OPINION

อย่าเข้ามาใกล้! : เรื่องของ zombie,stigmatization และ ไวรัส

สุรพร เกิดสว่าง
2 มี.ค. 2563
มีการเปรียบเปรยว่า บรรยากาศความกลัวของการระบาด Covid-19 มีความคล้ายกับสถานการณ์ zombie ในภาพยนตร์หรือนิยาย บทความหลายชิ้นในหลายประเทศพูดถึง “บรรยากาศเมืองร้างแบบ zombie ” ในแง่วิชาการ ก็มีการเปรียบเทียบการระบาดกับการแพร่กระจายของ zombie และในบางเคส การเปรียบเทียบกับ zombie ไปไกลจนนึกว่าเป็นจริง อย่างเช่น รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาโต้ความเชื่อที่ว่า ผู้ป่วย Covid-19 จะกลายเป็น zombie ในที่สุด
 
ในเรื่อง zombie คนที่กลายเป็น zombie จะถูกรังเกียจและกลัว เพราะถ้าหากถึงตัวใครเมื่อไหร่ zombie ก็จะกัดกินคนนั้น ทำให้เหยื่อกลายสภาพเป็น zombie ไปอีกตัว ไม่ต่างจากการแพร่กระจายของโรคระบาด
 
ด้วยเหตุนี้ ใครถูกแปรสภาพเป็น zombie ไปแล้วจะถือว่าไม่ใช่พวกเดียวกันอีกต่อไป ทั้งที่แต่เดิมอาจเป็นคนใกล้ชิดก็ได้  
 
เช่นเดียวกับคนที่เข้าข่ายว่า มีความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อหรือติดเชื้อ Covid-19 อาจพบว่า ตัวเองเสมือน เป็น “zombie” ในสายตาของคนอื่น เกิดประสบการณ์ “zombie moment” ที่ทำให้ “เสียความรู้สึก” ด้วยเหตุว่าหลายคนรอบข้างได้เปลี่ยนไปอย่างไม่เคยคิดมาก่อน เช่น จากคนที่เคยชอบพอกัน หรือจากคนที่คิดว่าสนิทกัน เข้าใจกันดี กลายเป็นคนที่ไม่เป็นมิตรและรังเกียจออกหน้าไปเสียแล้ว
 
zombie แบบนี้อาจแย่กว่า zombie ในตำนานเสียอีก เพราะ zombie ในนิยายนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หมดความเป็นตัวตนเดิมแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่คนที่เจอ zombie moment ยังเป็นคนเดิมที่รับรู้ความเป็นไปทุกประการ อันนำความเจ็บปวดใจมาให้
 
ไม่เพียงเท่านั้น zombie moment นี้ยังอาจแพร่กระจายผ่านปากต่อปาก ขยายวงไปเรื่อยๆ เกิดภาวะที่เรียกว่า stigmatization หรือ ทำให้เกิดเสมือน “ตราบาป” ที่ประทับติดตัวผู้นั้นไป อย่างน้อยก็ในช่วงที่ความกลัวยังคงอยู่
 
ความจริงมีอยู่ว่า ถึงแม้ Covid-19 เป็นโรคระบาดร้ายแรง แต่แล้ววันหนึ่งวิกฤติการณ์นี้ก็คงจะจบลงเช่นเดียวกับโรคระบาดอื่นในประวัติศาสตร์ ทว่าความรู้สึกที่เสียไประหว่างมิตรภาพ ภาพลักษณ์ด้านลบที่ฝังใจ จะยังคงอยู่ในใจของผู้ที่เคยเป็น zombie ไปตลอดกาล และโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น ย่อมจะจำเหตุการณ์ในด้านลบได้ดีกว่าเหตุการณ์ในด้านบวก
 
มีการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับสุขภาพจิตในระหว่างวิกฤติการณ์โรคระบาด พบว่าปัญหาจิตใจมักพ่วงกับการระบาดของโรคอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น SARS หรือ HIV โดยทั้งผู้ป่วยที่รอดชีวิตหรือผู้ที่เคยถูกสงสัยว่าป่วย มีอาการ post traumatic stress disorder (PTSD) หรือ “ภาวะป่วยทางจิตหลังจากเหตุการณ์รุนแรง” ติดตัวไปหลังจากวิกฤติการณ์สงบลงแล้ว ทำนองเดียวกับทหารผ่านสงคราม
 
มีรายงานใน National Center of Biotechnology Information ว่า คนที่ถูกกักกันในระหว่างโรค SARS ระบาด มีอาการ PTSD 29% และ มีอาการซึมเศร้า 31% และหากยิ่งถูกกักตัวไว้นานเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็น PTSD มากขึ้นเท่านั้น ส่วนบุคลกรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย SARS นั้น มี “อาการทางจิตอย่างแรง” ถึง 20% เพราะพวกเขาถูกมองอย่างรังเกียจว่าเป็นกลุ่มที่ติดโรคง่าย
 
บางคนอาจมีความคิดแย้งว่า กลัวมากๆไว้ก่อนเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว เพราะจะทำให้เกิดการป้องกันการระบาดได้แข็งแรงกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ “ความกลัว- fear” กับ “ความรังเกียจ-hate” นั้้น มีความต่างกัน และความแตกต่างนี้สำคัญยิ่ง 
 
นั่นคือ ในสังคมที่ “กลัว” โรคระบาด แต่ไม่ได้ “รังเกียจ” ผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัย จะมุ่งไปที่การพยายามแก้ไขสถานการณ์ ช่วยเหลือกันและกัน พร้อมกับระวังป้องกันตนเองไปด้วย
 
ในขณะที่สังคมที่ กลัว+รังเกียจ จะหันหลังหนี คิดแต่ปกป้องตนเองด้วยการแยกตัวออกห่าง ต่างเอาตัวรอดไว้ก่อน ไม่แยแสส่วนรวม ทอดทิ้งผู้ป่วย ผลก็คือ ทำให้สภาพสังคมนั้นแตกแยก เกิด zombie moment
 
จากเปรียบเทียบระหว่าง ความกลัวโรคระบาด H1N1 (2009) ในประเทศสวีเดน กับ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า ในสวีเดนที่สื่อเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ใส่อารมณ์กลัว มีคนสวีเดนสมัครใจไปฉีดวัคซีนถึง 60% ในขณะที่ออสเตรเลีย ที่สื่อเน้นความกลัวอย่างดรามา มีคนมารับการฉีดวัคซีนแค่ 18% สาเหตุเพราะในสภาพจิตใจที่ตื่นตระหนก panic และหวาดกลัว คนเราจะวิ่งหนีปัญหามากกว่าพยายามแก้ปัญหา 
 
ในหนังสือ Twelves Diseases That Changed the World ของ Irwin Sherman เล่าว่า ในประวัติศาสตร์ที่เป็นมา ความรังเกียจรุนแรงกับคนที่เป็น วัณโรค HIV อหิวาต์ ไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนที่เริ่มมีอาการไม่อยากไปหาหมอ ไม่อยากเปิดเผยตัวตน ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายมากกว่าที่ควรเป็น
 
นอกจากนั้น งานศึกษาหลายชิ้น รวมถึงความเห็นของคนที่อยู่ในวงการควบคุมโรคระบาดในหลายประเทศ ต่างเห็นพ้องเหมือนกันว่า “ตราบาป” หรือ stigma ทำให้คนที่มีความเสี่ยง หลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยตัวตน หลีกเลี่ยงที่จะไปหาแพทย์ ด้วยกลัวว่า หากใครรู้ตนจะไม่มีที่ยืนในสังคม ดังนั้น จึงเลือกที่จะแอบลุ้นกับตนเองอย่างเงียบๆว่า ไม่ได้เป็น หรือ ถ้าเป็น ก็หวังว่าคงไม่ได้เป็นหนัก และอาจหายเองได้ ซึ่งแน่นอนว่า การคิดแบบนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อมากยิ่งขึ้นไปอีก
 
ความรังเกียจนำไปสู่ความรุนแรงที่ไร้เหตุผล อย่างเช่นในการระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรค หรือ “Black Death” (1347-1351) คนยิวถูกกล่าวหาว่าแพร่เชื้อโรคในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดการฆ่าหมู่ชาวยิวนับพัน หรืออย่างในปี 2008 ที่ประเทศอัฟริกาใต้ เกิดจลาจลที่มาจากความกลัวผู้ป่วย HIV ทำให้ชาวเมือง 20,000 คนต้องอพยพหนี หรืออย่างเคสของ Covid-19 ในปัจจุบันที่ประเทศยูเครน ที่รถบัสของผู้กลับมาจากเมืองหวูฮั่น ถูกชาวยูเครนรุมทุบ หรือ ในยุโรปมีการชี้หน้าด่าคนเอเชีย หรือที่เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ชายเอเชียวัย 60 ปีเกิดหัวใจวาย แต่ถูกปล่อยให้ตายข้างถนนโดยไม่มีใครช่วย เพราะรังเกียจติด Covid-19
 
ในสังคมที่ “กลัว” อย่างเดียว เหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหากใครมีอาการเสี่ยง ก็ไม่ลำบากใจนักที่จะเปิดเผยตน ไม่ถูกประนาม นอกจากคนที่ปกปิดความจริง ถึงจะถูกประนาม แต่ในสังคมที่ทั้ง “กลัว+รังเกียจ” ไม่ว่าใครก็พบกับ zombie moment ได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล และความไม่มีเหตุผลนี้ คือเชื้อเพลิงนำไปสู่ความรุนแรง 
 


Zombie moment ก็เหมือนกับตัวโรคระบาดเอง เพราะคนที่ใกล้ชิดกับ zombie ก็จะถูกมองว่าคือ zombie ตามไปด้วย ผลคือ ความเป็น zombie ได้แพร่กระจายระบาดนำหน้าโรคจริงไปก่อนแล้วอย่างรวดเร็ว
ผู้คนถูกแบ่งแยกออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ยังไม่เป็น zombie กับ กลุ่มที่เป็น zombie เกิดบรรยากาศแบ่งเขา-แบ่งเรา หรือ “us against them” ทั้งที่เป็นไปได้ว่า ในสังคมนั้น ยังไม่มีใครติดโรคที่ว่าเลย 
 
เมื่อความระแวงและรังเกียจคนที่เป็นโรค หรือถูกสงสัยว่าเป็นโรค ถูกนำมาตีเส้นแบ่งง่ายๆด้วยเชื้อชาติหน้าตา ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่หนักขึ้น ในที่สุด เรื่องของโรคระบาดก็กลายเป็นเรื่องเดียวกันกับการกีดกันเชื้อชาติ หรือ racial discrimination เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับคนเอเชียในขณะนี้กับ Covid-19 หรือที่เคยเกิดกับคนอัฟริกาในกรณี Ebola หรือ เคยเกิดกับคนที่เป็นเกย์และคนจากประเทศไฮติในกรณี HIV และเคยเกิดกับคนเอเชียตอนเกิด SARS 
 
ในหนังสือ The Great Influenza ของ John Barry บอกว่า การระบาดทำให้โครงสร้างของสังคมที่มีอยู่พังทะลายลง สังคมที่สามารถให้ความอบอุ่นทางใจได้ อย่างเช่น ที่ทำงาน โรงเรียน หรือ วัดในศาสนาต่างๆ ถูกปิด ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวไร้คนปรับทุกข์ จะเดินทางไปหาใครสักคนคุยด้วยก็ลำบาก เพราะนอกจากเดินทางยากแล้ว ยังอาจถูกรังเกียจแทนที่จะได้รับการต้อนรับก็ได้
 
New York Time โดย Norimitsu Onishi รายงานสมัยการระบาดของ Ebola ว่า สถาบันครอบครัวอันถือว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในวัฒนธรรมของอัฟริกาถูกทำลายด้วยความไม่ไว้ใจกันและกัน ส่งผลระยะยาวต่อเสถียรภาพของสังคม ปัจจุบันคนอัฟริกันในหลายประเทศไม่สามารถพึ่งเครือข่ายหรือ network ของครอบครัวได้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากมองหน้ากันไม่ติดแล้ว
 
เช่นเดียวกับ คนที่อยู่รอบตัวทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน และที่ต่างๆ เมื่อใดการระวังป้องกัน Covid-19  ใช้ความรู้สึกมากกว่าความรู้ (ทั้งที่ความรู้ก็หาได้ไม่ยาก จากข้อมูลดีๆมากมายที่ถูกเผยแพร่)  คิดเอง-เออเอง ตื่นตระหนกเกินเหตุ อ่อนไหวกับ fake news หรือ conspiracy theory สร้าง zombie moment กับผู้คนรอบข้างและสังคมที่อยู่
 
เมื่อนั้น อาจพบว่า หลังจากวิกฤติการณ์ไวรัสได้ผ่านพ้นไปแล้ว สถานภาพในสังคมของตัวเขาอาจลดลง การยอมรับนับถือลดลง กิ่งก้านสาขาของ network สังคมที่เคยมีแตกหักสูญหาย ไม่สามารถพึ่งพาหรือมีอิทธิพลได้เหมือนแต่ก่อน ชีวิตหลังวิฤติการณ์ไวรัสได้เปลี่ยนไป 
 
และนั่นอาจเป็นผลจาก Covid-19 ที่มาถึงตัว โดยที่ไม่จำเป็นต้องติดเชื้อนี้เลยก็ได้  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถ้าวันหนึ่งคุณต้องสอนพ่อแม่จัดระเบียบบ้าน สิ่งที่คุณต้องเอาใจใส่มากๆ คือ การฟังอย่างมีคุณภาพเพื่อให้ได้ยินและมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในใจของพวกเขา
”ความรัก” ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดที่เพศ ไม่ต้องจำกัดที่ถูกหรือผิด หรือแม้กระทั่งต้องยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน