แต่ว่าในโลกของความเป็นจริง ความหมายของคำสองคำนี้เป็นที่สับสนของมนุษย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตีความ ความคิด หรือการสื่อสารให้เข้าใจกัน และความสับสนนี้ทำให้ปัญหาหลายต่อหลายอย่างในชีวิตตามมา เรื่องที่ดูเหมือนเข้าใจง่าย กลายเป็นเรื่องที่พูดกันไม่รู้เรื่อง เข้าใจไม่ตรงกัน คาดการณ์ผิด ตัดสินใจผิดอย่างไม่คาดคิด อยู่เป็นประจำ
สาเหตุที่คนเรามีความลำบากในการตีความ 2 คำนี้ ก็เพราะเป็นธรรมชาติปกติของมนุษย์อยู่แล้ว ที่จะไม่แม่นเรื่องของ “ความน่าจะเป็น” สัญชาติญาณดิบของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้วิเคราะห์ละเอียดซับซ้อนเหมือนคอมพิวเตอร์ หากเน้นที่ความฉับไวเป็นหลัก ผิดหรือถูกไว้ว่ากันที่หลัง
อย่างเช่น การได้ยินเสียงจากพงหญ้าข้างหน้า มนุษย์สมัยยุคถ้ำที่ปราศจากอาวุธปีน ย่อมไม่มีเวลาที่จะมาวิเคราะห์ว่า ทั้งเสียงและต้นหญ้าไหวนั้น มีความน่าจะเป็นว่ามาจากสัตว์ร้ายกี่เปอร์เซนต์ ดีที่สุดคือ คิดว่าเป็นสัตว์ร้ายไว้ก่อน และซุ่มหลบหรือเผ่นหนีในทันใด และการสรุปอย่างฉับพลันเช่นนี้ ทำให้เผ่าพันธ์มนุษย์อยู่รอดมาได้
สัญชาติญาณนี้ ติดตัวคนเรามาอย่างแนบแน่น และไม่เกี่ยวกับระดับการศึกษา
เล่ากันว่า ในการวางแผนสังหาร Osama bin Laden ทีมงานสรุปให้ประธานาธิบดี Obama ฟังว่า โอกาสที่ bin Laden จะซ่อนตัวอยู่ที่เมืองอับบอตตาบัดในประเทศปากีสถาน มีอยู่ระหว่าง 30% ถึง 95% แต่ Obama สวนกลับไปว่า “นั่นคือ 50:50 เหมือนโยนเหรียญออกหัวหรือก้อย”
แน่นอนว่าในทางคณิตศาสตร์ “50 50” ห้าสิบ-ห้าสิบ ย่อมไม่ใช่ 30-50% แน่นอน แต่การตีความ “ความน่าจะเป็น probability” ใดๆให้กลายเป็น 50-50 มักเป็นทัศนะที่ฝังลึกอยู่ในธรรมชาติมนุษย์ ไม่ว่าความน่าจะเป็นนั้นจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปหรือประธานาธิบดี
เป็นเรื่องปกติว่า คนเรามักมองโลกแบบ ขาว-ดำ คือ “ใช่-ไม่ใช่” แบบ binary เพราะนั่นเป็นการมองที่ง่ายและฉับไวที่สุด ยิ่งเมื่อข้อมูลไม่พอ ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ ไม่มีเค้าของความชัดเจน มนุษย์มักจบที่การมองความเป็นไปแบบ ขาว-ดำ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

Benjamin Enke และ Thomas Greaeber แห่ง Harvard มีความเห็นว่า การมองแบบ 50-50 ของมนุษย์มาจากอาการ “ฉันไม่รู้” และเรียกการมองโลกแบบเพี้ยนจากความเป็นจริง หรือ “50-50 bias” นี้ว่าเป็น “mental default” ของมนุษย์ในยามที่รู้สึกว่ายังไม่มีความมั่นใจพอ
ปัญหาก็คือ ในโลกที่เป็นจริงคงมีเหตุการณ์อยู่ไม่กี่อย่างที่โอกาสจะเป็น “หัวหรือก้อย” หรือ 50-50 ส่วนใหญ่แล้วมีความเป็นไปได้ตั้งแต่ 0-100% อันประกอบไปด้วยจำนวนเป็นตัวเลขทศนิยมยิบย่อยนับไม่ถ้วน และนั่นหมายความว่า สัญชาติญาณของมนุษย์สวนทางกับความเป็นจริงอย่างจัง
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในห้องเรียนหรือใช้การวิเคราะห์คำนวณผ่านคอมพิวเตอร์แล้ว คนเรามักใช้สัญชาติญาณมองสรรพสิ่งที่เป็นไปในชีวิตประจำวัน แบบ ขาว-ดำ หรือ 50-50 bias และตามมาด้วยการตัดสินใจที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ซึ่งมีได้ทั้งประโยชน์และโทษ
