OPINION

ลูกเป็ดขี้เหร่ : เมื่อ subculture ที่ว่าร้าย กลายเป็น high culture

สุรพร เกิดสว่าง
24 มิ.ย. 2562
“ด้วยใจเท่านั้น ที่สามารถมองเห็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ซ่อนเร้นจากสายตาได้”
จาก The Ugly Duckling ของ Hans Christian Andersen (1805-1875)
 
หลายสิ่งหลายอย่างที่กลายเป็นของดูดี เท่ หรือแม้กระทั่งชั้นสูง มาจากของเดิมที่ถือว่าเป็นของ “ชั้นต่ำ” น่ารังเกียจ น่าหัวเราะเยาะ ถูกดูถูก และพึงหลีกเลี่ยง
 
ไม่ต่างจากเรื่องของ “ลูกเป็ดขี้เหร่” หรือ “The Ugly Duckling” เล่าโดย Hans Christian Andersen ที่ตอนเด็กไม่มีใครสนใจ ใครๆก็มองว่าน่าเกลียด แต่พอเวลาผ่านไป ลูกเป็ดขี้เหร่โตขึ้นกลายเป็นหงส์ที่งามสง่า เพราะลูกเป็ดที่ว่านั้น ที่จริงคือลูกหงส์ตอนเด็กที่ยังดูน่าเกลียด ไม่เหมือนหงส์ที่โตแล้ว
 
ทำนองว่า สิ่งที่มีค่านั้น ที่จริงก็มีคุณค่าอย่างนั้นมานานแล้ว แต่คนทั่วไปมองไม่ออก ไม่เข้าใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไป ถึงมามองเห็น และข้อคิดนี้ คือหัวใจของนิยาย ลูกเป็ดขี้เหร่
 
เส้นทางชีวิตของลูกเป็ดขี้เหร่ ถึงแม้จะดูเป็นนิยายอย่างดรามา แต่ก็คือเส้นทางปกติของหลายสรรพสิ่งในโลกนี้ ของที่มีค่า กลายเป็น pop culture หรือ high culture ในปัจจุบัน แต่เดิมเป็น subculture ที่ไม่ได้รับการยอมรับมาก่อน
 
ในทางกลับกัน สิ่งที่ถูกดูแคลนในวันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งมีค่าระดับพรีเมียมในวันข้างหน้าก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ แฟชั่น lifestyle เพลง กีฬา ค่านิยมทางสังคม ทัศนะต่างๆ ยิ่งในโลกแห่งเทคโนโลยีและการผสมผสานหรือ fusion ของวัฒนธรรม ลูกเป็ดขี้เหร่อาจกลายสภาพเป็นหงส์สวยสง่าได้ภายในเวลาที่สั้นลงเรื่อยๆ
 
ดังนั้น อย่าพึ่งดูถูกสิ่งทั้งหลายที่ดู “ตลาดล่าง” ในวันนี้ เพราะสิ่งเหล่านั้นนั่นอาจกลายเป็นของ “ตลาดบน” ในวันข้างหน้า จะมีก็เฉพาะบางคนเท่านั้น ที่ “มีตา” มองเห็นโอกาสนี้
 
และนั่น ถึงอธิบายว่า ทำไมแต่ลูกเป็ดขี้เหร่ในโลกที่เป็นจริง ถึงต่างจากในนิทานตรง เพราะ ในหลายๆกรณี ลูกเป็ดไม่สามารถแปรสภาพเป็นหงส์ได้ด้วยตนเอง หากต้องอาศัย “ตัวช่วย” หรือ “agent” ทำให้การแปรสภาพหรือ transformation เป็นหงส์เกิดขึ้นได้
 
บทบาทของ ตัวช่วย หรือ agent นั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะตัวช่วยนี่เองที่ตาถึง สามารถมองเห็นความเป็นหงส์ได้ ในขณะที่คนทั่วไปมองเห็นแต่ความขี้เหร่ และ agent นี่เอง ที่เป็นสะพานทอดเชื่อมโยงระหว่างความแปลกแยกกับ mainstream ที่คนทั่วไปคุ้นเคย เชื่อมโยงระหว่าง uncomfort zone กับ comfort zone ของ mainstream
 
หากปราศจาก agent ลูกเป็ดก็ยังคงเป็นลูกเป็ดขี้เหร่อยู่อย่างนั้น หรือไม่ก็ใช้เวลานานกว่าที่เป็นในการ transform สู่ความเป็นหงส์
 


ดนตรี jazz ที่พัฒนามาจากดนตรี blues ของคนผิวสี เมื่อแรกเริ่มถูกมองว่าเป็นดนตรีชนชั้นล่าง ด้อยปัญญา สื่อดังๆสมัยนั้นรวมถึง The New York TImes บอกว่า jazz ทำให้ศีลธรรมเสียและทำให้คนเสียสติ jazz ได้รับฉายาว่า “ดนตรีของปีศาจ” หรือ the devil’ s music ที่ทำให้สังคมเสื่อม แม้แต่นักประดิษฐ์อย่าง Thomas E. Edison ก็ยังเยาะเย้ยว่า jazz จะฟังได้ไพเราะก็เมื่อหมุนแผ่นเสียงถอยหลังเท่านั้น 
แต่ปัจจุบัน jazz กลายเป็นดนตรีที่หลายคนจัดอยู่ใน high culture ซึ่งเหนือกว่า mainstream อย่าง pop music ไปแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องของ tab dance และ swing dance ที่พ่วงมากับ jazz งานศึกษาของ Heriot-Watt University บอกว่า คนฟัง jazz เป็นคนมีสติปัญญาสูงและสร้างสรรค์
 
หรือ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว คงไม่มีใครคิดว่า pole dance ที่เป็นการเต้นแบบยั่วยวนกับเสาต้นเล็กในบาร์เหล้าท่ามกลางเสียงคนเมาร้องเชียร์ จะกลายเป็น dance ที่แพร่หลายใน mainstream culture และมีคลาสให้เรียนอย่างจริงจังทั่วไป อีกทั้งยังถูกยกย่องว่าเป็นศิลปที่ไม่ง่าย ไม่ต่างจากการเต้น striptease หรือการเต้นแบบถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ที่แต่เดิมถือเป็นเรื่องของคนเที่ยวกลางคืนเท่านั้น ปัจจุบันแปรสภาพเป็น dance ที่มีการสอนแพร่หลาย และถือเป็นศิลปะที่สวยงามอย่างหนึ่ง
 
หรือ การสักลายที่แต่ก่อนจะมีนิยมในหมู่นักเลงหรืออาชญากร ถือเป็นเรื่องของ”ชนชั้นล่าง” น่ากลัว น่ารังเกียจ มากลายเป็นศิลปะบนร่างกายของคนทั่วไปถึง 25-40% และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าคนอาชีพไหน การศึกษาอย่างไร
 
หรือ ภาพเขียน impressionism ด้วยศิลปินดังๆอย่าง มอเนต์ เรอนัวร์ ปีซาโร เดอกา มาเนต์ โกแก็ง
แต่แรกเริ่มถูกมองจากวงการศิลปว่า ไร้คุณค่า ไร้ความประณีต
 
ความจริงมีอยู่ว่า เส้นทางของตัวอย่างลูกเป็ดขี้เหร่เหล่านี้ มาสู่ความเป็นหงส์ได้ ก็ด้วย “agent” เป็นผู้ทำให้เกิด transformation ขึ้น
 
ในเรื่องของเพลง jazz ความยอมรับในดนตรี jazz เริ่มมีมากขึ้นเมื่อ วงดนตรี jazz ผิวขาวของ Paul Whiteman กลายเป็นที่นิยมในยุค 1920s. ความเป็นคนผิวขาวของเขาเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่าง uncomfort zone สู่ comfort zone ในยุคของการแบ่งแยกผิว
 
