OPINION

ไม่สน เรื่องของ closed mind

สุรพร เกิดสว่าง
3 ธ.ค. 2560
หญิงสาวเดินออกจากห้องประชุมด้วยความอ่อนล้า เธอรู้สึกเหมือนกับว่าใครๆหลายคนมองเธอเป็นคนไม่เปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆของ consultant หนุ่มที่ถูกจ้างมาวิเคราะห์ระบบการทำงานของบริษัท
 
เธอหวนนึกไปถึงไม่กี่สิบนาทีที่ผ่านมานี้กับ slides ที่ consultant คนนั้นฉายให้ที่ประชุมดู ในภาพเต็มไปด้วย template หรือที่เรียกว่า “best practice” ที่เชื่อว่าได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก และดูเหมือนทุกคนในห้องจะตื่นเต้นเป็นพิเศษกับแนวคิดและวิธีการต่างๆที่ปรากฏอยู่บน slides ชุดนั้น
 
เธอก็เช่นกัน เพียงแต่เธอมองว่า มีหลายอย่างที่ template นั้นต้องเอามาปรับแต่ง บางอย่างอาจใช้ไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะในแง่ปัจจัยพื้นฐานไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กร และนิสัยคน และนั่นทำให้เธอแสดงความเห็นออกมา
 
“ผมว่า เราต้องอย่าไปติดอยู่กับความคิดเก่า ไม่อย่างนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” ชายหนุ่มท่าทางความรู้ดีในฐานะ consultant ค่าตัวแพง แย้งกลับ  “ที่ผมมาเล่าวันนี้คือ best practice ครับ ที่ใช้ได้มาแล้วหลายแห่ง ก่อนมาถึงวันนี้เราประเมินแล้วว่ามันสามารถใช้ได้ดีที่นี่ และเรามีวิธีการว่าจะทำอย่างไรจากคลังความรู้ของเรา หรือ knowledge depository ที่พร้อมจะหยิบเอามาใช้” ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ แต่เหมือนไม่ได้สนใจกับความเห็นของเธอนัก  
 
หญิงสาวนึกในใจ ใครกันแน่ที่ยึดติดกับความคิดเก่า? เธอกำลังห่วงการปรับเปลี่ยนให้ได้ผลที่ดีสุด และ ให้ practical ที่สุด แต่ดูเหมือน consultant คนนั้น จะยึดติดกับ template ราคาแพงมากกว่า โดยไม่สนใจฟังประสบการณ์จากสถานการณ์จริงของเธอเลย
 
ที่แย่กว่านั้นก็คือ ในที่ประชุมที่เต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูง ดูเหมือนจะมองว่าเธอเป็นคนยึดติดกับความคิดเดิมๆ เช่นนั้นจริงๆ  ใครกันแน่ที่เป็น closed mind ?


 
Closed mind หรือ ใจปิด เป็นอาการที่ใครๆก็มีในบางสถานการณ์ บางครั้ง การปิดกั้นการรับรู้ก็อาจจะมีประโยชน์ในกรณีที่ต้องการความรวดเร็ว ประเภท zero focus เช่นในสภาพ “fight or flight” หรือ สู้หรือหนี เมื่อเผชิญกับวิกฤติการณ์เฉพาะหน้า อย่างการวิ่งหนี แต่ในสถานการณ์ทั่วไป การปิดกั้นการรับรู้น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี และหากกลายเป็นบุคลิกหรือ character ประจำตัวก็ย่อมจะเป็นปัญหา
 
บางคนมีอาการ closed mind เฉพาะบางสถานการณ์ หรือ “situational closed mind” ซึ่งมักเกิดเฉพาะในเรื่องที่เขาถือว่าเป็น expert แต่ยังแอบไม่มั่นใจในตนเองอยู่ลึกๆ  ทำให้ไม่อยากรับฟังข้อมูลข่าวสารที่อาจจะมาท้าทายความเป็น expert ได้ เพราะจะทำให้เขากังขาความสามารถของตนเอง
 
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเจอบางคนที่ในเรื่องทั่วไปก็ดูเหมือนเป็นคนใจเปิดกว้าง แต่พอเข้าสู่เรื่องที่เขาถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ subject domain expert แล้ว เขาจะเปลี่ยน mode ทันที กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยรับฟังอะไรนัก พร้อมกับคอยจับผิดและว่ากล่าวคนอื่นอยู่เสมอ จนดูเสมือนเป็นคนละคน ซึ่งอาการนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ที่จริงแล้ว ลึกๆ เขาเองก็ไม่ได้มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนนัก หากเกรงว่าจะมีคนมาพบ “ความจริง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะกระทบความเป็นตัวตนของเขาได้ 
 
นอกจากเรื่องของความไม่มั่นใจตนเองแล้ว อีกสาเหตุของ situational closed mind คือ “sunk cost” หรือ ต้นทุนในอดีตที่ได้ลงแรงไปแล้วเพื่อความรู้ที่ได้มา ยิ่งต้นทุนในอดีตสูง ก็ยิ่งต้องใช้เวลาและความพยายามมากและทำให้รู้สึกว่า ความรู้ที่ได้มานั้น เป็นสิ่งที่มีความผูกพัน จนถูกท้าทายไม่ได้ ซึ่งอาการนี้จะควรจะบรรเทาลง หากได้หวนคิดว่า sunk cost คือต้นทุนในอดีตที่ได้จ่ายไปแล้ว ไม่ว่าความรู้นั้นจะหามาได้ยากเย็นแสนแพงเพียงไร ก็ไม่ใช่เรื่องของปัจจุบันหรืออนาคตอีกต่อไป จึงไม่ต้องเสียดาย หากจะพบว่า มีสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่ามาแทนที่ 
 
อาการ situational closed mind นี้ ย่อมทำให้ผู้นั้นย่อมพลาดโอกาสที่จะเป็น expert อย่างที่ตัวเองอยากจะเป็น เพราะความรู้ที่ได้มากลายเป็นเกาะกลางมหาสมุทร ที่ไม่เชื่อมต่อกับความรู้อื่นที่พัฒนาไปเรื่อยๆ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คนที่เป็น situational closed mind จะมีการมองโลกแบบแยกชิ้นส่วนหรือ modular ที่แต่ละชิ้นส่วนไม่ค่อยจะเชื่อมต่อกัน ทั้งที่ในโลกความจริง แต่ละเรื่องมักเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
 
ว่ากันว่า ธรรมชาติของการเรียนรู้คนเรานั้น เป็นไปตาม Bayes’s Theorem นั่นคือ ในเรื่องหนึ่งๆ เราจะ update ปรับความเชื่อใหม่เมื่อมีหลักฐานใหม่เสมอ หากเราเป็น closed mind ปิดกั้น ไม่อยากรับฟังหลักฐานใหม่ หรือเรื่องใหม่แล้ว การ update ความเชื่อหรือความรู้ก็จะไม่เกิด และความรู้ที่หยุดนิ่งนั้น ก็จะถูกนำมาใช้ซ้ำๆ แบบเดียวกันกับทุกเรื่อง ตีความแบบเหมารวมหรือ stereo typing ไปหมด   
 
โลกของ situational closed mind จึงง่ายกว่าความเป็นจริงในแนวราบ ด้วยการมองแบบเหมารวม แต่ยากกว่าความเป็นจริงในแนวลึก เพราะเขาต้องพยายามทำให้มันยากเข้าไว้เพื่อรักษาสถานภาพ expert  ผลคือ คน situational closed mind จะเหมือนที่เปรียบเปรยว่า  “มองเห็นแค่ต้นไม้แต่ละต้น แต่มองไม่เห็นป่า” หรือ seeing trees but not the forest  
 
นอกจาก situational closed mind ที่เป็น closed mind เฉพาะบางเรื่องแล้ว ก็มีบางคนมีบุคลิกนิสัยเป็นคน closed mind จริงๆ คือ ไม่ค่อยอยากรับฟังความเห็นค้านในเกือบทุกเรื่อง 
 
ว่ากันว่า การที่บางคนมีนิสัยบุคลิก closed mind นั้น ก็เพราะว่า คนๆนั้นได้รับการ feed back จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าการเป็น closed mind ให้ผลดีกับชีวิตมากกว่าที่จะเป็น opened mind  อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมมากมายที่ให้รางวัลต่อการ closed mind มากกว่า เสมือนเป็น กติกาที่ไม่ได้เขียนไว้ หรือ unwritten rule  ว่า หากจะก้าวหน้าในสภาพแวดล้อมนั้นได้ ก็ต้องปิดกั้นการเรียนรู้ในระดับหนึ่งเสียก่อน ไม่งั้นไม่รุ่ง
 
นั่นหมายความว่า คน closed mind ไม่ได้เป็นคนที่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว เขาเพียงทำตามสิ่งที่เรียนรู้และหล่อหลอมมาอย่างมีเหตุผลเท่านั้นเอง หลายคนที่เป็น closed mind จึงสามารถแปรเปลี่ยนกลายเป็นคน opened mind ได้ หากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ที่ให้รางวัลกับคน opened mind  เพราะ เมื่อ rule of the game เปลี่ยน คนก็จะเปลี่ยนตาม 
 
ยกเว้นว่าเขาอยู่ใน same rule of the game มานานไป จนทัศนคติถูกฝังลึกไปแล้ว
 
เป็นไปได้ว่า closed mind อาจถูกหล่อหลอมจากการศึกษาแบบสอนให้ท่องจำเพื่อเอาไปตอบข้อสอบ จนเกิดทัศนติว่า “มีอยู่คำตอบเดียวที่ถูกต้อง”  เพราะถ้ายิ่งคิดมากนอกเหนือไปจากการท่องจำ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อคะแนนที่ได้  และยิ่งใช้วิธีการเก็งข้อสอบด้วยข้อสอบเก่า ก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับการท่องจำคำตอบมากขึ้น
 
และนั่น ทำให้คนที่ผ่านวิธีการเรียนแบบนี้มาอย่างโชกโชนคุ้นเคยกับทัศนะที่ว่า “คำตอบมีอยู่เพียงคำตอบเดียว” โดยเชื่อว่า หากขวนขวายหาคำตอบมาแล้วและที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ดี  ก็ไม่ควรจะมีคำตอบอื่นใดอีก หรือ ถ้ามีคำตอบอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เช่นเดียวกับการตอบข้อสอบ ที่หากตอบแบบอื่นก็น่าจะมีโอกาสถูกต้องได้ แต่ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการไปชี้แจงถกเถียงกับผู้สอนหลังคะแนนออกให้ลำบากเปล่าๆ และมักจะไม่ได้ผลอเสียด้วย  สู้ตอบตามที่ท่องมาย่อมได้คะแนนดีแน่ๆ  
 
ไม่เพียงแต่การเรียนเท่านั้น หากเราอยู่ในสังคมหรือที่ทำงานที่ต้องการคำตอบ “ชัดเจนรวดเร็ว” มากกว่าคำตอบคลุมเครือประเภท “มันขึ้นอยู่กับ...” (It depends on..)  ก็ย่อมจะถูกหล่อหลอมกลายเป็นคน close mind ได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ในโลกที่เป็นจริง ยิ่งเรื่องซับซ้อน ยิ่งไม่มีคำตอบใดถูกต้องอย่างเด็ดขาด หากมีข้อดีข้อเสียที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ขณะนั้น เงื่อนไขสภาพแวดล้อม หรือตัวบุคคลที่ถนัดไม่เหมือนกัน  และอาจมีได้หลายคำตอบ
 
แต่เนื่องจากคำตอบประเภท “it depends” นั้น อาจดูเหมือนลังเล ไม่ฟันธง คล้ายกับผู้ตอบไม่มีความมั่นใจ และอาจไม่เป็นที่ถูกใจฝ่ายบริหาร เพราะเท่ากับโยนการบ้านหรือภาระต่อให้กับคนที่มีอำนาจตัดสินใจอีกต่อหนึ่ง จึงทำให้ในหลาย culture ขององค์กร ให้คุณค่าหรือ “คะแนน”ของ performance กับคำตอบชัดเจนแบบฟันธง เสียมากกว่า ทั้งที่นั่นคือการฝึกฝนให้องค์กรและคนติดนิสัย closed mind ไปโดยปริยาย
 
Closed mind อาจเป็นเหรียญสองด้านก็ได้ ในขณะที่คนหนึ่งกล่าวหาอีกคนหนึ่งว่า closed mind ก็อาจเป็นไปได้ว่า เท่ากับเขาเองก็ไม่ได้รับฟังเหตุผลจากคนนั้นเช่นกัน  

“คุณต้องเปิดใจกว้าง”  หลังประชุม ผู้บริหารคนหนึ่งพูดกับหญิงสาวจากในลิฟต์ระหว่างที่เธอเดินมาส่ง 
 
เธอกำลังจะอ้าปากอธิบาย พร้อมกับจะขยับเข้าไปในลิฟต์ แต่แล้วผู้บริหารท่านนั้นก็กดประตูลิฟต์ให้ปิดลง ทิ้งเธอยืนให้ค้างอยู่หน้าลิฟต์ท่ามกลางความเงียบ
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เรื่องไม่ลับ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ หลังกำแพงเรือนจำ
แขกไม่ใช่ผัว มันก็แค่มา Yes แก้เซ็ง หน้าที่ของพวกเราคือรีบๆ ทำงานรีบเก็บเงินจะได้เลิกอาชีพนี้ ไม่ใช่ขาย Hee ไปยันแก่ตาย