OPINION

ความในใจของ“ต้นมะม่วง”

สุเทพ ศรีสมุทร์
22 มิ.ย. 2560
วันหนึ่งผมได้นั่งอยู่ร้านกาแฟในหมู่บ้าน มองสุดสายตาฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านที่ปลูกต้นมะม่วง ซึ่งในหมู่บ้านนี้แทบทุกบ้านมีต้นมะม่วง บางต้นก็ออกผลสวยงามได้รับการดูแลอย่างดีแต่บางต้นออกผลไปแล้วก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าของเหมือนตอนที่เขาอยากได้ผลของมัน มันจึง “ร่วงโรย”



นั่งมองไปพิจารณาไป ว่านี่คือเรื่องจริงหรือ ที่คนเราปลูกมันเพื่ออยากได้ผลของมันเพียงอย่างเดียว แรกๆก็รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เมื่อมันออกผลก็เห่อดี แต่ภาพที่ผมเห็นมาตลอดคือ เมื่อมันออกผลเสร็จ ไม่มีใครไปสนใจมันอีกเลย จากที่เคยใส่ปุ๋ยก็ลืม จากที่เคยรดน้ำก็ละเลย บางต้นก็ยังอยู่ได้ บางต้นก็ตายไปตามกาลเวลามะม่วงนี่ก็เปรียบเหมือนคนในสังคม เรื่องผลประโยชน์ต้องมาก่อน สังเกตไหมว่า ถ้าเรามีฐานะ มีหน้ามีตาในสังคม คนจะเข้ามาหาเราโดยเราไม่ต้องโหยหา หรือขวนขวายออกไปหาเองเลย ทั้งผู้หญิง ทั้งเพื่อนฝูง เพราะมีตัวแปรสำคัญคือ “ผลประโยชน์”  สังคมการทำงานที่เมื่อคุณทำอะไรเด่นดัง จนเจ้านายชื่นชม ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็จะมีทั้งคนที่เข้ามาหาคุณด้วยความจริงใจ แล้วถ้าคนไม่จริงใจ เขาเข้าหาคุณเพราะอะไรกัน แน่นอนตอนนี้คุณมีตำแหน่งที่ใครก็ต้องการ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นบทบาทในบริษัทมากขึ้น ถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อนร่วมงานคุณคนนั้นต้องเป็นคนดีและจริงใจมาก



ผมได้ทดสอบเรื่องนี้กับตัวเอง ในวันที่ผมนัดเพื่อนสนิท 2 คนออกไปทานอาหารร้านหรู พร้อมทั้งผมได้กดเงินเก็บในบัญชีไป 5หมื่นบาทใส่กระเป๋าสะพาย เมื่อถึงร้านเราคุยกันปกติตามประสาเพื่อน จนผมเอ่ยปากชวนพวกเขาไปปาร์ตี้ต่อคืนนี้ที่บาร์ชื่อดังย่านทองหล่อ โดยที่พวกเขายังไม่รู้ว่าในกระเป๋านั่นคืออะไร หนึ่งในพวกเขาถามผมว่า “แชร์หรือเปล่า แกมีเงินเท่าไหร่ ตอนนี้เรามีแค่พันเดียวนะ ไปก็ไม่สนุก” ผมแกล้งทำเป็นเปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบโทรศัพท์มือถือ พวกเขามองเห็นเงินเป็นมัดเรียงกันสวยงาม แต่มองเร็วๆด้วยสายตาจะเห็นว่ามันเยอะมาก เพื่อนอีกคนพูดขึ้นว่า “เราแชร์กันก็ได้นะ อยากไปเหมือนกัน ใครมีก็ออกไปก่อน” คืนนั้นเราได้ไปบาร์แห่งนั้นจริง แต่บทสรุปคือผมต้องจ่ายคนเดียวด้วยคำพูดที่ว่า “ออกไปก่อน” รุ่งเช้ามา จากเพื่อนที่เคยสนิท กลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เพื่อนทั้งสองคนก็ไม่ได้ลำบากเรื่องการเงินแต่อย่างใด ผมไม่รู้สึกอะไร นอกจากมองเห็นโลกชัดเจนขึ้นว่า

