ในปี ฤดูร้อนปี 1812 ที่กรุงเวียนนา นักเปียโนสาวน้อยชื่อ เอมิลี่ ส่งจดหมายในรูปแบบสมุดเล่มเล็กไปยัง
เบโธเฟน คีตกวีเอก ในฐานะศิลปินในดวงใจซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้น เบโธเฟนตอบจดหมายพร้อมด้วยคำ
เฉลยว่า ศิลปินอย่างเขานั้นมีทัศนะอย่างไร ในย่อหน้าหนึ่ง เบโธเฟน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน
ฉุนเฉียวง่าย เขียนว่า
“..ศิลปินที่แท้จริงเขาจะไม่ทำตัวกร่าง เขามองโลกศิลปะอย่างไร้ขีดจำกัด และรู้สึกเสมอว่า เขายังห่างไกล
ยังมืดมืดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และถึงแม้จะได้รับการยกย่องจากใครต่อใคร เขาก็รู้สึกเศร้าที่ยังไม่สามารถ
ไปถึงจุดหมายที่ต้องการ อันห่างไกลเสมือนดวงอาทิตย์ได้..”
ดูเหมือนว่าการ “รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้อีกมาก” ถือเป็นเคล็ดลับของ เบโธเฟน นักแต่งเพลงและนักดนตรีที่สร้าง
ผลงานอมตะให้กับโลกมาจนถึงทุกวันนี้
ในสังคมทั่วไป ความไม่รู้ ถือเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา การยอมรับว่าไม่รู้ดูจะเป็นสิ่งอ่อนแอ เราไม่ค่อยเจอใคร
ในที่ประชุมบอกว่าไม่รู้ เราไม่ยอมรับด้วยว่าเราไม่รู้ เพราะสังคมกดดัน และนั่นทำให้หลายคนต้อง :
รู้ว่าไม่รู้ แต่บอกว่ารู้ : I know what I don’t know - but I say I know.
แต่ยังมีความไม่รู้อีกแบบหนึ่ง ที่อาจจะน่ากังวลกว่า นั่นคือ “ไม่รู้ว่าไม่รู้ และคิดว่ารู้”: Don’t know what
don’t know but believe I know. (ซึ่งข้อความนี้ ไม่สามารถมีประธานเช่น ฉัน หรือ I ได้ เพราะ
ตัวเองย่อมไม่รู้ว่าตัว)
นักจิตวิทยาบอกว่า ความสามารถมองเห็นรูปแบบหรือ pattern ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เหตุการณ์ต่างๆ
และต่อเป็นภาพขึ้นมาได้ เป็นส่วนประกอบหลักของการมีสติปัญญาของมนุษย์ จากการศึกษาพบว่า
คนที่สามารถมองเห็น pattern ได้ดี จะเข้าใจความรู้สึกคนอื่น วางแผน เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และวิเคราะห์ได้ดี
เพราะมี template ในใจที่สามารถหยิบมาใช้ได้รวดเร็ว โดยปรับ template นั้นให้สอดคล้องกับ
ความเป็นจริงเป็นกรณีๆไป
ปัญหาคือ ถ้าไม่ปรับ template จะกลายเป็นปัญหาที่เรียกว่า stereo typing คือ “การเหมารวม”
พยายามเอาสิ่งที่เห็นมาจับยัดใส่ใน template ให้ได้ และยิ่งถ้าการมอง pattern ตั้งแต่แรกก็มโนไปเองอีก
คราวนี้ความคิดก็จะล่องลอยหลุดจากความจริงไปเลย
ดังนั้น ข้อต่อของสติปัญญาคน จึงขึ้นอยู่กับสองด่านนี้ ด่านแรก คือ การมองภาพรวม เชื่อมโยงตัวแปรที่
ซ่อนได้อย่างมีระบบ ส่วนด่านที่สองคือ การใช้ pattern นั้น ในการวิเคราะห์ บางคนอาจผ่านด่านแรก
อย่างประทับใจ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชียวชาญ แต่ไปตายด่านที่สอง คือ ทำประหนึ่งว่า pattern ที่ค้นพบนั้น
เป็น one-size fits all
ในด่านแรก เราคงรับรู้ได้ไม่ยากว่า คนนี้เก่งหรือไม่ในการมอง pattern เพราะการมองอาจสามารถ
อธิบายได้เป็นฉากๆ จนบางครั้งต้องอุทานในใจว่า “คิดได้ยังไงนี่” และผู้นั้นได้รับสถานภาพ expert ไป
แต่ในด่านที่สอง คือการใช้ pattern ที่อยู่ในรูป mental template นั้น ยากกว่าที่จะมองเห็นว่า เขากำลัง
stereo typing หรือ เหมารวม อยู่หรือเปล่า เพราะไม่ง่ายที่จะล่วงรู้ว่า สิ่งที่เขาวิเคราะห์ออกมานั้น
มาจากการปรับเปลี่ยนความรู้ที่ได้มาไปตามข้อสังเกตที่ค้นพบ หรือ มาจากการจับยัดสิ่งที่พบเห็นลงใน
mental template สำเร็จรูปที่ีมีอยู่แล้วในใจ
เราจึงพบ consultant ที่ลูกค้ายังไม่ทันอธิบายจบ ก็เสนอวิธีแก้ไขปัญหาได้ ด้วยการงัด power point
หรือ template ที่ตุนไว้ออกมาร่ายยาว โดยการพยายาม match ปัญหาลูกค้าให้เข้ากับ power point slide
ที่มี ทั้งที่ควรจะเป็นคือ match power point slide เข้ากับปัญหาลูกค้า เพื่อศึกษา gap จากประสบการณ์
ที่เคยพบกับประสบการณ์ใหม่
หรือในโรงเรียนแพทย์ที่ Dr. Robert Wears แห่ง University of Florida, ผู้สอนทาง emergency medicine
มีความเห็นว่า นักเรียน resident แพทย์ปีที่สองนั้นอันตรายที่สุด เพราะเริ่มมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น
แต่ก็ “ยังไม่รู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้” โดยเฉพาะกับ case ที่ร้ายแรงแต่ไม่ค่อยเจอ จึงอาจจะกล้าทำอะไรลงไป
โดยที่ตัวไม่รู้ว่าเสี่ยงแค่ไหน ส่วน แพทย์ resident ปีหนึ่งนั้นปลอดภัยที่สุด เพราะ “รู้ว่าตนไม่รู้”
จึงระมัดระวังเป็นพิเศษ
นักจิตวิทยาเรียก อาการที่คิดว่า “ตัวเองรู้ดี แต่ที่จริงไม่รู้” ว่า Dunning - Kruger Effect อันถือเป็นปกติของ
ธรรมชาติมนุษย์ เพียงแต่จะเด่นชัดในบางคน และยิ่งได้ชื่อว่าเป็น expert ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อ Dunning -
Kruger Effect มากยิ่งขึ้น เพราะผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความมั่นใจในตนเองสูง จนบางครั้งไปปะปนกับ ego
ทำให้การพึ่งความเห็นผู้เชี่ยวชาญล้วนๆ นั้นถือว่าเสี่ยงเกินไป
ไม่เพียงแต่ Dunning-Kruger Effect เท่านั้น บางคนอาจอาการเกิดที่เรียกว่า Atir Rosenzweig-Dunning
Effect เพิ่มอีก นั่นคือ คราวนี้ คนที่เป็น expert อ้างว่ารู้ในสิ่งที่ไม่เคยมีจริง
มีการทดลองโดย แกล้งสมมติศัพท์แปลกๆที่ไม่มีจริงในวงการการเงิน เช่น pre-rated stock, fixed-rate
deduction, annualized credit หรือ ในวงการ bio-tech อย่าง meta-toxin, bio-sexual, retroplex
ปรากฏว่า expert เกือบทั้งหมด บอกว่ารู้จักคุ้นเคยกับศัพท์พวกนี้และอธิบายได้ จึงสรุปได้ว่า ยิ่งคนเรารู้
มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสับสนกับ “What we don’t know what we don’t know” หรือ “ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่ไม่รู้”
มากขึ้นเท่านั้น
