OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 8

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
28 มิ.ย. 2560
ยิ่งใกล้ถึงวันต่อวีซ่าเท่าไร กูกับเพื่อนๆ ในแท็กเดียวกันยิ่งตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ คิดว่างานนี้ต้องสนุกแน่ๆ เหมือนกำลังจะได้ไปปิกนิก ได้เที่ยว ได้เล่น ได้เจอน้ำทะเลใสปิ๊งเหมือนไปพักตากอากาศ…ก็ดีนะจะได้ไปพักผ่อน พักร่างจากการทำงานหนักสักครั้ง กูแอบคิดวางแผนไว้ในใจว่าจะให้ไกด์พาไปพักแถวๆเกาะมัลดีฟส์ซะเลย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้อยู่ในประเทศศรีลังกา

ว่าแล้ววันรุ่งขึ้นฉันก็รีบแจ้นไปร้านอาหารไทย(ร้านรัชนี) แล้วซื้อน้ำพริกปลาร้าสับไป 2 กระปุก พร้อมกับมะเขือ แตงกวา ชะอมชุบไข่ทอด แล้วซื้อหมู ไก่ อย่างละครึ่งกิโลฯไปทอดกระเทียมพริกไทยและต้มไข่ไปอีก 10 ฟอง แถมมาม่าต้มยำของไทยอีก 10 ห่อ สำหรับ 4 ท่านกับการพักตากอากาศ 2 วัน

เช้าวันต่อมาพวกเราทั้ง 4 คนซึ่งอยู่ในแท็กเดียวกันรวมทั้งขวัญก็เดินทางไปต่อวีซ่าที่ประเทศศรีลังกา ตอนนั้นสีหน้าของแต่ละคนดูร่าเริงเบิกบาน ดีใจกันที่จะได้ไปพักผ่อนพักร่างหลังจากโหมงานหนักมาทั้งเดือน โดยเฉพาะฉัน ตื่นเต้นมากที่จะได้ไปกราบไหว้ขอพรต่อองค์พระพิฆเนศ ถึงแม้ที่นั่นจะไม่ใช่พระพุทธศาสนาในแบบฉบับของบ้านเรา ทั้งยังมีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันไป แต่ก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนที่มีจิตใจเป็นชาวพุทธ ก็น่าจะมีความโอบอ้อมอารีไม่ต่างกัน

6 ชม. ผ่านไปพวกเราก็มาถึงสนามบินศรีลังกา พวกเราทั้ง 4 คน ก็ดำเนินการตามที่แม่แท็กแนะนำคือนำเงินแบงค์ 100 ยูเอสสอดไว้ในพาสปอร์ต(ห้ามให้ใครเห็นนะ) แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจคนเข้าเมืองทำการจ๊อบพาสปอร์ตเพื่อแลกกับการได้วีซ่า 1 เดือน เพียงแค่นี้ก็เสร็จสิ้นภารกิจและกลับไปทำงานที่บาห์เรนได้อีกครั้ง วิธีนี้ก็ง่ายดีนะ แต่มันทำให้ฉันอยากรู้จังเลยว่า ใครเป็นคนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมา?

หลังจากจบภารกิจเรื่องวีซ่า แล้วฉันก็เพิ่งรู้ว่าในเครื่องบินลำเดียวกับที่ฉันนั่งมาก็มีผู้หญิงไทยบินมาต่อวีซ่าด้วยประมาณ 10 กว่าคน แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พี่ต่ายบอกไว้จริงๆ คือเมื่อเดินพ้นจาก ตม. มาถึงหน้าประตูทางออกก็มีผู้ชายกลุ่มใหญ่ราวๆ 10 กว่าคนวิ่งกรูกันมาที่พวกเราราวกับจะเข้ามารุมทึ้ง  แต่ละคนผิวดำหน้าตาคล้ายแขก  เดาว่าน่าจะเป็นชาวศรีลังกาหรืออินเดียที่มีอาชีพขับแท็กซี่และเป็นไกด์พาเที่ยว

พวกเขาแย่งกันนำเสนอที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวให้พวกเราฟังเป็นภาษาอังกฤษ และมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ พอฟังรู้เรื่อง  แต่ละคนล้วนมีโปรแกรมหลายแบบหลายสไตล์มานำเสนอ ส่วนใหญ่เน้นพาไปไหว้พระหลายวัดและท่องเที่ยวธรรมชาติไปตามสถานที่ต่างๆ  ตลอดจนพาไปชอปปิงและมีเที่ยวผับบาร์อีกต่างหาก...จัดว่าเด็ด ล้วนเป็นโปรแกรมที่น่าสนใจทั้งสิ้น

ในที่สุดพวกเรา 14 คนก็เลือกเกาะกลุ่มไปพักที่เดียวกัน คือบ้านพักริมทะเลแบบเช่าเหมาทั้งหลัง ก็ดีนะ จะได้เซฟเงินค่าห้องไปได้อีก แล้วรถตู้เก่าๆ สีขาวหม่นก็พาพวกเรา 14 ชีวิตมุ่งหน้าสู่บ้านพักริมทะเล (จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปศรีลังกาคือช่วงปี 2549 ที่นั่นกำลังทำสงครามเกี่ยวกับศาสนาและการเมือง บริเวณพื้นที่รอบสนามบินจึงมีทหารตั้งด่านเต็มไปหมด ดูตื่นเต้นน่ากลัว แต่พวกเราสนุกกันแบบสุดๆ ไปเลย!!)

