื่อจู่ๆ เสียงเพื่อนข้างห้องก็พากันส่งเสียงร้องให้แซด เมื่อฉันเปิดประตูออกไปดู ปรากฏว่าแต่ละคนกำลังพลุกพล่านส่งเสียงคุยกัน พอจับใจความได้ว่าถูกผีหลอก!!
เหตุเกิดจากเพื่อนคนหนึ่งลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วเห็นผู้ชายคนหนึ่งตัวดำร่างใหญ่นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว แต่ไม่ใส่เสื้อ เดินขึ้นไปบนชั้น 2 ตอนแรกนางแปลกใจ คิดว่าเป็นโชเฟอร์ขับรถกำลังจะย่องเข้าไปห้องใคร? นางจึงตะโกนถามว่า “เข้ามาหาใคร?” ไม่มีเสียงตอบจากชายคนนั้น แต่เดินหายเข้าไปในห้องใครก็ไม่รู้ ด้วยความสงสัยนางจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องเพื่อนทั้งสองว่าได้ชวนคนขับรถเข้าห้องหรือเปล่า?
แต่ปรากฏว่าไม่มีชายคนนั้นอยู่ในห้องใด ทุกคนจึงพากันแตกตื่นกรูกันมาอยู่ที่ห้องโถงด่านล่าง แล้วส่งเสียงคุยกันแซดเป็นนกกระจอกแตกรัง ต่างพากันสันนิษฐานโน่นนั่นไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปว่าคืนนั้นทุกคนต้องออกมานอนรวมกันที่ห้องโถงด่านล่างยันเช้า ฉันกับขวัญก็นอนอยู่ในวงนั้นด้วย โดยที่โชเฟอร์ขับรถไปนอนที่ไหนก็ไม่มีใครรู้
เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราพากันไปกินอาหารเช้าที่บ้านพักได้จัดเตรียมไว้ให้ เป็นห้องอาหารบ้านไม้ชั้นเดียวทรงกลมมีประตูรอบรอบแล้วเปิดรับลมได้รอบทิศ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกับบ้านที่พวกเรานอน อาหารเช้าก็เป็นแบบง่ายๆ มีกาแฟ ขนมปังปิ้ง เนย แยม และข้าวต้ม ข้าวผัด ผลไม้ มีลูกค้านั่งกินอาหารเช้าแค่ 4-5 คน 2 คนเป็นฝรั่งผัวเมีย ส่วนอีก 3 คนดูจากหน้าตาและสีผิวน่าจะเป็นคนพื้นที่ คือไม่อินเดียก็ศรีลังกา
หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว ฉันก็ออกไปเดินเล่นสูดอากาศกลิ่นอายทะเลและชมวิวทิวทัศน์รอบๆ บังกะโลห่างจากตัวบ้านประมาณ 50 เมตร ดูแล้วมันช่างเป็นเกาะที่เงียบเหงา
มาก น้ำทะเลก็ค่อนข้างดำสกปรก สถานที่พักใกล้เคียงก็เงียบเฉียบ แทบจะมองไม่เห็นว่ามีแขกเข้ามาพัก กระทั่งคนขับรถมารับพวกเราไปเที่ยว แล้วพวกเราก็ได้รู้ความจริงจากปากโชเฟอร์ว่า สถานที่ตรงนี้เคยถูกคลื่นสึนามิซัดเต็มๆ เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา คือ ปี 2547 โชเฟอร์บอกว่าหลังจากสึนามิสงบ สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเกาะร้าง ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังฟื้นฟู!!
“ห๊ะ…แล้วนี่มึงพาพวกกูมาที่เนี่ยอ่ะนะ?” “ก็ย้ายซิ...อยู่ทำเหี้ยไรล่ะ!?”….






