
1. ในเมื่อ Mindset เรารับรู้แล้วว่าเรากำลังเจอปัญหาหนักในเรื่องนี้อยู่ อย่างแรกเลยเริ่มจากคำว่า “ทำใจ”สมมุติว่าเราทำโทรศัพท์หาย ตามเท่าไหร่ก็ตามไม่เจอ ในช่วงวันที่สองหลังจากที่ทำหายเราลอง ทำใจ คือการทำใจว่ามันคงไม่กลับมาหาเราแล้ว ตามเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพราะคนพลุกพล่าน ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่รัฐช่วยเขาก็คงทำเต็มที่แล้ว บางที “การที่เราสูญเสียบางอย่างไป ก็เพื่อสิ่งใหม่ที่จะเข้ามา” ทำใจยอมรับ
2. ยืนหน้ากระจกคุยกับตัวเอง บอก Mindset เราว่า “นี่เรากำลังทุกข์หรือ เราจะร้องไห้ไปทำไม ถ้าร้องไห้ไปมากกว่านี้เราจะเป็นโรคซึมเศร้าไหม” อันที่จริงเราน่าจะเลือกเดินต่อไป ไม่ว่าอุปสรรคมันจะมีขวากหนามมากเพียงใด ลองนึกนะ สมมุติว่าคุณฝึกนึกศึกษาวิชาทหาร มีวันหนึ่งคุณต้องเดินป่าถือปืนจริง คนอื่นผ่านไปได้ด้วยดี แต่คุณดันไปเผลอเหยียบลวดหนามจนเท้าเป็นแผล แต่เหลือระยะทางเพียงแค่ 5 เมตร คุณจะสำเร็จ คุณจะเดินต่อไปหรือว่านอนรอทีมแพทย์มาช่วย เป็นผม ผมอาจจะลากขาตัวเองไปต่ออีกนิดจนสำเร็จ เพราะถ้าหากแผลมันไม่เยอะจนบาดเจ็บสาหัส เราอาจจะเป็นฮีโร่ในทีม โดยถึงเป้าหมายเป็นคนสุดท้ายก็ได้นะ

3.บอก Mindset ว่า “ Never say Never” อย่าพูดคำว่าเป็นไปไม่ได้สิ เช่น ไม่มีทางหรอกที่จะใช้หนี้หมด, ไม่มีทางหรอกที่จะมีรถขับแบบคนอื่นเขา, ไม่มีทางหรอกที่เราจะทำฝันสำเร็จ คำพูดพวกนี้ยิ่งพูดสมองของเรายิ่งจดจำ และหากมันจดจำมากๆมันก็จะเป็นจริง ในทางที่ดี บอกกับตัวเองเตือน Mindset เสมอว่า มันต้องเป็นไปได้ เราพร้อม เราต้องทำได้ เชื่อเถอะถึงจะไม่สำเร็จในทีเดียวแต่มันต้องมีสักเสี้ยวในความรู้สึกบ้าง ว่าจากที่แย่จะค่อยๆเริ่มดีขึ้น

4. เมื่อทำทั้งสามข้อแล้ว ขั้นตอนสุดท้าย ถ้าเจอปัญหาซ้ำซ้อนในขณะที่ปัญหาเก่ายังจัดการไม่เสร็จ ยิ้มรับกับมันเลย แล้วพูดว่า “แล้วไง” มาอีกก็ไม่กลัวอีก เจอปัญหาครั้งแรกอาจจะเจ็บปวดหน่อย แต่ถ้าครั้งต่อไปมันจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้ว มันจะรู้แล้วว่าต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร เริ่มจัดการความรู้สึกตัวเองก่อน จากนั้นก็เริ่มแก้ปัญหาได้เลย
สี่ข้อนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกปัญหาให้หมดไปได้อย่าง 100% แต่สี่ข้อนี้จะช่วยปรับ Mindset ให้คุณคิดบวกเพื่อจะได้มีกำลังใจในการแก้ปัญหาต่อไป…