ในแง่ประโยชน์เช่น คนที่ตัดสินใจมีแฟน คงไม่ได้สนใจว่า โดยปกติแล้วโอกาสที่ชีวิตคู่จะอยู่ด้วยกันยาวและแฮ้ปปี้ มีน้อยกว่า 50% (หรือแม้กระทั่ง 30%, 25%) เพียงแต่คิดว่า ไปด้วยกันได้ หรือ ไปด้วยกันไม่ได้ เท่านั้น และพร้อมที่จะเสี่ยง ไม่อย่างนั้น คงไม่มีใครคิดจะเป็นแฟนกัน เพราะโอกาสล้มเหลวมีมากกว่าเห็นๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น และมนุษย์คงใกล้สูญพันธุ์ในไม่ช้า
แต่ในแง่โทษนั้นมีมากมาย จนบางครั้งเรารู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเรื่องของลอตเตอรี่ คนที่ซื้อลอตเตอรี่ ไม่ได้สนใจว่าโอกาสที่จะถูกรางวัลที่หนึ่งมีเพียง 1 ในล้าน หรือ 0.0001% หรือโอกาสถูกเลขท้ายสองตัวมีเพียง 1% เพราะในใจมีแค่ “ถูก” หรือ “ถูกกิน” แค่นั้น
ซึ่งถ้าหากคิดถึงโอกาสหรือความน่าจะเป็นอันแสนน้อยนิดนี้ ก็คงไม่มีใครคิดควักกระเป๋าลงทุนซื้อลอตเตอรี่ แต่ลอตเตอรี่ทั่วโลกก็ยังขายดีเสมอมาไม่ว่าจะที่ไหน พร้อมกับการสูญเงินเปล่าของคนนับล้านๆในแต่ละครั้ง
นอกจากเรื่องของ 50-50 bias แล้ว ในชีวิตประจำวัน มนุษย์ยังมองว่า “สิ่งใดที่เป็นไปได้ ก็มักจะเป็นจริง” ซึ่งเท่ากับว่า possible กับ probable เป็นเรื่องเดียวกัน
เช่น เมื่อสงสัยแฟนว่าจะนอกใจ ก็เกิดอาการหงุดหงิดทันใด ทั้งที่ความน่าจะเป็นอาจมีเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ ทำนองเดียวกับคนส่วนใหญ่มักมองในใจว่า “ผู้ต้องสงสัย” หรือผู้ต้องหา คือ “ผู้ร้าย” ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เหมือนที่ตามกฏหมายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง
และการตีความว่า possible คือ probable หรือ พอสิ่งใดที่ “เป็นไปได้” ก็คิดว่า “เป็นจริง” ไปเลยในทันที เป็นที่มาของปัญหามากมายในสังคม อย่างที่เรียกกันว่า “witch hunt” หรือ การล่าแม่มด ไม่ว่าจะเป็น คนดีๆถูกโลกโซเชียลรุมประนาม การเหยียดเชื้อชาติ หรือการเกลียดชังคนที่เห็นต่างทางการเมือง
นอกจากนั้น การตีความว่า possible คือ probable ยังเป็นภัยกับตนเองด้วย นั่นคือทำให้เกิดอาการวิตก กระวนกระวาย ทั้งที่สถานการณ์จริงไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น
Patrick McGrath ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตกจริต anxiety disorder บอกว่า ความสับสนระหว่าง possible กับ probable ว่าอะไรที่เป็นไปได้ มันจะเป็นจริง ไปไกลขนาดทำให้คนเราคิดว่า “เพียงแต่คิด ก็เชื่อว่าทำให้เกิดสิ่งนั้นได้” ซึ่งฟังดูเหมือนอาการผิดปกติทางจิต แต่ที่จริงแล้วเกือบทุกคนเคยคิดแบบนี้ ซึ่งทางจิตวิทยาเรียกว่า “magical thinking”
McGrath ยกตัวอย่างพิสูจน์ว่าเกือบทุกคนมี magical thinking เล็กๆ โดยให้ลองใส่ชื่อคนที่เรารักลงในประโยค “ฉันคิดว่า วันหนึ่ง…….น่าจะโดนอุกาบาตจากนอกโลกตกใส่จนตาย” แล้วลองตั้งถามว่า สมมติว่า เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาจริงๆ แล้วคนนั้นตาย เราจะรู้สึกผิดหรือไม่?