Whiteman ยังผลักดันให้เพลง jazz ได้รับการยอมรับในวงการเพลงคลาสสิค ด้วยร่วมมือกับ Gorge Gershwin เจ้าของเพลง “Rhapsody in Blue” อันโด่งดัง ที่เป็นลูกผสมของของเพลงคลาสสิคกับ jazz  และนั่น ทำให้ jazz เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก devil’s music สู่ความเป็น main stream และไปถึง high culture ในที่สุด
 
เช่นเดียวกับ swing dance ที่มาพร้อมกับ jazz และถูกมองว่าเป็นการเต้นรำที่ด้อยศีลธรรม ไร้รสนิยม ทำสังคมเสื่อม Hery Ford ถึงกับให้ทุนโปรโมท square dance อย่างหนัก เพื่อสู้กับ swing dance การเปิดตัวของ floor เต้นรำแบบไม่แบ่งแยกผิว ชื่อ Savoy Ballroom ใน New York มีส่วนช่วยยกระดับให้ swing dance เป็นยอมรับมากขึ้นในหมู่คนขาวที่เป็นชนส่วนใหญ่
 
แต่ swing dance ในคราบลูกเป็ดขี้เหร่ มากลายเป็นหงส์จริงๆก็ในปี 1935 เมื่อวง jazz ผิวขาวของ Benny Goodman ร่วมมือกับ Fletcher Henderson นักดนตรี jazz ผิวดำ นำเอาลีลา jazz แบบร้อนแรงที่เหมาะกับการเต้น swing dance ของคนผิวดำมาผสมผสาน ออกเผยแพร่ทางคลื่นวิทยุ จนกลายเป็นที่ฮือฮา ส่งผลให้คนผิวขาวใน mainstream หันมาสนใจ swing dance กันอย่างมากมาย ยุคที่เรียกว่า “swing era” จึงถือกำเนิดขึ้น
 
นักประวัติศาสตร์ดนตรีมองว่า หากไม่มี agent อย่าง Paul Whiteman หรือ Benny Goodman แล้วละก็ โอกาสที่ mainstream ของคนผิวขาวจะยอมรับศิลปะของคนผิวดำ ซึ่งยังถือเป็นชนชั้นล่างในยุคนั้น คงเป็นไปได้ยาก 
 
ในเรื่องของ pole dance ถ้าหากดาราโทรทัศน์อย่าง Sheila Kelley ไม่ได้สวมบทบาท agent คิดตั้ง studio ชื่อ S Factor เพื่อสอน pole dance ในเชิง fitness ผสมกับ dance art ขึ้นมาในช่วงปี 2000 แล้วละก็ การเต้นแบบนี้ก็คงยังถูกมองว่าเป็นของชั้นต่ำอยู่ ยิ่งในปี 2004 เมื่อ Oprah Winfrey นำศิลปะ pole dance มาออกรายการของเธอ ลูกเป็ดขี่เหร่ pole dance ก็กลายเป็นหงส์อย่างแท้จริงขึ้นมาทันที
 
ส่วนเรื่องการสัก ว่ากันว่า tattoo industry เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อถูกจุดประกายจาก subculture สู่ mainstream .ในปี 2005 โดยรายการโทรทัศน์ “Miami Ink” ซึ่งเป็น reality show เรื่องศิลปะการสัก รายการนี้แพร่หลายใน 160 ประเทศ ยาวต่อเนื่องถึง 6 seasons
 
หรือเรื่องของภาพเขียน impressionist ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในท้ายศตวรรษที่ 19 นั้น ก็แทบไม่ได้เกิด เพราะวงการศิลปอันมีศูนย์กลางที่ Paris ดูถูกว่าเป็นงานที่วาดเขี่ยๆขึ้นมาอย่างรีบร้อน ไร้การวางแผน แม้กระทั่งคำว่า impressionist ก็เป็นฉายาเชิงประชด จนกระทั่ง art dealer นาม Paul Duran-Ruel สวมบทบาท agent นำเอาภาพไปแสดงที่อเมริกา อันเป็นตลาดศิลปเปิดใจกว้างกว่ายุโรป ยุคทองของภาพเขียน impressionist จึงเกิดขึ้น และวงการศิลปหัวเก่าอย่างยุโรปค่อยหันมาคล้อยตาม
 
เรารู้ว่า process ของลูกเป็ดขี้เหร่ เกิดขึ้นได้ก็เพราะ agent แต่ agent เองนั้น มาจากไหน อะไรทำให้เกิด agent ขึ้นมาได้ ? 
 
ความรู้เรื่อง social networking บอกว่า ผู้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ และเป็น agent ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดี  คือคนที่อยู่ชายขอบของสังคมแต่ละสังคมที่คาบเกี่ยวกัน เพราะนั่นคือผู้ที่จะได้สัมผัส network อื่นได้มากที่สุด
 
ส่วนคนที่อยู่ในใจกลางของ network นั้น ถึงแม้จะเป็นคนที่มีการเชื่อมต่อกับสมาชิกใน network ของสังคมนั้นอย่างมากมาย และเป็นที่รู้จักของใครๆ เพราะเป็นศูนย์รวมของการสื่อสารในสังคมนั้น แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ใช่คนที่มี vision มีทัศนวิสัยกว้างไกลพอที่จะคิดเริ่มเปลี่ยนแปลงหรือมองเห็นโอกาสใหม่ๆได้ ด้วยถูกปิดกั้นจากกรอบความคิดของคนแบบเดียวกัน และไดัสัมผัสกับข้อมูลข่าวสารแบบเดิมๆ มากกว่าที่จะได้สัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ดังคนที่อยู่ชายขอบของ network
 
agent ทั้งหลายจึงไม่ได้ฝังตัวลึกซ่อนอยู่ในใจกลางของวงการ หากโคจรอยู่ในโลกที่คาบเกี่ยวกันหลายวงการ หรือเรียกว่า มี exposure หลาย network
 
Paul Whiteman มีชีวิตคาบเกี่ยวของทั้งวงการ jazz และวงการเพลงคลาสสิค จึงทำให้ jazz ข้ามไปสู่ mainstream ได้ ส่วน Benny Goodman เป็นหัวหน้าวง jazz ที่มีผลงานออกรายการวิทยุ จึงทำให้เขาสามารถนำพาลีลาอันร้อนแรงของ swing jazz ไปสู่ mainstream ของคนผิวขาวได้
 
หรือ ดาราอย่าง Sheila Kelly ก็อยู่ในทั้งวงการบันเทิงและวงการ fitness ส่วน รายการ Miami Ink ก็เป็นรายการแรกที่นำเสนอการสักอย่างจริงจังบนช่อง mainstream ภาพลักษณ์ดี คือ Discovery Chanel หรือ art dealer อย่าง Paul Duran-Ruel หันไปเจาะตลาดศิลป “ชายขอบ” หัวสมัยใหม่อย่างอเมริกาแทน แทนที่จะมุ่งแต่ศูนย์กลางของตลาดศิลปโลก ที่อยู่ในยุโรป
 
และนั่นทำให้ agent สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ พร้อมกับรับผลประโยชน์และชื่อเสียงไปพร้อมๆกัน ไม่แพ้ตัวลูกเป็นขี้เหร่เอง หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
 
ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้ ก็เพราะคนที่เป็น agent ไม่เหมือนคนอื่น ในขณะที่คนอื่นคิดแต่จะดูถูกดูแคลน subculture แปลกๆที่ไม่คุ้น แต่ agent สามารถมองเห็น ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
 
ดังนั้น อย่าพึ่งดูถูก subculture ที่แปลกแยก เพราะนอกจากเราอาจพลาดโอกาสดีๆไปแล้ว แถมอาจถูกหัวเราะเยาะจากคนในอนาคตอีกต่างหาก
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การมีความลับจะไม่ค่อยดีต่อจิตใจ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายขนาดต้องตั้งเป้ากำจัดทิ้งออกไปเสมอ
 
default option ทางเลือกที่ไม่ต้องคิด เป็นทางเลือกที่ถูกจัดมาให้เสร็จแล้ว นัยว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล้ว