“แม้แต่คนใกล้ตัวของเราอาจจะเห็นเราเป็นเหมือนต้นมะม่วงที่จะคอยเก็บผล แต่เมื่อผลหมด ก็คงปล่อยเราไว้ตรงนั้น”
 


คนในสังคมหลายคนตอนนี้เปรียบเหมือนต้นมะม่วง น่าเห็นใจเขา แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในทุกสังคม สิ่งที่ต้นมะม่วงทั้งหลายอย่างเราจะทำได้คือ ท่องคำว่า Just Say No รู้จักที่จะปฏิเสธ เมื่อคุณมีผลผลิตที่สวยงามน่าดึงดูดใจ มีคนมากมายเข้ามาขอผลจากคุณ แน่นอนคุณอาจให้ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คุณต้องปกป้องผลของคุณเอาไว้ เพื่อที่จะไม่ให้ลำต้นของคุณดูเหี่ยวแห้งจนออกผลไม่ทันและหมดไป ใครที่ไหนจะมาเห็นใจคุณ คุณต้องมีน้ำมากพอที่จะเลี้ยงลำต้นตัวเอง คุณจะต้องสังเคราะห์แสงเองเพื่อที่ต้นคุณจะไม่ล้ม กล่าวคือ คุณมีพลังในการทำงาน นั่นคือ น้ำ คุณมีชีวิตดี มั่นคง นั่นคือแสง คุณมีทั้งสองอย่างมันจึงทำให้คุณออกผลได้ คือ ความสำเร็จ เงินทอง ถึงแม้หลายคนจะบอกว่าความสำเร็จ เงินทองไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต นั่นมันถูกต้อง แต่ในที่นี้ผมพูดว่า “สิ่งเหล่านี้มันเป็นของคุณ ถ้าได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยความสุจริต อย่าปล่อยให้ใครมาเด็ดผลของคุณอย่างง่ายดายและทิ้งขว้างตัวคุณอย่างไม่เห็นค่า เข้มแข็งในความเชื่อว่าคุณเป็นต้นมะม่วงที่ผลิตผลด้วยตัวเองโดยอาศัย น้ำและแสง แต่ไม่ใช่ไปเด็ดผลของต้นอื่นแล้วมาบอกว่าเป็นของตน จงทำตัวเป็นต้นมะม่วงที่ออกผลเพื่อตัวเองและคนที่เห็นค่า”…

 
About the Author
สุเทพ ศรีสมุทร์ (โจ)
ชายหนุ่มผู้ที่เคยคิดปลิดชีวิตตัวเอง กลายเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อตัวเองและผู้อื่น จากเด็กที่โดนปฏิเสธทุกโอกาสในการแสดงความสามารถ เริ่มสร้างทุกโอกาสให้ตัวเอง ปัจจุบันบทบาทของเขาคือ Creative ใน Johjaionline
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากวันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตคุณ เมื่อคุณจะไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก เหลือเวลาอีกแค่ 24 ชั่วโมงสุดท้าย ก่อนคุณจะจากไป เพราะชีวิตคือการวางแผนและเตรียมพร้อม เคยเป็นไหมที่คุณเคยทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด เพราะขาดการวางแผน การเตรียมพร้อมเพื่อสิ่งนั้น ไปสู่ความสำเร็จตรงนั้น
คนที่เราไว้ใจที่สุด ไม่เสมอไปว่าเขาจะน่าไว้ใจที่สุด ถ้าเราอยู่ในความมืดเราจะกลัวผี ถ้าเราอยู่ในที่เปลี่ยวเราจะกลัวโจร แต่ตอนนี้ถ้าเราไว้ใจใครมากจนลืม Save ความรู้สึกตัวเอง สิ่งที่ควรกลัวต่อจากนี้คือ “ถูกหักหลัง”