คำตอบคือ ทุกคนบอกว่ารู้สึกผิด ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ และเราไม่ได้มีอำนาจพิเศษที่ทำให้ possible กลายเป็น probable ได้ แต่นั่นก็ทำให้คนเราอดรู้สึกผิดไม่ได้
เพราะในส่วนลึก คนเรายังคิดว่า possible (การบอกว่าวันหนึ่งอุกกาบาตจะทำให้ตาย) กับ probable (อุกกาบาตทำให้ตายจนได้) เป็นเรื่องเดียวกัน
เมื่อเกิดอาการ magical thinking มากๆเข้า ผลคือ คนนั้นจะไม่กล้าจะคิดอะไรเลยเพราะกลัวเป็นจริงขึ้นมา หรือไม่ก็พยายามมองโลกสวยตลอด เพราะในเมื่อเชื่อว่า อะไรที่เป็นไปได้ ก็จะเป็นจริงหมด ดังนั้นจะคิดด้านลบไม่ได้
แต่ความจริงมีอยู่ว่า เมื่อเราพยายามไม่คิดในสิ่งใด ก็จะยิ่งคิดในสิ่งนั้น ผลสุดท้ายคือ ในหัวมีแต่เรื่องร้ายๆที่คิดว่าต้องเกิดขึ้นหนักขึ้นไปอีก วนอยู่กับการตั้งคำถามว่า “รู้น่ะว่ามันไม่เกิดขึ้น แต่..ถ้ามันเกิดขึ้นล่ะ?” ซ้ำๆซากๆ
นักจิตวิทยาและนักคณิตศาสตร์บอกเหมือนกันว่า หนทางแก้ก็คือ อย่าไปเสียเวลากับ possible ให้มากนัก ให้หันมาสนใจ probable แทน
เพราะ probable หรือประเด็นว่า ”น่าจะเกิดขึ้นหรือไม่” คือสาระสำคัญหลักที่จะบอกว่า เราควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นๆมากน้อยแค่ไหนและอย่างไร
ส่วน “น่าจะเกิด” หรือ possible นั้น เป็นการตีความที่กว้าง สามารถเป็นอะไรก็ได้ ไม่ได้ช่วยให้เรามีสมาธิในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ กลับจะทำให้เกิดความคิดวนไปมา ฟุ้งซ่านเปล่าๆ
ความจริงมีอยู่ว่า สิ่งที่ดูน่ากลัวหวาดหวั่น ก็ไม่จำเป็นว่ามันต้องเกิดขึ้น หรือ สิ่งที่ดูน่าอันตราย ไม่จำเป็นว่ามันจะอันตรายจริง ดังนั้น หัวใจของการวิเคราะห์แก้ปัญหา จึงอยู่ที่ probable “มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากไหม?”
ดังนั้น เมื่อเจอปัญหา อย่างแรกคือ ถามก่อนว่า เรากำลังสับสนอยู่ว่า possible คือ probable หรือไม่ ? เมื่อตั้งสติได้แล้ว ให้หันไป focus ที่ probable แล้วเลิกสนใจ possible
เมื่อนั้น ชีวิตจะดีขึ้นมาในทันที รวมถึงชีวิตของคนรอบข้าง และสังคมที่อยู่ด้วย






