OPINION

Judwaa2 : อารมณ์ขันกับกระบวนการสร้างความภูมิใจในเชื้อชาติอินเดีย

จักรกฤต โยมพยอม
16 ต.ค. 2560
  ตอนแรกผมก็คิดอยู่ครับว่าจะดูเรื่องนี้รู้เรื่องไหม เพราะว่าไม่เคยดู Judwaa ภาคแรก แต่มานึกได้ว่าหนังมหากาพย์อินเดีย อย่างเรื่อง Bahubali 2 ผมยังดูรู้เรื่องเลย ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้คงไม่น่ามีปัญหาเพราะว่าเท่าที่ดูตัวอย่างหนังก็รู้สึกว่านี่เป็นหนังแอ็กชันคอมิดี้เบาสมอง ไม่น่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับภาคแรกมากนัก ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้ถูกหรือเปล่า แต่ด้วยความที่ชอบดูหนังอินเดีย แล้วก็เห็นว่ามีรอบเวลาพอดีกับที่สะดวกจะดู เลยตัดสินใจไปดูครับ ถ้าใจมันไปแล้ว เหตุผลอะไรก็ฉุดไม่อยู่ จริงไหมครับ
 
ตอนที่ดูจบ ผมก็ลองไปหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ดูก็พบว่าภาคแรกนั้นทางฝั่งอินเดียเขารีเมกมาจากหนังเรื่อง Twin dragons ที่เฉินหลงนำแสดงครับ แต่ไม่พบข้อมูลว่า Judwaa 2 รีเมกมาจากภาพยนตร์เรื่องไหนนะครับ เป็นไปได้ว่าเขาน่าจะสร้างขึ้นมาหลังจาก Judwaa ประสบความสำเร็จแหละครับ



Judwaa2 เป็นเรื่องราวของฝาแฝดคู่หนึ่งเกิดมาตัวติดกัน พอแพทย์ผ่าแยกจากกันเรียบร้อยแล้วก็เกิดเหตุให้ต้องพลัดพรากจากกันตั้งแต่ยังแบเบาะ คนหนึ่งชื่อ “ราชา” เติบโตที่มุมไบ เป็นชายหนุ่มนักสู้กำยำแข็งแรง ส่วนอีกคนชื่อ “เปรม” ไปโตที่ลอนดอน เป็นนักศึกษาดนตรีร่างกายอ่อนแอ เหมือนว่าพลอตเรื่องจะโบราณไปสักหน่อย เพราะละครหรือหนังแนวนี้ของไทยมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ความเท่คือหนังเรื่องนี้ก็ได้เพิ่มประเด็นเข้าไปว่าหาก 2 คนนี้อยู่ใกล้กัน ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างก็จะเหมือนกันไปด้วย เช่น ถ้าอีกคนกำลังมีอารมณ์ความรู้สึกกับอะไรสักอย่าง อีกคนก็จะรู้สึกอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เช่นถ้าอีกคนกำลังจูบสาวข้างกาย อีกคนก็จะจูบคนที่อยู่ข้าง ๆ ไปด้วย


 
ฉากประมาณ 75% ของเรื่องนี้ถ่ายทำในกรุงลอนดอน และแน่นอนว่านักแสดงสมทบที่มาเข้าฉากเต้นตามสไตล์หนังอินเดีย เกือบทั้งหมดเป็นนักแสดงชาวอังกฤษ ผมว่านี่คือจุดที่น่าสนใจมาก ๆ ของเรื่อง Judwaa2 เพราะปกติเวลาเราดูหนังอินเดีย เราก็จะเห็นฉากเต้นที่มีนักเต้นเป็นสิบเป็นร้อยคน เต้นกันมันหยด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักเต้นอินเดีย แต่พอเรื่องนี้เปลี่ยนแนวมาเป็นนักเต้นชายหญิงชาวอังกฤษที่ต้องเต้นประกอบเพลงอินเดียที่มีนักแสดงนำชาวอินเดียร้องและเต้นอยู่แถวหน้า เลยทำให้รู้สึกแปลกตาไม่น้อย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยดูหนังสารคดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียเรื่อง “Beyond Bollywood” ได้เข้าใจว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียปัจจุบันนี้ค่อนข้างนิยมนักเต้นตะวันตกมากกว่าเพราะว่าดูอินเตอร์ และสาวตะวันตกจะมีข้อจำกัดเรื่องการแต่งกายน้อยกว่า
 




มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจว่าผู้สร้างตั้งใจหรือไม่ แต่สัมผัสได้ว่าเหมือนหนังเรื่องนี้พยายามใส่ประเด็นเรื่องความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีชาวอินเดีย ความไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างชาวอังกฤษอยู่พอสมควร โดยค่อย ๆ แทรกเข้ามาในความตลกของเนื้อเรื่องอย่างกลมกลืน
 


อย่างที่หลายท่านทราบกันดีว่าอินเดียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมานานนมตั้งแต่ช่วงประมาณปีค.ศ. 1858 เรื่อยมาจนถึงปีค.ศ. 1947 ทำให้หลายคน (ทั้งชาวอินเดียเอง ชาวอังกฤษ และชนชาติอื่น) มองว่าอินเดียอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอังกฤษ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะเห็นหลายประเด็นที่แสดงว่า “อินเดีย” อยู่เหนือ “อังกฤษ” เช่น การที่มีนักเลงชาวอังกฤษพูดจาดูถูก “ราชา” แล้วก็ต่อสู้กันอย่างรุนแรงจน “ราชา” เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ หรือการที่หนังพยายามนำเสนอว่าตัวเอกชาวอินเดียทั้ง 3 ครอบครัวเป็นครอบครัวมหาเศรษฐีในกรุงลอนดอน จับจ่ายใช้สอยได้ตามอำเภอใจ โดยมีชาวอังกฤษเป็นลูกจ้างในร้านค้า รวมไปถึงการสร้างคาแรกเตอร์ให้ตำรวจชาวอังกฤษเป็นหญิงอ้วนตัวตลกที่แทบจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
 
ทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่ผู้สร้างพยายามสอดแทรกความภาคภูมิใจให้ชาวอินเดียรู้สึกว่าชนชาติตนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติอังกฤษเลยแม้แต่น้อย โดยนำเสนอผ่านอารมณ์ขันซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงว่าแม้อดีตจะเคยอยู่เบื้องล่าง แต่ปัจจุบันฉันก็มีความสุขดี ฮ่า ๆ ๆ
 
 
หากใครสนใจจะชม ก็สามารถไปชมได้ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซินีเพล็กซ์ สุขุมวิท มีฉายวันละ 2 รอบคือประมาณบ่าย 3 กับประมาณ 3 ทุ่มครับ
 
About the Author
ครูภาษาไทยผู้หลงใหลการสอนหนังสือ การเดินทาง และการเสพสื่อบันเทิง มีผลงานหนังสือ 1 เล่มชื่อ "สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง" สนทนากับครูทอมได้ที่ www.facebook.com/tom.jakkriz IG&Twitter: @tutor_tom
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลายๆครั้ง 'คำจำกัดความ' กลับกลายเป็น 'คำ' ที่ 'จำกัด' ความหมายของตัวเราให้ติดอยู่ในกรอบความคิดของคำนั้นๆ
“คนที่ทำไม่ได้” จริงๆแล้วไม่ใช้คนที่แพ้ไปเสียทุกสิ่ง บางคนแพ้เฉพาะบางเรื่องเท่านั้นเอง เช่นในหน้าที่การงานสามารถทำงานได้ดี ทำได้สำเร็จตามทีตั้งเป้าไว้ แต่ไม่สามารถห้ามใจในเรื่องกินได้