คนที่คิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่จริงๆไม่รู้ หนักๆเข้าอาจกลายเป็น conspiracy thoerist หรือ
นักทฤษฎีสมคบคิด ก็ได้ โดยคนกลุ่มนี้ จะปฏิเสธการตรวจสอบข้อมูล แต่จะสรุปเองแบบฟันธงว่า
“มันต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน” และยึดมั่นในข้อสรุปนี้อย่างเหนียวแน่น นักจิตวิทยาบอกว่า ยิ่งคนที่ไม่มั่นใจ
ในตนเองมาก ก็ยิ่งติดกับความเป็น conspiracy theorist มากเพราะนั่นคือความเป็นตัวตนของเขาที่ทำให้
เขารู้สึกมีความสำคัญขึ้นมา หากเลิกเชื่อ ความเป็นตัวตนก็จะไม่เหลือและเขาจะหมดความรู้สึกพิเศษไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “เบื้องหลัง..” ต่างๆ ไปจนถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาว
อาการรู้หลอกๆ ทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้น ถ้ายอมรับแต่เสียแรกว่า “ไม่รู้” ใน Harvard Business Review
พูดถึงการ ทำ role play เพื่อทดสอบว่า ระหว่าง
กลุ่มที่ 1 เชื่อว่า ตนเองรู้
กลุ่มที่ 2 เชื่อว่า ตนเองรู้ดีอยู่แล้ว
กลุ่มที 3 ไม่แน่ใจ เลยเดาๆเอา
กลุุ่มที 4 ยอมรับว่า ตนเองไม่รู้
จากการทดสอบต้องการหาคำตอบว่า "กลุ่มไหน สามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ strategic decision making
ได้ดีที่สุด?" ผลปรากฏว่า หลังจากทำ role play หลายครั้ง กับหลายคน หลายอาชีพ พบว่า กลุ่มที่ทำได้ดีที่สุด
คือ กลุ่มที่ยอมรับว่า ตนเองไม่รู้
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะคาดว่า พวกที่เชื่อว่าตนเองรู้แล้ว จะตัดสินใจเร็วมากเพื่อให้จบๆไป โดยละเลยเงื่อนไข
ของปัญหา หรือความรู้ที่ต้องใช้เพิ่มเติม อีกทั้งกลุ่มนี้อาจจะมองการแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูป กึ่งๆ
one-size fits all ก็เลยพลาด
ที่น่าสนใจคือ สังคมทั่วไปยังมีค่านิยมว่า ผู้นำต้องเป็นคนเด็ดขาด เชื่อมั่นในตนเอง สามารถตัดสินใจเร็ว
ทันใจ ซึ่งที่จริงแล้ว นั่นคือบุคลิกภาพที่น่าจะเป็นปัญหาต่างหาก
และสังคมทั่วไปยังมองอีกว่า คนที่ยอมรับว่าตนไม่รู้ ตัดสินใจช้าเพราะต้องหาข้อมูลเพิ่มก่อน
เป็นคนที่ไม่เก่ง ดูไม่สมบทบาทผู้นำ ปัญหาที่พบคือ คนเรามักถูกกดดัน จากสังคม จากที่ทำงาน ว่า
ต้องทำตัวให้ดูเป็นคนเชื่อมั่นสูง ตัดสินใจเร็ว ก็เลยต้องเล่นบทตามนั้น ผลคือ คนเล่นบทนี้อาจได้หน้า
แต่ผลเสียอาจจะเกิดขึ้นต่อมา และต้องมาเก็บกวาดทีหลัง กลายเป็นภาระกับคนอื่นและองค์กร
(ซึ่งบางทีก็ไม่มีใครสังเกต)
เรียกได้ว่า เป็นค่านิยมที่ควรเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะกับศตวรรษที่ 21
นอกจากนั้น ความไม่รู้ คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตสนุกสนาน+น่าสนใจ ใครที่ไม่กล้ายอมรับ
จะทำให้ชีวิตพลาดอะไรดีๆไปอย่างน่าเสียดาย ถือเป็นการใช้ชีวิตไม่เต็มที่
เหมือนอย่างที่ Albert Einstein กล่าวไว้ว่า
“The most beautiful thing we can experience is the mysterious.”






