OPINION

“รู้มั๊ย? เขาบอกมาว่า…” : เรื่องของ ข่าวลือ

สุรพร เกิดสว่าง
3 ก.พ. 2563
ด้วยโลกโซเชียล ทำให้“ข่าวลือ” ทวีความสำคัญขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลายครั้งที่ข่าวลือกลายเป็นข่าวกระแสหลักแทนข่าวจริง และแม้ว่าจะรู้กันว่าข่าวลือส่วนใหญ๋ก็คือข่าวลวงหรือ fake news แต่ข่าวเหล่านั้นก็ยังสามารถมีอิทธิพลอย่างมากมายกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม จนมีการกล่าวว่า ทุกวันนี้ สังคมปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนไปบนข่าวสารข้อมูลหลอกๆเป็นหลัก
 
ในหนังสือจิตวิทยา Rumor Psychology โดย Nicholas DiFonzo และ Prashant Bordia ได้ให้นิยามของข่าวลือว่า 1.ต้องมาในรูป “ข้อมูล” ที่อ้างว่าเป็นความจริง ไม่ใช่ความเห็น ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์  2. กำลังแพร่กระจายจากปากต่อปาก 3. เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หรือ ไม่มีใครสนใจจะพิสูจน์ แต่ปักใจเชื่อเลยทันที
 
และที่สำคัญมากคือ 4. ต้องเป็น “instrumentally relevant” คือ สามารถทำให้เรื่องที่ยังงงๆ กลายเป็น เรื่องที่ “make sense” ขึ้นมาได้  ทำให้เรื่องที่เคยอธิบายไม่ได้ อธิบายได้ อีกทั้งทำให้สังคมเกิดความสบายใจในระดับหนึ่ง เพราะเรื่องราวที่เคยดูคลุมเครือ ตอนนี้สามารถอธิบายได้แล้วด้วยข่าวลือ นักจิตวิทยาเรียกว่าข่าวลือทำให้เกิด  “group sensing activitty”
 
ทั้งหมดนี้บอกว่า ข่าวลือจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความไม่แน่นอนเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเมื่อความไม่แน่นอนนั้นสร้างความกังวล กระวนกระวายใจ จนเกิดคำถามต่างๆนาๆ และยังหาคำตอบที่ชัดเจนหรือเชื่อมั่นไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเป็นคำตอบที่ได้มาแต่ไม่อยากฟัง ก็จะเกิดข่าวลือตอบสนองขึ้นมาเองฉับพลัน 
 
ข่าวลือจึงเป็นตัว jigsaw ที่สวมลงได้อย่างเหมาะเจาะลงในภาพรวมที่ไม่สมบรูณ์ ให้สมบรูณ์ มองออกได้ ทำให้เรื่องทั้งหมดดูดีมีตรรกะ (“อ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง”)
 
สำหรับคนที่เชื่อข่าวลือนั้น  jigsaw ตัวนี้ จะเป็นความจริงหรือไม่ ดูเหมือนจะไม่สำคัญ ตราบใดที่  jigsaw ตัวนี้สามารถทำให้เรื่องทั้งหมดอธิบายได้ ก็พอใจแล้ว เป็นอันยุติ ไม่ต้องไปสรรหาข้อมูลอะไรอีก นั่นหมายความว่า ยิ่งข่าวลือดู make sense ดูสมเหตุผลเท่าไหร่ ข่าวจริงก็จะยิ่งถูกละเลย ถูกลืม เท่านั้น  
 
ข่าวลือจะแพร่หลายได้ ก็ต้องเป็นเรื่องสำคัญ หรืออย่างน้อยก็สำคัญในความเห็นของคนที่ได้ยิน ข่าวลือที่ไม่เกี่ยวกับคนฟัง จะไม่ได้รับการเผยแพร่ต่อ เช่นเดียวกับข่าวลือที่ “เว่อร์” เกิน ก็มักจะไม่มีใครแชร์ต่อเช่นกัน เพราะจะทำให้คนแชร์ดูไม่ดี งานศึกษามากมายพบว่า คนเรามักแชร์ข่าวลือเฉพาะที่ทำให้ตนดูดีเท่านั้น
โดยเฉพาะความดูดีที่เป็น สิทธิพิเศษ หรือ exclusivity ที่ได้รับข่าวสารนี้มา ทำนองว่าเป็น “ข่าววงใน” ซึ่งเป็นการบอกอ้อมๆถึง status หรือสถานภาพของผู้กระจายข่าวว่า “ไม่ธรรมดา”  
 
การกระจายข่าวลือยังเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าสังคมอีกด้วย การแชร์ข่าวลือต่อกลุ่ม ถือเป็น social bond แบบหนึ่ง โดยเฉพาะข่าวลือด้านบวกสำหรับกลุ่ม จะได้รับการต้อนรับอย่างดีและบอกต่อ รวมทั้งทำให้สถานภาพของผู้เอาข่าวมาบอกดูดี  มีงานศึกษาพบว่า ข่าวลือในด้านลบเกี่ยวกับคู่แข่งหรือศัตรู สามารถทำให้ status ผู้แชร์สูงขึ้นเช่นกัน พร้อมกับทำให้ self esteem หรือความภูมิใจในตนเองสูงขึ้นด้วย
 
นั่นหมายความว่า ข่าวลือสามารถทำให้คนแชร์เกิดความสุขได้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนถึงชอบแชร์ข่าวลือกันนัก จนบางคนติดเป็นนิสัย
 
ข่าวลือยอดนิยม มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “เรื่องร้ายกำลังจะเกิดขึ้น” หรือ “dread rumour” มากกว่าเรื่องดีๆ อย่างเช่นข่าวลือเรื่องไว้รัสโคโรนาในทางลบจะได้รับการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีข่าวลือในทางบวกเลย ทั้งนี้เป็นไปตามสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ที่สนใจกับเรื่องร้ายๆมากกว่าเรื่องบวก เพราะการรับรู้เรื่องร้ายทำให้สามารถเตรียมตัวป้องกัน อันเกี่ยวกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ข่าวลือร้ายจึงกระจายได้เร็วเสมอ
 
แล้วคนแบบไหนมักจะกระจายข่าวลือ? งานวิจัยของ Bordia และ Rosnow พบว่า คนที่มีบุคลิกกระวนกระวายใจง่าย กังวลง่าย มักจะเป็นผู้กระจายข่าวลือ และอีกงานศึกษาโดย Walker และ Bekerle พบว่า นักเรียนกำลังจะสอบสัมภาษณ์ที่รู้มาว่ามีคนสอบตกสัมภาษณ์เยอะ จะมีพฤติกรรมกระจายข่าวลืออย่างรวดเร็วมากเป็นพิเศษ นั่นคือ คนที่กำลังเครียด จะกระจายข่าวลืออย่างรวดเร็วและมากกว่าคนที่ไม่อยู่ในความเครียด
 
มีคำถามสำคัญว่า ระหว่างคนกระจายข่าวลือที่ที่น่าเชื่อถือ เช่น คนวงใน celeb ต่างๆ กับ ผู้ฟังที่เชื่อง่าย อย่างไหนจะทำให้ข่าวลือแพร่กระจายได้มากกว่ากัน ?
 


Duncan Watts นักสังคมวิทยาที่ศึกษาการแพร่ข่าวใน Yahoo ตอบว่า ผู้ฟังที่โน้มน้าวง่าย มีบทบาทมากกว่าในการแพร่ข่าวลือ ซึ่งเป็นการตอบคำถามว่า ทำไมนักการเมืองที่ไม่น่าเชื่อถือ พูดอะไรคนก็เชื่ออยู่ดี ต่อให้พูดในเรื่องที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน หรืออ่อนตรรกะ ผู้ฟังก็ยังเชื่ออยู่ ทั้งนี้เพราะที่คนเชื่อนั้น มีแนวโน้มจะเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว
 
ความรู้นี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในการสะกัดกั้นข่าวลือ ควรไปเน้นที่ผู้ฟังหรือ target audience จำนวนมากที่อาจตกเป็นเหยื่อ มากกว่าที่จะไปเน้นที่ตัวปล่อยข่าวเป็นหลัก หรือไม่?  หรือในทาง social network อาจบอกได้ว่า อย่าไปให้ความสำคัญกับ “node” หรือจุดแพร่กระจายมากเกินไปจนลืมสื่อสารกับคนฟัง เพราะในแง่จิตวิทยาแล้วยิ่งผู้กระจายข่าวตัวหลักๆถูกเล่นงานจากผู้มีอำนาจ ก็อาจจะยิ่งสนับสนุนความน่าเชื่อถือของผู้กระจายข่าวนั้นและข่าวลือนั้นมากขึ้นไปอีก ยิ่งเป็นข่าวลือทำนอง conspiracy theory ก็ยิ่งทำให้ข่าวนั้นมาแรงกว่าเดิม (“เห็นมั๊ย เขาพยายามปิดปากคนที่รู้”)
 
จากงานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า หากผู้ฟังที่เป็นกลางได้ยินข่าวลือ อาจยังไม่เชื่อในทันที โดยมักจะรอฟังข่าวเดียวกันนั้นจากหลายแหล่งข่าวเสียก่อน ถึงจะปลงใจเชื่อ มีรายงานใน journal Physics and Society ใช้ model ทางคณิตศาสตร์วิเคราะห์การแพร่กระจายข่าวลือทางการเมือง ในคนจำนวน 10,000 คน พบว่า
หากคนเราต้องการฟังจาก 3 แหล่งข่าวก่อนถึงจะปลงใจเชื่อ  ในคนหนึ่ง 10,000 คนนี้ แค่เพียง 250 คนแรกเท่านั้นที่เชื่อข่าวลือ ก็สามารถทำให้ข่าวแพร่กระจายต่อไปถึง 5,000 คนได้แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นความยากเย็นในการสะกัดกั้นข่าวลือ แม้กับผู้ฟังที่เป็นกลาง
 
มีงานศึกษาอีกมากที่นำเอาคณิตศาสตร์ของการแพร่กระจายโรคระบาดมาใช้กับการแพร่กระจายข่าวลือ ในเรื่องโรคระบาด การวัดการแพร่กระจายเริ่มจาก“basic production number” แทนด้วยสัญญลักษณ์  “r0” (r naught) อันเป็นตัวแปรที่จะบอกว่าว่าคนที่เป็นโรคนี้ สามารถไปติดคนอื่นได้อีกกี่คน อย่าง เช่น โคโรนาไวรัสตัวใหม่ มีค่า r0 เป็น 1.5-3.3 หมายถึง ผู้ป่วยหนึ่งคนสามารถแพร่เชื้อได้ต่อ 1.5 ถึง 3.3 คน ทั้งนี้ ค่า r0 จะถูก update เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามข้อมูลใหม่ที่ได้มา
 
ข่าวลือก็เช่นกัน  ถ้าคนแรกกระจายข่าวลือได้วันละหนึ่งคน (r0=1) ภายใน 30 วันจะมีคนใหม่ที่รับรู้ข่าวลือนั้น 30 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มแบบเส้นตรงหรือ linear แต่ถ้าคนแรกกระจายข่าวลือวันละ 2 คน (r0=2) วันแรกได้ 1 คน วันที่สอง 4 คน วันที่สาม 8..ไปเรื่อยๆ  ภายใน 22-23 วันแรกอาจจะดูเงียบๆ แต่จากนั้นจำนวนที่รับข่าวลือด้วยการบอกต่อ จะเพิ่มพรวดพราดอย่างทันใดแบบ exponential จนในวันที่ 30 กลายเป็น 2 ยกกำลัง 30 หรือเท่ากับ 1 พันล้านคน อย่างน่าตกใจ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติของคณิตศาสตร์
 
ในความเป็นจริง ข่าวลือแต่ละชิ้นน่าจะมีค่า r0 มากอยู่แล้ว เพราะการโพสลงโลกโซเชียลครั้งหนึ่ง ก็จะมีคนเห็นจำนวนมากในพริบตา และถ้ามีการแชร์ต่อ และต่อๆกันไป ก็จะแพร่กระจายไปได้เร็วมาก ทั้งนี้ไม่นับคนที่อ่านแล้วไปกระจายต่อด้วยปากต่อปาก อีกทั้งเวลาที่แพร่กระจายก็เป็นได้อย่างต่อเนื่อง ทุกวินาที 24 ชั่วโมง
 
ถ้าเป็นเรื่องของโรคระบาด การสะกัดกั้นทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน (หากมี) กับคนจำนวนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องฉีดกับคนทั้งหมด ก็สามารถทำให้การระบาดลดลงเป็นเส้นตรงและควบคุมได้ ซึ่งมีสูตรคำนวณได้จากค่า r0 เช่น ใน โคโรน่าไวรัสตัวใหม่ หาก r0=3.3 จะต้องฉีดวัคซีน(ยังไม่มี) ให้ถึง 70% ของประชากรในพื้นที่ ก็พอที่จะสะกัดกั้นการระบาดได้แล้ว ไม่ต้องฉีดให้ครบ 100% ทุกคน
 
แต่ในเรื่องของข่าวลือ ยิ่งยากกว่า เพราะค่า r0 สูง ก็คงต้อง “ฉีดวัคซีน” หรือทำให้คนทั้งหมด 100% มีภูมิคุ้มกันไม่เชื่อข่าวลือ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้
 
ดังนั้น ข่าวลือ ก็ยังคงอยู่คู่สังคมยุคใหม่ต่อไปและตลอดไป และคนที่เรียนรู้ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อข่าวลือง่ายๆ คือผู้ชนะและได้เปรียบยิ่งในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วแต่ด้อยคุณภาพนี้  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือคำปลอบใจที่ดีที่สุดเลย เราเพียงแค่ต้องการใครสักคนที่นั่งข้างเราและฟังเราพูดและได้ระบายจนหมดหัวใจแค่นั้นก็พอ
 
การทำความเข้าใจในธรรมชาติของ HM และ LM ถือว่า เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความสำเร็จในชีวิตคู่