OPINION

“Story” กับ plot เรื่องทั้ง 7

สุรพร เกิดสว่าง
3 ธ.ค. 2561
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สุลต่านชาร์ยาร์ ถูกมเหสีโฉมงามนอกใจ พระองค์จึงสั่งให้ประหารชีวิตนางเสีย บทเรียนครั้งนั้นทำให้สุลต่านระแวงในความซื่อสัตย์ของผู้หญิงอยู่เสมอ เมื่อพระองค์มีมเหสีใหม่ ไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม ทุกคนจะถูกประหารหลังจากเพียงแต่งงานได้คืนเดียว ทั้งนี้เพื่อไม่ให้พระองค์ถูกทรยศนอกใจอีก
 
แต่แล้วมเหสีใหม่ชื่อ เซเฮราซาด ได้ขออนุญาติเล่านิทานให้น้องสาวคนเล็กฟังในวังเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีสุลต่านนั่งฟังอยู่ด้วย เซเฮราซาดเล่านิทานอย่างยาวจนกระทั่งรุ่งเช้า แต่ไม่ยอมจบโดยทิ้งปริศนาไว้ ทำให้สุลต่านต้องเลื่อนการประหารออกไปอีกหนึ่งวัน เพื่อให้เซเฮราซาดได้เล่าเฉลยต่อจนจบก่อน
 
แต่แล้วเรื่องเล่าของเธอไม่มีวันจบ ทุกวันเธอทิ้งปริศนาค้างไว้ และตัวละครในเรื่องก็เล่านิทานให้ตัวละครอื่นฟังต่อเป็นทอดๆแบบทิ้งปริศนาไว้เช่นกัน เซเฮราซาดเอาตัวรอดมาได้วันต่อวัน ด้วยการเล่านิทานซ้อนนิทานพ่วงปริศนา ไปถึง 1001 คืน จนในที่สุดสุลต่านก็ลืมความตั้งใจที่จะประหารเธอ



ความสำคัญของ การเล่านิทาน เล่าเรื่อง หรือ “story” ในนิยายปรัมปราอย่าง “Arabian Night” หรือ “อาหรับราตรี” หรือ “1001 ราตรี” อาจเป็นดราม่าตามรูปแบบของนิยาย  แต่ในโลกความเป็นจริง การเล่าเรื่อง หรือ story มีพลัง+อำนาจ+ความขลัง สำหรับมนุษย๋เสมอมา
 
นักจิตวิทยาบอกว่า ที่เรื่องเล่ามีพลังเพราะ story เพราะเป็นรูปแบบที่มนุษย์สามารถ digest หรือย่อยความคิดได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด
 
การที่จะเป็น story ได้นั้น ที่แน่ๆคือ จะต้องประกอบไปด้วย “ตัวละคร และ พลีอตเรื่อง” ทำให้ต่างจากการบรรยายเฉยๆ เช่น การอธิบาย การลำดับตรรกะ ความที่มีตัวละคร ทำให้ง่ายต่อการติดตาม เพราะผู้ฟังจะไป focus ทันทีที่ตัวละครนั้น และติดตามตัวละครเอกนั้นไปทุกหนแห่งในเนื้อหา เสมือนมีคนนำทางผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังสามารถ concentrate หรือ ใช้สมาธิได้ง่ายและดีกว่า และที่สำคัญคือ การมีตัวละครทำให้สามารถแทรกอารมณ์ สร้างบรรยากาศให้คล้อยตามได้ดี และทั้งหมดนี้ ทำให้ story เป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีพลังมากกว่ารูปแบบอื่น
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ในการพูดที่เป็นที่นิยมอย่าง TED Talk มักจะเริ่มด้วย story หรือ นักพูดที่มีชื่อ ก็มักจะบรรยายด้วย story หรือ ในบทความตามนิตยสารดังๆ ตั้งแต่อ่านง่ายอย่าง Reader Digest’s ไปถึงอ่านได้ทั่วไปอย่าง Time หรือ อ่านยากอย่าง The Economist ก็ล้วนแต่ใช้ story เป็นตัวเปิดเรื่องทั้งนั้น
 
ว่ากันว่า ในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นนิยายที่แต่งขึ้น หรือ เรื่องเล่าจากความจริง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ การ์ตูน ละคร ข่าวภาคค่ำ การเล่าข่าว การซุบซิบนินทา การนั่งเมาท์ นั่งบ่น หรือ ชมเชย มี plot เรื่องอยู่แค่ 7 แบบเท่านั้น ในหนังสือดังของ Christopher Booker “The Seven Basic Plots: Why We Tell Stories” จัดกลุ่ม story 7 แบบไว้ว่า 
 