วันนั้นกว่าจะเจรจากับคนขับรถและออกจากสนามบินมาได้ก็เป็นเวลาค่ำมืด ระหว่างทางจึงมองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดๆ  ก็ต้องรอจนกว่าจะเช้าถึงจะมองเห็นบรรยากาศของศรีลังกา กระทั่งมาถึงที่พักเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่ ชั้นล่างมี 3 ห้องนอน 1 ห้องครัว และห้องโถงนั่งเล่น ส่วนชั้นบนมี 2 ห้องนอน และมีเคาน์เตอร์บาร์เหล้าอยู่กลางห้อง (แต่ไม่มีเหล้าเบียร์สักขวด)  ด้านนอกมีระเบียงกว้างใหญ่พอให้พวกเราทั้ง 14 คนออกไปนั่งชมธรรมชาติที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ และได้ยินเสียงคลื่นทะเลพัดเป็นระรอก  บรรยากาศยามนั้นจัดว่าเงียบวังเวงมาก และดูเหมือนบ้านหลังอื่นๆ จะไม่มีแขกเข้าพักสักหลังเดียว

คืนนั้นพวกเราเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลีย  เมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำที่ทุกคนนำติดตัวมากินร่วมกันที่ระเบียงด้านนอก  และเม้าท์มอยกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเข้าที่พักห้องใครห้องมัน  โดยแต่ละห้องจะนอนรวมกัน 3 คน  ส่วนฉันกับขวัญนอนด้วยกัน 2 คนที่ห้องชั้นล่าง…แล้วกลางดึกของคืนนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ เมื่อจู่ๆ เสียงเพื่อนข้างห้องก็พากันส่งเสียงร้องให้แซด เมื่อฉันเปิดประตูออกไปดู ปรากฏว่าแต่ละคนกำลังพลุกพล่านส่งเสียงคุยกัน  พอจับใจความได้ว่าถูกผีหลอก!!
           
เหตุเกิดจากเพื่อนคนหนึ่งลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วเห็นผู้ชายคนหนึ่งตัวดำร่างใหญ่นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว แต่ไม่ใส่เสื้อ เดินขึ้นไปบนชั้น 2 ตอนแรกนางแปลกใจ  คิดว่าเป็นโชเฟอร์ขับรถกำลังจะย่องเข้าไปห้องใคร? นางจึงตะโกนถามว่า “เข้ามาหาใคร?”  ไม่มีเสียงตอบจากชายคนนั้น แต่เดินหายเข้าไปในห้องใครก็ไม่รู้ ด้วยความสงสัยนางจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องเพื่อนทั้งสองว่าได้ชวนคนขับรถเข้าห้องหรือเปล่า?

แต่ปรากฏว่าไม่มีชายคนนั้นอยู่ในห้องใด ทุกคนจึงพากันแตกตื่นกรูกันมาอยู่ที่ห้องโถงด่านล่าง แล้วส่งเสียงคุยกันแซดเป็นนกกระจอกแตกรัง  ต่างพากันสันนิษฐานโน่นนั่นไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปว่าคืนนั้นทุกคนต้องออกมานอนรวมกันที่ห้องโถงด่านล่างยันเช้า  ฉันกับขวัญก็นอนอยู่ในวงนั้นด้วย โดยที่โชเฟอร์ขับรถไปนอนที่ไหนก็ไม่มีใครรู้

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราพากันไปกินอาหารเช้าที่บ้านพักได้จัดเตรียมไว้ให้  เป็นห้องอาหารบ้านไม้ชั้นเดียวทรงกลมมีประตูรอบรอบแล้วเปิดรับลมได้รอบทิศ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกับบ้านที่พวกเรานอน  อาหารเช้าก็เป็นแบบง่ายๆ มีกาแฟ ขนมปังปิ้ง เนย แยม และข้าวต้ม ข้าวผัด ผลไม้  มีลูกค้านั่งกินอาหารเช้าแค่ 4-5 คน 2 คนเป็นฝรั่งผัวเมีย ส่วนอีก 3 คนดูจากหน้าตาและสีผิวน่าจะเป็นคนพื้นที่  คือไม่อินเดียก็ศรีลังกา

หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว ฉันก็ออกไปเดินเล่นสูดอากาศกลิ่นอายทะเลและชมวิวทิวทัศน์รอบๆ บังกะโลห่างจากตัวบ้านประมาณ 50 เมตร  ดูแล้วมันช่างเป็นเกาะที่เงียบเหงา
มาก น้ำทะเลก็ค่อนข้างดำสกปรก  สถานที่พักใกล้เคียงก็เงียบเฉียบ  แทบจะมองไม่เห็นว่ามีแขกเข้ามาพัก  กระทั่งคนขับรถมารับพวกเราไปเที่ยว แล้วพวกเราก็ได้รู้ความจริงจากปากโชเฟอร์ว่า สถานที่ตรงนี้เคยถูกคลื่นสึนามิซัดเต็มๆ เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา คือ ปี 2547  โชเฟอร์บอกว่าหลังจากสึนามิสงบ  สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเกาะร้าง ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังฟื้นฟู!!
 
“ห๊ะ…แล้วนี่มึงพาพวกกูมาที่เนี่ยอ่ะนะ?”   “ก็ย้ายซิ...อยู่ทำเหี้ยไรล่ะ!?”….
 
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
มันโชว์สันดานเลวทรามด้วยการร่วมเพศอย่างเถื่อนดิบวิตถาร และเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มตั้งท้องก็ไม่เคยคิดทำแท้ง ทั้งที่รู้ว่าเด็กคนนี้เกิดจากคนชั่วมีเชื้อสายเป็นยากูซ่า
 
นี่แหละอาชีพขายบริการ ส่วนใหญ่จะหลงระเริงอยู่ในโลกมายาราตรี ที่เป็นเหมือนสวรรค์ในนรกกลืนกินชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว