เป็นเรื่องคุ้นเคยว่า ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงไม่สามารถมีชีวิตส่วนตัวจริงๆได้ ไม่สามารถทำตัวอย่างเป็นอิสระได้เหมือนคนทั่วไป เพราะสังคมมีความคาดหมาย และต้องทำตัวไปตามความคาดหมายนั้น และบางคนอึดอัดขนานหนัก ที่ต้องเล่นบทนอกจอไม่เลิก จนกลายเป็นอาการซึมเศร้าไปก็มี
แต่ไหนแต่ไรมาคนทั่วไปไม่สามารถสัมผัส “โรคดารา” หรือความลำบากใจนี้ได้ ถือเป็นความลำบากใจที่เกิดขึ้นกับอาชีพนักแสดงหรือ celebrity เท่านั้น
แต่ปัจจุบัน ใครๆก็สามารถเผชิญกับปัญหาชีวิตนอกจอ แบบเดียวกับดาราได้
เพราะใครๆก็กลายเป็น celeb ได้ อย่างน้อยก็ในหมู่คนไม่กี่ร้อยไปจนหลายพัน ด้วยการโพสในโลกโซเชียล เราสามารถเขียน script เขียนบทที่จะแสดงได้ด้วยการโพสเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง เราสามารถสร้าง story ที่เราเป็นตัวเอกได้ ที่สำคัญ เราสามารถทำให้สังคมคาดหมายตัวเราอย่างไรก็ได้
ผลคือ ในแต่ละวัน เราต้องเล่นบทให้สอดคล้องกับสิ่งที่โพสลงไปด้วย ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ทำนองเดียวกับ ดาราต้องรักษาภาพลักษณ์ที่สร้างไว้
และนี่อาจจะเป็น “กับดัก” อย่างหนึ่ง ที่เราสร้างขึ้นมาจำกัดตัวเอง
หากเราโพส content ที่กลางๆประเภท “เล่าสู่กันฟัง” ธรรมดาๆ เช่นเดียวกับการพูดคุยปกติ ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราโพส content แบบผูกเงื่อนไขเฉพาะ เช่น เรื่องส่วนตัว หรือ โปรโมทตัวเองมากเกินไป ก็อาจจะมีปัญหา
เทียบได้ว่า เวลาเจอหน้ากัน คงมีน้อยคนที่จะเล่าเรื่องความสำเร็จของตนเอง อวดความร่ำรวย หรือเล่าว่า ตนเองมีความสุขมากมายอย่างไรบ้าง เราเลือกที่จะรักษามารยาทและกาละเทศะพูดคุยเรื่องกลางๆ ใน tone ที่ไม่อวดอ้าง หากเป็นการ update เรื่องราวที่เป็นไปในชีวิตต่อกันและกันมากกว่า
แต่ในโลกโซเชียล เราละทิ้งมาตราฐานสังคมเหล่านี้ไป เราเลือกที่จะคุยเต็มที่ตามที่ใจต้องการ อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม เพราะไม่ได้เห็น feedback จากสีหน้าและภาษาท่าทางของคนที่ฟัง และไม่ได้ต้องคำนึงถึงเวลาหรือบรรยากาศสนทนา โลกโซเชียลจึงเป็นช่องทางสื่อสารแบบ “เต็มที่” ซึ่งในอดีตเพียง 15 ปีที่แล้ว มนุษย์ไม่มีช่องทางนี้ ไม่มีโอกาสเช่นนี้
ระหว่างกำลังมีความสุข เราอาจโพสเรื่องแฟนใหม่อย่างถี่ หรือ เรื่องชีวิตที่ดีในแง่มุมต่างๆ หรือโพสโปรโมทความสำเร็จในเรื่องงานอย่างตรงไปตรงมา พร้อมภาพประกอบเป็นหลักฐาน
และนั่น ทำให้เราเผลอสร้างเงื่อนไขผูกมัดตนเอง ไปกับสิ่งที่เราโพสโดยไม่รู้ตัว
แต่เช่นเดียวกับเรื่องทุกเรื่องในชีวิต ที่มีขึ้นมีลง ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งดีเหล่านี้อาจผ่านมาและผ่านไป อาจเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ในขณะที่ภาพลักษณ์เหล่านี้เมื่อปรากฏลงบนหน้าจอแล้ว ก็ยังคงค้างอยู่เช่นนั้น ทั้งในความทรงจำของผู้ดูและใน server ของ Facebook และ IG
ต่อให้รู้ว่าเป็นการโพสในอดีตที่ผ่านไปแล้ว ผู้เห็นจะให้ความสำคัญแทบไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (ถ้าไม่ได้นานขนาดหลายๆปี) เพราะเรื่องที่เราโพสไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา จึงไม่มีใครจำได้ละเอียดขนาดเป็น timeline ได้ เมื่อภาพลักษณ์เหล่านั้นไม่มีอายุที่ expire ได้ จึงทำให้ภาพลักษณ์เหล่านั้น ติดตัวผู้โพสไปตลอด
เมื่อสังคมนึกถึงผู้โพส ก็จะนึกถึง content ที่โพสเหล่านั้นพ่วงตามมาในทันที ยิ่งไม่ได้เจอหน้าตากันเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องพึ่ง content เหล่านั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือถ้ามีข้อมูลทางอื่น ได้ฟังแว่วมาก็ไม่เด่นชัดหรือฝังใจได้ง่าย มี impact ได้เหมือนกับการโพสพร้อมรูปภาพ
ผู้ที่โพสก็เช่นกัน รู้ดีว่าสังคมมองตนเองด้วยภาพลักษณ์ที่มาจากการโพส และเมื่อเชื่อว่าสังคมมองเช่นนั้น ก็ต้องเล่นบทตามนั้น เพราะปกติคนเรามักถูกอิทธิพลของสังคมชี้นำอยู่แล้ว ยิ่งในกรณีนี้ เป็นการเล่นบทตาม script ที่ตนเองเป็นผู้เขียนเอง ยิ่งทำได้คล่องโดยไม่ต้องคิด
ทั้งหมดนี้ ไม่ต่างจากดาราที่เมื่อปรากฏตัวในที่สาธารณะที่ต้องระวังตัว ให้อยู่ในกรอบความคาดหมายของสังคม แต่ต่างกันที่ว่า ดาราได้ค่าตัวและความก้าวหน้าแลกกับความไม่เป็นส่วนตัวนอกจอ แต่เจ้าของโพสไม่ได้อะไรกลับมานอกจากความภูมิใจตอนโพส หรือการได้ระบายในโพส และไม่มีทางออก “นอกจอ” ได้ เพราะภาพลักษณ์จากการโพสมีอิทธิพลตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นกรณี “ชีวิต คือละคร” อย่างแท้จริง โดยเป็นทั้ง producer ผู้กำกับ และ ผู้แสดงเอง แบบ full time

Nancy Colier นักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือ “The Power of Off: The Mindful Way to Stay Sane in a Virtual World” อธิบาย identiy gap หรือ gap ระหว่าง ตัวตนจริง กับ ตัวตนในอุดมคติที่สร้างขึ้นมา จากการการโพสของเราเองบนโลกโซเชียลง่ายๆ โดยยกตัวอย่างที่เธอเองพบระหว่างไปเดินในพิพิธภัณฑ์ ว่า เวลาวัยรุ่นไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาหมดไปกับการ selfie กับงานศิลปะ โดยไม่ได้สนใจในศิลปะเหล่านั้นเลย พอ selfie เสร็จ ก็เดินต่อ ไม่ได้อ่านป้าย ไม่ได้ยืนพิจารณาหรือดูดดื่มงานชิ้นเอกเหล่านั้นแต่อย่างใด ทั้งๆที่รูป selfie ทำท่าจ้องมองไปที่งานศิลปอย่างสนใจ
Colier ชี้ว่า ผลคือ วัยรุ่นเหล่านั้นมีสอง identity สองตัวตนในโลกโซเชียล ตัวตนหนึ่งคือ ผู้ที่รักชื่นชมงานศิลปะ อีกตัวตนที่เป็นจริงคือ คนไม่สนใจศิลปะ ซึ่งถ้าหากถูกทัก ก็คงเลือกที่จะเล่นบทคนรักศิลปะ เพื่อให้ไม่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ present ออกไป ซึ่งก็ไม่มีอะไรยาก แค่พูดง่ายๆระหว่างสนทนาว่า “มันน่าสนใจมาก” “สวยมาก” ก็พอแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าสิ่งที่ present ออกไปบนโลกโซเชียลคือตัวตนของเราจริง ก็คงไม่ต้อง “เล่นบท” อะไรมาก แค่ทำตัวเป็นปกติเหมือนที่เป็นอยู่ก็เพียงพอ
แต่ปัญหาคือ ความเป็นตัวตนหรือ identity นั้น Anna Akbari เจ้าของหนังสือเชิงจิตวิทยา-สังคมวิทยา “Startup Your Life” ให้ความเห็นว่า ความเป็นตัวตนแท้ๆนั้น เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่อยู่นิ่ง ด้วยความเป็น original ของคนเราไม่ได้คงที่หรือ freeze ตายตัว หากเป็น dynamic process ซึ่งขัดแย้งกับ การรับรู้หรือ perception ของภาพลักษณ์ในโลกโซเชียล ที่ถูกสังคมมองแบบคงที่หรือ static
นอกจากนั้น เมื่อเรา present ภาพลักษณ์อันสื่อความเป็นตัวตนของเราออกไปในโลกโซเชียลแล้ว เรามักพยายามจะรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้ ให้เป็นเรื่องราวที่ไปในทำนองเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เช่น หากเราโพสไปว่า ตอนนี้กำลังมีความรักใหม่ที่หวานชื่น การโพสนั้นก็อาจจะสร้างความกดดันให้เราพยายามโพสต่อเนื่องเพื่อรักษา story line ไว้ ให้สอดคล้องกับการเปิดฉากเรื่อง รวมไปถึงการแสดงตัวเวลาเจอหน้าผู้คน ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้
นั่นคือ เรากำลังพยายามสร้าง identity ที่ fix และสมบรูณ์แบบขึ้นมา ตาม theme ของ story ที่ set ไว้แต่แรก โดย identity บนโลกโซเชียล vs identity ในสถานการณ์จริง อาจมี gap อยู่ และเป็นไปได้อีกว่า gap ของความจริงและโลกอุดมคตินั้น อาจขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนั้น ผู้โพสถูก trap อยู่ใน no-win situation หรือสภาพที่ไม่มีทางชนะ ที่สร้างขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เช่น เมื่อเราโพสเรื่องความหวานชื่นของแฟนใหม่ถี่ๆ เราอาจจะคาดหมายว่า เมื่อเจอหน้าผู้คน ก็จะมีการทักหรือแสดงความยินดีให้เป็นที่สุขใจ แต่ในความเป็นจริง ย่อมมีไม่กี่คนที่หยิบขึ้นมาพูด หรือพูด ก็ไม่พูดอย่างที่เราอยากให้เป็น จึงอาจทำให้ผิดหวังเสีย self เล็กๆ หรือในทางตรงข้าม หากเกิดมีปัญหากับแฟน เวลาไปเจอสังคม ก็อาจจะเกิดอาการเครียดเล็กๆว่า จะมีใครมาทักเรื่องแซวแฟนหรือไม่ เพราะตอนนี้ไม่อยากพูดถึงแล้ว
อาการถูก trap นี้ครอบคลุมทุกเรื่องที่เราพยายาม show off บนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือชีวิต
เมื่อบวกเรื่อง no-win situation กับเรื่องของ identity gap แล้ว การเล่นบทตามการโพส จึงไม่ใช่เรื่องที่สนุกนักในระยะยาว เพราะผลตอบแทนหรือ reward ที่ได้กลับมามีเพียงความสุขช่วงสั้นๆตอนโพส แต่ต้องแลกกับความกดดันที่ตามมา
Colier ผู้เขียน The Power of Off ชี้ว่า ในโลกปัจจุบัน คนเราเป็นเหยื่อของการให้ความสำคัญกับ “การโพสว่าเราอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร” มากกว่า “การอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร” จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า เหตุการณ์ในชีวิต จะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ถูกโพสประกาศ ถ้าไม่ได้โพส จะมีความรู้สึกว่าเป็น non event วันเวลาผ่านไปอย่างไม่มีความสำคัญน่าจดจำ
และความรู้สึกนี้เอง ที่ Colier บอกว่า ทำให้คนเราเกิดอาการ “แยกร่าง” ออกจากชีวิตและรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตนจริง หรือ feeling inauthentic
กลายเป็นว่า การพยายามทำให้เกิด ตัวตนในอุดมคติ หรือ ideal self identity กลับยิ่งทำให้ “รู้สึกไม่มีตัวตนจริง” มากขึ้น
วิธีแก้คือกลับไปเป็นตัวตนแท้จริง ใช้โลกโซเชียลด้วยมารยาทและมาตราฐานเดียวกับเวลาที่เราพูดคุยกันแบบเจอหน้าเจอตัวจริง และที่สำคัญ ไม่หมกมุ่นในการสร้างโลกอุดมคติจากโลกโซเชียล
เหมือนอย่างประโยคในภาพยนตร์ Oscar หลายรางวัล “Black Swan (2011)” ที่ว่าด้วยความสับสนในตัวตนที่ perfect ว่า “ความสมบรูณ์แบบไม่ได้มีแค่เรื่องการ control นั่นนี่ แต่รวมถึงการรู้จักการปล่อยวางด้วย”






