OPINION

The Square เมื่อศิลปะไม่ได้วนเวียนอยู่แค่รอบตัวศิลปิน

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ
9 มี.ค. 2561
The Square ไม่ใช่หนังอาร์ต แต่เป็นหนังที่พูดถึงวงการศิลปะ ล่าสุด The Square ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในราย
ชื่อ Oscar Nominee สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ ในการประกาศรางวัลที่จะถึงนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว
ของ คริสเตียน ภัณฑารักษ์หนุ่มที่ประสบปัญหาโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าตังค์โดนขโมย ลูกน้องคนนึงเลย
แนะนำให้เขาเขียนจดหมายขู่และหย่อนลงตู้จดหมายทุกห้องในตึกนั้น นั่นทำให้เขาได้กระเป๋าตังค์และโทรศัพท์
ของเขาคืน แต่การทวงความยุติธรรมของเขา กลับสร้างความเดือดร้อนให้เด็กชายคนหนึ่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
โดยการดำเนินเรื่อง เล่าสลับชีวิตส่วนตัวของคริสเตียนกับชีวิตการทำงานเป้นภัณฑารักษ์แห่งหอศิลป์ที่มีคน
เคารพนับถือ ได้รับการเชิดหน้าชูตาในสังคม

เบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการศิลปะ

ถ้าในวงการภาพยนตร์ ดารานักแสดงคือเบื้องหน้า เราก็คงเรียกทีมงานในกองถ่ายว่าเบื้องหลัง ในทางวงการ
ศิลปะ ศิลปินก็คงเป็นเหมือนเบื้องหน้าของวงการ ได้รับชื่อเสียง ไฟทุกดวงส่องมาที่เขา แต่เบื้องหลังของวงการ
ศิลปะ ก็คือภัณฑารักษ์และคนที่ทำงานในหอศิลป์หรือมิวเซียม เวลาที่ผลงานได้รับการตอบรับดี ชื่อที่คนจดจำ
คือศิลปิน แต่พอมีความผิดพลาดหรือเกิดการตีความที่ผิดๆ คนที่ต้องมารับผิดชอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ภัณฑา
รักษ์นี่แหละ ที่คนมาชี้หน้าด่าว่า เอ็งคิดอะไรอยู่ เอาไอนี่มาใส่ในหอศิลป์ได้ไงเนี่ย

ภัณฑารักษ์ในหนังเป็นเหมือนคนที่ต้องมารับขี้ของทุกๆ ฝ่าย เวลามีปัญหาอะไร เขาก็เรียกหาแต่คริสเตียนๆ

จนท. หญิง:คริสเตียนคะ จนท.ทำความสะอาดเผลอทำงานศิลปะที่เป็นกองก้อนกรวดของศิลปินคนนี้เสียหายค่ะ
คริสเตียน: แล้วมันเป็นยังไง?
จนท. หญิง:มันไม่เหมือนเดิมค่ะ
คริสเตียน: มันไม่เหมือนเดิม?
จนท. หญิง:ค่ะ มันไม่เหมือนเดิม
คริสเตียน: มีรูปอยู่ใช่มั้ย
จนท. หญิง: ค่ะ มีค่ะ
คริสเตียน: นั่นแหละ เอามาเทียบกับภาพ แล้วจัดเรียงให้เหมือนเดิมสิ

ผู้ชม: อ้าว แล้วที่ศิลปินตั้งใจจัดวางเรียงออกมาแต่แรกมีค่าอะไรล่ะ? เห้ย นี่มันแถง่ายๆ เลยนี่หว่า!



ยิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่เมื่อภัณฑารักษ์ ที่มีหน้าที่ดูแลหอศิลป์แท้ๆ กลับไม่มีอำนาจที่จะหยุดศิลปิน เพราะหาก
หยุดศิลปิน นั่นอาจถือเป็นการไม่ให้เกียรติการแสดงของศิลปิน คำว่าศิลปินช่างเป็นคำที่ทรงคุณค่าเหลือเกิน
เราปฏิบัติกับศิลปินราวกับว่าเขาเป็นผู้ทรงเกียรติ เขาช่างสำคัญเหลือเกิน อำนาจของศิลปินมีสูงส่งเมื่อเขาอยู่
ในหอศิลป์ อย่างตอนที่ศิลปินที่ทำ performance art เป็นมนุษย์ลิงเข้ามาในงานเลี้ยงกาล่า แล้วเริ่มคุกคามคน
อื่น คนที่เขาเรียกหาให้มาแก้ไข ก็คือภัณฑารักษ์นี่แหละ “คริสเตียน คริสเตียนช่วยด้วย เห้ย คริสเตียน” แต่
คริสเตียนทำอะไรได้มั้ย ก็ไม่ได้หรอก เพราะถ้าทำมันจะถือเป็นการทำลายงานศิลปะ performance art ของ
ศิลปิน (หรือเปล่า?) เพราะอำนาจของศิลปินมันคานอยู่ จนกระทั่งถึงจุดที่ศิลปินทำอะไรที่ป่าเถื่อนเกินมนุษย์นี่
แหละ ผู้ชมถึงคิดได้ว่า เห้ย นี่มันก็คนธรรมดาคนนึงนะ มันทำแบบนี้ไม่ได้ ศิลปินกลับกลายเป็นผู้ต้องหาทันที
เมื่อผู้ชมคนอื่นตัดสินใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันเกินเลยหลักมนุษยธรรม

ในขณะที่ภัณฑารักษ์ต้อง “รับขี้” จากผลงานทั้งหมด แต่ศิลปินน่ะเหรอ นอกจาก Oleg หรือมนุษย์ลิงในงานกาล่า
แล้ว ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบไม่เห็นหน้าศิลปินเลย ใครเป็นคนทำ The Square เรายังไม่รู้เลย เรารู้จักเพียงแค่
ผลงานของเธอ ศิลปะ และแนวคิดของเธอ แต่เธอเป็นใคร ทำไมถึงทำ The Square ขึ้นมา แล้วเธอต้องการ
อะไรจากงานชิ้นนี้ เราไม่รู้เลย และพอมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้อีกว่า เธอได้รับรู้ข่าวเกี่ยวกับปัญหาจากงานของ
เธอหรือไม่ แต่การอธิบายงาน The Square และการต้องมารับผิดชอบจากสิ่งที่ The Square ก่อ ก็ไม่ใช่ใคร
แต่เป็นตาคริสเตียน ภัณฑารักษ์ของเราคนเดิมน่ะแหละ

เมื่อความถูกต้องมีหลายแง่มุม แล้วเรายืนหยัดเพื่ออะไรกันแน่

“เขียนๆ ไปเหอะ อย่า PC* หน่อยเลยน่า” คือคำที่ลูกน้องของคริสเตียนบอกเมื่อคริสเตียนเขียนจดหมายขู่เพื่อ
ไปส่งให้โจรที่ขโมยโทรศัพท์ของเขา คริสเตียนเอง ก็คงไม่ต่างกับเราหลายๆ คน ที่ต้องการความถูกต้อง อย่าง
น้อย ก็อยากทำให้โลกนี้มันดีขึ้น แต่จะทำอย่างไร ถ้าความถูกต้องในทางหนึ่ง มันขัดกับอีกทางหนึ่ง?

การทวงคืนความยุติธรรม ความถูกต้อง ฟังดูเป็นเรื่องโคตรเท่ “เรากำลังไปทวงคืนความยุติธรรมในรถเทสล่า
คันหรู” มีเพลงประกอบในรถเป็นเพลงของวง Justice โอโห โคตรเท่เลย รู้สึกเหมือนเป็นฮีโร่ในเงามืด แต่
สุดท้าย การทวงคืนความยุติธรรมของคริสเตียนโดยการ “หย่อนจดหมายขู่ไปทุกประตูบ้าน” ในความเป็นจริง
กลายเป็นการกระทำที่ดูโง่ น่าสมเพชมากๆ ขนาดคริสเตียนเองก็คงคิดว่า “นี่กูทำอะไรอยู่วะ” แต่จะถอยก็ไม่ได้
แล้ว แล้วยิ่งต้องวิ่งไปหย่อนจดหมายให้ครบทุกห้องอีกนะ โอ้ย

สุดท้าย ความยุติธรรมที่คริสเตียนเลือกที่จะทวงนั้น กลับทำให้เด็กชายคนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ โดนพ่อ
แม่ของเขาเข้าใจผิด และโดนลงโทษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กชายพยายามตามราวีคริสเตียน แต่ด้วยตำแหน่ง
และชื่อเสียงของคริสเตียน เขาจึงสามารถหลีกหนีเด็กชายคนนั้นไปได้ โดยที่เขาไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรเลย



แต่การเลือกระหว่างความถูกต้องสองอย่าง ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องส่วนตัว เพราะการที่คริสเตียนนิ่งเฉยตอนที่ Oleg
ศิลปินที่แสดงเป็นมนุษย์ลิงเริ่มคุกคามคนอื่น ถ้ามองในมุมศิลปะ คงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่จะปล่อยให้เขาทำงาน
ศิลปะของเขา แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ การนิ่งเฉยเวลาที่คนอื่นถูกคุกคาม ผลที่ตามมายิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น
เห็นได้จากการที่ Oleg เริ่มจากแค่รบกวนแขกในงาน แล้วไปจับผมจับร่างกายของแขกผู้หญิงในงานเลี้ยง จน
บานปลายเป็นการลากเธอออกจากโต๊ะและเริ่มฉีกเสื้อผ้าของเธอ จนแขกคนอื่นรับไม่ได้และลุกมาทำร้าย
ร่างกายศิลปิน หนังทำให้เราเห็นความขัดแย้งระหว่างความถูกต้องในมุมหนึ่ง กับความถูกต้องในอีกมุมหนึ่ง
สุดท้ายแล้ว เราเลือกที่จะยืนหยัดบนความถูกต้องไหนกันล่ะ?

แม้แต่การโปรโมทตัว The Square เองที่เกิดความผิดพลาดก็กลายเป็นการตั้งคำถามถึงความถูกต้องเช่นกัน
โฆษณาที่เอาขอทานเด็กมาระเบิดอย่างเยือกเย็นช่างไร้รสนิยม ขัดต่อความเป็นมนุษย์ ขัดต่อศีลธรรม ถึงอย่าง
นั้น การออกมารับผิดชอบโดยการลาออกของคริสเตียน ทำให้ได้รับคำถามจากสื่อว่า นั่นนับเป็นการริดรอน
Freedom of Speech ของตัวเขาด้วย Self Censorship หรือเปล่า?

*PC Political correctness หรือความถูกต้องทางการเมือง คือคำที่ใช้สำหรับภาษา, ความคิดเห็น, นโยบาย และ พฤติกรรมที่เป็นการ
หลีกเลี่ยงการดูหมิ่นหรือการสร้างความรู้สึกขุ่นเคืองแก่เพศ, ผิว, วัฒนธรรม, เพศภาพ, ผู้พิการ และ สิ่งที่เกี่ยวกับผู้มีอายุขัย


ความ แล้วไงวะ? ของคนทั่วไป

"The Square is a sanctuary of trust and caring. Within it we all share equal rights and obligations.”
คือ Statement ที่ศิลปินเขียนไว้ และติดไว้ตรงป้ายที่หน้าผลงาน The Square แปลเป็นไทยว่า The Square
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งความไว้ใจและความห่วงใย พวกเราทุกคนล้วนมีความเท่าเทียมและความสำนึกใน
หน้าที่ข้างในพื้นที่นี้

ความรู้สึกแรกที่เห็นคืออะไรคะ “โอโห สร้างแรงบันดาลใจ น่าซาบซึ้งมากเลย” แต่พอมานั่งคิดๆ ดูแล้วก็สงสัย
ว่า “แล้วมันเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้ยังไงวะ?”

ไม่ผิดหรอกค่ะ ที่จะคิดแบบนี้ เพราะในหนัง ก็มีฉากนึงที่คริสเตียนพาลูกสาวสองคนเข้ามาดูงานศิลปะชิ้นนี้ พวก
เธอเดินมอง The Square เดินเข้าไปใน The Square และหันมาถามพ่อว่า “แล้วไงเหรอ?” คริสเตียนที่เป็น
ภัณฑารักษ์ดูแลผลงานชิ้นนี้กลับอึกๆ อักๆ ตอบอย่างไม่มั่นใจว่า “ก็...ก็มันคือพื้นที่แห่งความไว้ใจและความ
ห่วงใยไง” แต่ไม่วาย ลูกสาวตัวดีก็ถามกลับอีกว่า “แล้วมันเกี่ยวกันยังไงอะ” ความไร้เดียงสาของลูกสาวของ
คริสเตียนอาจจะสื่อถึงความรู้สึกจริงๆ ของผู้ชมคนอื่นก็ได้



ในทางศิลปะ มีศิลปินที่ทำงานเกี่ยวกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ที่โด่งดังที่สุดก็น่าจะหนีไม่พ้น
The Black Square ของศิลปินลัทธิ Suprematist ชื่อ Kazimir Malevich ที่เปรียบเทียบภาพเขียนสี่เหลี่ยม
จัตุรัสสีดำกับความว่างเปล่า (void) ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้น จุดจบ Black Square สามารถปรากฏในทุกที่ที่เรา
หลับตา เปรียบเทียบกับพระเจ้า ที่แม้จะมองไม่เห็น แต่ก็มีตัวตนอยู่ทุกที่ (omnipresent) ดังนั้น The Black
Square จึงเป็นผลงานที่ขยายได้กว้างมาก แต่เอาจริงๆ ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ แล้วไปยืนดู
The Black Square เราเชื่อว่าทุกคนก็คงคิดแหละว่า “ไอ้นี่มันวาดภาพสีดำขึ้นมาทำไมวะ?”

ศิลปะร่วมสมัย สามารถเป็นอะไรก็ได้ และก็ไม่เป็นอะไรเลยได้ในเวลาเดียวกัน ทีนี้ปัญหาของศิลปะร่วมสมัย
หรือแม้แต่ศิลปะในแต่ละทุกสมัย คือ “เราต้องรู้ว่ามันคืออะไร” ก่อนที่เราจะเข้าใจมันได้ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า
Ai Weiwei โยนไหทำไม ถ้าเราไม่รู้จักการเมืองจีนโดยสังเขป เราจะไม่รู้เลยว่าตา Andy Warhall ปริ๊นรูปกระ
ป๋องซุปทำไม ถ้าเราไม่รู้จักการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยม และอเมริกายุคสงครามเย็น เราจะไม่รู้เลยว่า
Salvador Dali วาดภาพย้วยหยอยไปทำไม ถ้าเราไม่เข้าใจภาวะจิตใต้สำนึก ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้
หมายความว่า การจะเข้าใจงานศิลปะได้ ก็ต้องเป็นคนที่มีความรู้ มีการศึกษาในระดับหนึ่ง แต่การจะเข้าถึง
ความรู้เหล่านี้ได้ ต้องใช้อภิสิทธิ์อะไรบ้างล่ะ แน่นอนล่ะว่าส่วนใหญ่ก็คือชนชั้นกลางและชนชั้นสูงนี่ล่ะ



กลับมาที่ผลงาน The Square ในหนัง ถ้าหากขาด Statement ของศิลปินไป จะมีใครรู้บ้างว่า เจ้าจัตุรัสส่อง
แสงบนพื้นนี่คืออะไร? หรือกองหินที่ถูกจัดแสดงอยู่ในห้องนิทรรศการสื่อถึงอะไร เพราะหนังก็ทำให้เห็นแค่คน
เดินมาดูๆ แล้วก็เดินออกไป เราตีความงานศิลปะร่วมสมัยได้เยอะแยะเต็มไปหมด แต่คำถามถูกโยนกลับมาที่
คนทั่วไปว่า เออ แล้วไงวะ? เพราะถึงแม้ว่าThe Square จะบอกว่าเชิดชูความเท่าเทียมและความห่วงใยของ
เพื่อนมนุษย์ แต่ตัวศิลปินเอง หรือหอศิลป์ ก็ไม่ได้ช่วยเหลือคนยากไร้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือช่วยให้ปัญหา
ความไม่เท่าเทียมบรรเทาลง สุดท้ายแล้ว ศิลปะ ก็วนเวียนอยู่ในสังคมชนชั้นสูง หรือสังคมผู้ที่มีการศึกษาเท่านั้น
และผู้ที่เข้าไม่ถึงศิลปะ ก็กลายเป็นคนนอกในวงการศิลปะ สุดท้ายแล้ว ในสังคมปัจจุบัน เรามีศิลปะไปเพื่ออะไร
เหรอ?

แล้วคนที่ดูงานศิลปะ เขาสนใจศิลปะแค่ไหนกัน?

แม้แต่ในวงการศิลปะเอง คนที่ดูงานศิลปะ เอาเข้าจริงแล้วสนใจในตัวผลงานศิลปะจริงๆ หรือเพียงแค่อยากจะ
กอบโกยจากงานศิลปะกันแน่ ยกตัวอย่างฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ในงานเลี้ยงกาล่าของศิลปิน Oleg หัวหน้าของ
คริสเตียนแอบกระซิบกับเขาว่า “คนพวกนี้ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะ เราต้องค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจ” ทั้งที่คน
เหล่านี้เป็นผู้อุปถัมภ์ สนับสนุนวงการศิลปะ แต่ทำไมเขากลับไม่รู้เรื่องศิลปะ หรือเพียงแค่ งานศิลปะเปิดทางให้
เขาเข้าถึงอย่างอื่น ไม่ว่าจะ CSR การประมูลราคางานที่ได้ชื่อว่ามีการบริจาคให้องค์กร ให้ NGO นั้นนี้ หรือ
มากไปถึงการใช้งานศิลปะในการฟอกเงินที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในสังคมตะวันตก

ตัดมาที่ผู้ที่มีการศึกษาบ้าง บางครั้งเวลาที่ไปงานเปิดศิลปะ เราเองก็แอบสงสัยว่า แหม เขาเลี้ยงอาหารดีขนาด
นี้ จะมีคนประเภทที่ไปตามงานเปิดศิลปะอย่างเดียวเพื่อไปทานอาหาร ดื่มไวน์ที่หอศิลป์จัดให้หรือเปล่านะ อาจ
จะเป็นเรื่องตลกๆ แต่เราก็คุยกับเพื่อนเรื่องนี้จริงๆ (ว่าหอศิลป์กรุงเทพ เวลามีงานเปิด ไวน์อร่อยมาก) แม้แต่ใน
หนังเอง ก็มีฉากหนึ่งที่มีมีพิธีเปิดนิทรรศการโดยคริสเตียน และเมื่อจบพิธีเปิด คริสเตียนก็เชิญเชฟขึ้นมา
บรรยายถึงอาหารมื้อกลางวันที่เขาได้เตรียมไว้จัดเลี้ยงแขกอย่างละเอียด แต่แขกทุกคนกลับรีบเดินออกไปตัก
อาหารอย่างไม่สนใจที่เชฟบรรยาย จนเชฟผู้น่าสงสารถึงกับตะโกนว่า “ฟังก่อนสิโว้ย!!” (ถึงบก. เชฟในหนังพูด
อย่างนี้จริงๆ ค่ะ ซับเขียนแบบนี้เป๊ะๆ เลย) ราวกับว่า ผู้คนไม่สนใจรายละเอียดของผลงานหรอก สิ่งที่เขาสนใจ
คือเขาได้อะไรจากผลงานชิ้นนั้นเสียมากกว่า และอาหารเอง สำหรับเชฟบางคนก็นับเป็นศิลปะอย้่งหนึ่ง แต่
พฤติกรรมของแขกที่เข้าร่วมงานเปิด ชวนให้สงสัยว่า นี่คือสิ่งที่ผู้มีการศึกษา ผู้ที่ใส่ใจวัฒนธรรมคารกระทำแน่
หรือ? เพราะการเดินออกไปแบบนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับขอทานหิวโหยตามท้องถนนในเมืองที่หนังตัดภาพมา
ให้เห็นเป็นระยะๆ ตลอดเวลา เพียงแค่พวกเขาแต่งตัว ใส่สูท ผูกไท เท่านั้นเอง
About the Author
ชื่อพี แต่ชาวบ้านเรียกพีรมณฑ์ ชอบศิลปะ วัฒนธรรม แต่ชอบกินบุฟเฟ่ต์มากกว่า
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมตอนนี้คุณถึงเกิดอาการเบื่อหน่าย หมดหวัง ท้อแท้ เบื่ออาหาร ไม่อยากมองหน้าแมว ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว เราไม่สามารถบอกได้เลยจริงๆ แต่สิ่งที่เราตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกกับผู้อ่านที่น่ารักของเรา มันคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความท้อที่กำลังเกิดขึ้น ที่ผู้เขียนค้นพบมากับตัวเอง ที่อยากมาบอกกับคุณทุกคนจริงๆ
คงไม่มีลูกค้าคนไหนต้องการใช้บริการกับผู้หญิงเมาหมดสภาพ มีก็แต่พวกกากเดนมนุษย์ พวกยากูซ่าและพวกโรคจิตที่คอยจ้องแต่จะลากผู้หญิงสภาพเมายาไปสนองความใคร่แบบฟรีๆ