1 Overcoming monster จัดการกับมารร้าย ธรรมะชนะอธรรม (เช่น Star Wars, Jaws, Harry Potter )
2 Rags to Riches ยากจนสู่คนรวย หรือ เรื่องของการไต่เต้าสู่ความสำเร็จ การต่อสู้กับอุปสรรค (Cinderella, Bohemian Rhapsody, La La Land )
3 Voyage and Return การเดินทางและกลับ หรือ การผจญภัย การพบเห็นโน่นนี่ ( เช่น Alice in the Wonderland, Wizard of the Oz, Interstellar )
4 The Quest การค้นหา หรือ การพยายามตามหา ตามล่า การค้นพบ (เช่น Raiders of the Lost Ark, Lord of the Rings, Your Name/Kimi no Nawa)
5 Comedy เรื่องตลกต่างๆ  (เรื่องอะไรก็ได้ที่ตลก)
5 Tregedy เรื่องเศร้าของ ความล้มเหลว พ่ายแพ้ การจากกัน การตัดสินใจผิด ถูกหักหลัง ความเน่าของสังคม (เช่น Romeo and Juliet, A Star is Born, Les Miserable, และเป็น plot ยอดฮิตของโอเปร่า)
7 Rebirth  การเกิดใหม่ หรือ การพ้นเคราะห์ การสำนึกตัวได้ การกลับใจ การเปลี่ยนแปลง (เช่น Beauty and the Beast, Christmas Carol, Breakfast at Tiffany )
 
ซึ่งในชีวิตประจำวัน แต่ละ plot ทั้ง 7 นี้ ถูกนำมาใช้ในการเล่าหรือฟังอยู่เสมอ โดยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มักจะหนีไม่พ้น plot เรื่องทั้ง 7 นี้ และบางครั้ง ตัวละครเอกก็คือตัวเราเอง
 
อย่างเช่นเมื่อได้ยินเรื่องเล่าว่า สองคนทะเลาะกัน บางคนอาจจะจัดเป็นเรื่อง ธรรมะชนะอธรรม คือตัดสินได้เลยว่าใครผิดใครถูก มีทั้งตัวเอกและผู้ร้าย และเรื่องน่าจะจบลงโดยคนดีเป็นผู้ชนะ ส่วนบางคนอาจจะมองเป็น Tragedy คือเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ไม่รู้ว่าใครผิดหรือถูก และน่าจะจบลงโดยเสียหายทั้งคู่ ไม่มีใครชนะ ทั้งนี้แล้วแต่ทัศนและ background ของผู้ฟัง
 
และนี่เอง plot เรื่องทั้ง 7 นี้คือ “template สำเร็จรูป” ในใจของเรา ที่ถูกนำออกมาเปรียบเทียบกับข้อมูลข่าวสารที่ได้มาอยู่ตลอดเวลา  หาก template 1 ใน 7 นี้ fit กับ infomation ที่มี เราก็อาจจะวางเค้าโครงของ story ล่วงหน้าได้ไม่ยาก พร้อมกับสร้างต่อเติมสร้าง story ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว จนบางครั้ง ขนาดยังฟังข้อมูลไม่จบ เราก็สามารถสร้าง story ได้จนถึงตอนจบแล้ว
 
แต่คำถามคือ story เราที่สร้างจาก template ทั้ง 7 นี้ เป็นเรื่องจริงหรือ? หรือว่า เรามโนไปเอง? เรารู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่เรารับรู้มานั้น ต่อให้ครบถ้วนแม่นยำ จะสามารถปะติดปะต่อ “connecting the dots” จนลงตัวกับ story template สำเร็จรูป 1 ใน 7 นั้นได้?
 
จริงแล้ว การสร้าง story จาก template ในใจนั้น เป็นการง่ายเกินไป หรือ simplify เกินไป  เพราะโลกที่เป็นจริงนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน ไม่มีอะไรเป็นขาวและดำจริง และไม่มีพระเอกนางเอกและผู้ร้ายชัดเจน
 
และที่สำคัญ ไม่มี plot เรื่องชัดเจนอีกด้วย
 
อย่างเช่น นักข่าวตะวันตกมักนิยมใช้ story template ในการวิเคราะห์ข่าวการเมืองประเทศโลกที่สาม โดยการ simplify ให้ง่าย คือ ต้องมีฝ่ายดีและฝ่ายผู้ร้าย ทั้งๆที่สถานการณ์จริงไม่สามารถขีดเส้นได้ชัดเจนอย่างนั้น เพราะต่างฝ่ายต่างเดินเกมรักษาผลประโยชน์ฝ่ายตน ตามเงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่ในเวลานั้นซึ่งพลิกได้เสมอ และประวัติศาสตร์ปรากฏให้เห็นเสมอมา  
 
Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Behavioral Economics บอกว่า “เราสร้างเรื่องราวจากข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ตอนนั้น และถ้ามันกลายเป็นเรื่องราวฟังดูเข้าท่า เราก็มักจะเชื่อมันทันที”  ทั้งนี้โดยไม่สนใจว่า จริงๆแล้วมันเป็นความจริงหรือเปล่า เพราะอะไรก็ตามที่ “make sense” ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นจริง
 
คำว่า “เข้าท่า” หรือ “make sense” ก็คือ เรื่องเหล่านั้น fit กับ 1 ใน 7 ของ story template นั่นเอง 
 
Lyle Brenner นักจิตวิทยาดังเตือนว่า การจะสร้าง story ขึ้นมาได้นั้น จำต้องละทิ้งรายละเอียดบางอย่างออกไป เช่นเดียวกับการเขียนบทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องประวัติใครสักคนหนึ่ง ย่อมไม่สามารถจะนำเอาทุกรายละเอียดของคนนั้นมาร้อยต่อเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามได้ แต่จะต้องละเลยรายละเอียดหรือความจริงบางอย่างอย่างเลี่ยงไม่พ้น ไม่เช่นนั้น บทภาพยนตร์นั้นจะกลายเป็นสารคดีที่น่าเบื่อและยืดยาวจนไม่มีใครทนดูได้ การสร้าง story หรือการเล่าเรื่องก็เช่นกัน
 
และนั่นหมายถึงว่า หากได้ชื่อว่าเป็น “story” แล้ว ก็ย่อมหมายความว่า นี่ไม่ใช่การเล่าเรื่องราวทั้งหมดครบถ้วน  และถ้ายิ่งเป็นรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับความเห็นของผู้เล่าหรือผู้ฟัง ก็ยิ่งมีโอกาสถูกทิ้งแอบลืมไม่เอามาเล่า
 
Brenner กับทีมงาน ได้ทำการทดลองที่ San Jose State University และ Stanford University โดยนักศึกษาฟังไต่สวนคดีสมมติ ซึ่งนักศึกษาเองก็รู้ว่าเป็นเรื่องสมมติ ให้ฟังความเห็นข้างเดียว คือไม่ฝ่ายจำเลย ก็ฝ่ายโจทก์หรือผู้กล่าวหา 
 
ผลคือ นักศึกษาที่ฟังแค่ข้างเดียวสรุปทันทีว่า ข้างนั้นนั้นเป็นฝ่ายถูก และที่น่าสนใจคือ แม้ได้ฟังความเห็นอีกฝ่ายตรงข้าม ก็ยังเชื่อเหมือนเดิมอยู่ดี ถีงแม้อาจจะมีอ่อนข้อลงนิดหน่อยก็ตาม
 
นั่นหมายความว่า เมื่อ story ถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลเพียงด้านเดียว ก็ยากนักที่จะลบล้างด้วยข้อมูลค้านที่มาทีหลังได้ สรุปคือ คนส่วนใหญ่เชื่อมายังไง ก็จะยังคงเชื่ออย่างนั้น
 
Brenner สรุปว่า พอเป็น story คนเรามักจะพิจารณา “ทั้งเรื่อง” คือ the whole story โดยละเลยรายละเอียดที่อาจขัดแย้งหรือไม่ชัดเจนไป ถ้า the whole story หรือ ทั้งเรื่องมีบทสรุปอย่างไร เราก็มักจะว่าตามนั้น
 
เปรียบได้กับ การอ่านบทวิเคราะห์ หรือ การรีวิวสินค้า ที่หลายคนข้ามไปอ่านบทสรุปย่อหน้าสุดท้ายเลย รับเอาข้อสรุปนั้นมาใช้ทันที ซึ่งถ้าหากอ่านมาตั้งแต่ต้นเรื่อยๆ ก็อาจพบกับสิ่งที่ทำให้เกิดความกังขาในเรื่องความน่าเชื่อถือของบทความนั้นก็ได้
 
และนี่เอง อธิบายเช่นกันว่า ทำไมในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายรอบด้านนั้น คนส่วนใหญ่ถึงยังติดนิสัยสรุปเอาง่ายๆ
 
เพราะข้อมูลที่มีมากมายนั้น เกินกำลังที่มนุษย์จะ process ได้ ยิ่งรู้ว่ามีข้อมูลอีกมากแต่ไม่มีทางค้นหาได้หมด ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกล้า และในที่สุด ทำให้หลายคนต้องใช้ความรู้สึกหรือตรรกะง่ายๆ อย่าง “rule of thumb” ในการวิเคราะห์ตัดสิน
 
ซึ่งนักจิตวิทยาเห็นว่า “mental shortcut” แบบนี้มีความจำเป็นอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะเกิด “congnitive overload” มากเกินไป หรือ ใช้ความคิดมากเกินไป จนไม่ต้องทำอะไร เช่นเดียวกับการเอา story template มาใช้ ก็เป็น mental shortcut หรือทางลัดแบบหนึ่ง
 
ดังนั้น เราต้องเผื่อใจไว้ว่า สิ่งที่เรา “สรุป” นั้น อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลที่ดีกว่า และที่สำคัญมากคือ ไม่มีข้อสรูปใดที่เป็นการยุติหรือ final อย่างแท้จริง
 
เพียงแค่เป็นการหยุดชั่วคราวหรือ pause เพื่อรอข้อมูลเพิ่มเติม (หากมี) เท่านั้นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู
นึกภาพตามนะคะ นี่คือรายการวาไรตี้ ตลกโปกฮา จู่ๆมีดราม่าพี่อ้อยพี่ฉอดซะงั้น
พยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้นางรู้สึกดีขึ้นยังไงก็ไม่เป็นผล แต่.. ยังไม่ทันที่ฉันจะไปต่อ ก็มีสายโทรเข้ากลางรายการ