OPINION

ไม่รู้จะดีกว่าไหม? : เรื่องของ “toxic knowledge”

สุรพร เกิดสว่าง
8 เม.ย. 2562
เป็นที่ถือกันว่า “Knowledge is power.” รู้ความจริงไว้ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และการใช้ชิวิตบนความจริง ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำอยู่แล้ว
 
แต่ในบางสถานการณ์ มีความเห็นแย้งว่า การรู้ความจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้ หากการล่วงรู้นั้น ทำให้ปัญหาที่มีอยู่แล้ว ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก ในทำนองว่า information overload กลายเป็นว่า ความจริงที่ว่านั้นเป็น noise หรือ ข้อมูลที่ทำให้เสียสมาธิ เกิดความสับสน จนไม่เกิด value-added ใดๆกับการตัดสินใจ 
 
และในบางสถานการณ์อาจร้ายแรงไปกว่านั้นอีก โดยเฉพาะความจริงที่ยิ่งรู้ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักขึ้น เพราะทำให้เกิดความเศร้าหมอง หดหู่ หรือตื่นตระหนก  และที่สำคัญ รู้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ แก้ไขอะไรไม่ได้
 
นักจิตวิทยาบางคนเรียก ความจริงที่อันตราย และไม่พึงประสงค์ นี้ว่า “toxic knowledge”
 
ยังไม่มีข้อยุติว่า ต่อให้เป็น toxic knowledge ก็ควรจะรับรู้อยู่ดีหรือไม่ ควรหรือไม่ที่จะปิดบัง อย่างเช่นกรณีการตรวจยีนว่า ในอนาคตเจ้าของยีนนั้นจะป่วยโรคร้ายที่รักษาไม่ได้ อย่างเช่นโรค Huntington, Lynch Syndrom หรือแม้กระทั่ง Alzhiemer (ที่ไม่ได้เสียชีวิต แต่ก็สูญเสียความเป็นตัวตน) หรือไม่? เพราะรู้ไปก็ไม่ได้ช่วยในการรักษา และยังอาจทำให้ชีวิตที่เหลือคุณภาพลดลง จิตใจแย่ลง จนอาจทำให้กระทบสุขภาพ และชีวิตสั้นลงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป 
 
หรือว่า ควรจะรับรู้ไว้เพื่อที่จะได้จัดการชีวิตให้เรียบร้อย รีบทำให้สิ่งที่อยากทำ ใช้ชีวิตให้คุ้ม  ก่อนจะหมดเวลา?
 
และที่สำคัญ “ความจริง” ที่ว่านั้น ในหลายกรณีเป็นเพียง ความเป็นไปได้ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น 100% อย่างเช่น ผลการตรวจยีน หรือ polygenic score ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่แน่นอน 100% ไปจนแค่การคาดเดา อีกทั้งในบางโรค การจะเกิดโรคเพราะมียีนนั้นยังไม่พอ ต้องอาศัยปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย ที่บางครั้งก็อยู่นอกเหนือความคาดหมายของความรู้ในปัจจุบัน 
 
มีการทดลองโดย Stanford University กับคนที่ได้รับการตรวจเช็คว่ามี ยีน CRB1 แบบ “high risk type” หรือ “proective type” โดยคนที่มีแบบ high risk type จะเหนื่อยง่ายในการออกกำลังกายแบบ aerobic เช่น วิ่ง กระโดด เต้น  ส่วนคนที่มี protective type จะไม่มีปัญหานี้ 
 
แทนที่จะบอกผลตรวจตามจริง ทีมงานแบ่งผู้ถูกตรวจอย่าง random ออกเป็นสองกลุ่ม และแจ้งผลอย่างหลอกๆว่า กลุ่มหนึ่งมียีนแบบ protective อีกกลุ่มมียีนแบบ high risk
 
จากนั้น ทีมงานทำการวัดผลการออกกำลังกายแบบ aerobic โดยให้วิ่งบนลู่สายพาน เปรียบเที่ยบกับก่อนการตรวจยีน พบว่า คนที่ได้รับการบอกว่ามียีนแบบ high risk จะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าเดิม วิ่งได้สั้นกว่าเดิม ส่วนคนที่คิดว่าตนเองมียีนแบบ protective สามารถออกกำลังได้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และยังพยายามมากขึ้น เพื่อจะทำลายสถิติตัวเองอีกต่างหาก ทั้งๆที่ไม่ได้มียีนแบบนั้นจริง
 
เช่นเดียวกับการทดลองของทีมเดียวกันในเรื่อง ยีน FTO ที่เกี่ยวกับโรคอ้วน ซึ่งมีทั้ง high risk และ protective  พบว่า กลุ่มที่ได้รับการบอกอย่างสุ่มว่ามียีน FTO แบบ protective มีระดับ hormone ที่ทำให้รู้สึกอิ่มสูงขึ้น จึงรู้สึกกินแล้วอิ่มเร็วกว่าเดิม อันหมายถึงนิสัยคนไม่อ้วน ส่วนคนที่ถูกบอกว่ามียีน FTO แบบ high risk ไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ 
 
นั่นหมายความว่า ความรู้สึกและกลไกในร่างกายของจะเปลี่ยนไปตามความเชื่อ เพียงแค่เชื่อว่าร่างกายแย่เพราะมียีนไม่ดีอยู่ ก็จะทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายแย่ลงได้จริงๆ ทั้งที่ไม่ได้มียีนเหล่านี้เลย
   
ในกรณีที่มียีนร้ายอยู่จริง โดยเฉพาะยีนที่ทำให้ในอนาคตต้องป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา อย่างโรค Huntington พบว่า ผู้ถูกตรวจนั้นจะรู้สึกว่ามีร่างกายอ่อนแอลง และมีปัญหาตามอาการของโรคนั้นในทันที ทั้งๆที่โรคนั้นยังไม่เกิดขึ้น มีงานศึกษาลงใน American Journal of Psychaitry ในปี 2014 รายงานว่า คนที่พึ่งตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรค Alzhiemer ในอนาคต มักจะทำการทดสอบเรื่องความจำได้แย่ลงในทันที และมองว่าตนเองมีความจำแย่ลง ทั้งที่ยังไม่เป็นโรคนี้แต่อย่างใด   
 
การศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ผลจากการตรวจอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้ป่วย มากกว่าผลจริงจากยีนนั้นเสียอีก โดยเฉพาะในระยะสั้น
 
ทั้งหมดนี้อาจพอบอกได้หรือไม่ว่า เราไม่ควรไปสนใจตรวจหายีนพวกนี้เลย? เพราะถ้าหากพบว่ามียีนร้ายเหล่านี้  เราก็ทำอะไรไม่ได้ และยังทำให้ชีวิตเศร้าไปเปล่าๆ? สู้ไม่รู้เลยดีกว่าไหม?
 
เราไม่ควรสนใจ toxic knowlege จะดีกว่าไหม? ปล่อยให้มันเป็นความลับอยู่อย่างนั้น
 
ทว่า นักจิตวิทยาบอกว่า ธรรมชาติของคนเรา มักจะรู้สึกแย่กับ “เรื่องร้ายที่ไม่แน่ใจ” มากกว่า “เรื่องร้ายที่แน่ใจ” 
 
สมองคนเรามักจะมองหา pattern อยู่ตลอดเวลา และพยายามปะติดปะต่อข้อมูลที่ไม่ครบ ให้เกิดเป็นภาพที่เป็นรูปร่างขึ้นมา ตราบใดที่เราไม่รู้ว่าภาพนั้นจริงๆเป็นอย่างไร เราก็จะพยายามมโนแล้วมโนอีก ให้เห็นภาพรางๆจนได้ วนเวียนเป็น loop อยู่อย่างนั้น จนกว่าความจริงจะปรากฏ
 
มนุษย์เราจึงเกลียดความไม่แน่นอนเป็นที่สุด  และนั่นเป็นคำตอบว่า ทำไมหลายคนถึงต้องพึ่งหมอดู เพราะเชื่อว่า หมอดูสามารถให้คำตอบได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตมีความแน่นอนขึ้นมาในระดับหนึ่ง 
 
คนส่วนใหญ่ จึงชอบข่าวร้ายมากกว่าความไม่รู้ อย่างที่กล่าวว่า “Bad news is better than no news” เพราะถ้ารู้แล้ว จะได้หยุดฟุ้งซ่าน นักจิตวิทยา Daniel Gilbert อธิบายไว้ใน New York Times ว่า เมื่อเรารู้ข่าวร้าย เราอาจจะสติแตกไปชั่วขณะ แต่จากนั้นก็ต้องหันมายุ่งกับการแก้ไขปัญหา จึงไม่มีเวลากังวล ส่วนคนที่นั่งรอข่าว ยังไม่มีอะไรให้ทำ จึงคิดไปต่างๆนานา ยิ่งการนั่งรอนั้น มีทั้งกระแสข่าวดีและไม่ดีที่ยัง confirm ไม่ได้ ไหลเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้เกิดอาการเครียดหนักด้วยอารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นลงตามข่าว
 
และนี่คือคำอธิบายการศึกษาของ Harvard Medical School ในปี 2010 กับคนไข้ 214 คนที่ทำ biopsies เรื่องมะเร็งเต้านม ที่ว่า คนไข้ที่รอผลการตรวจมะเร็ง มีความเครียดมากกว่าคนไข้ที่รู้ผลตรวจว่าคนเป็นมะเร็งแล้วและรอการรักษาอยู่ อย่างชัดเจน
 
แต่มะเร็งยังพอรักษาจัดการได้ แล้วถ้าเป็นเรื่องร้ายที่ รู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลย จะถือเป็น Bad news is WORSE than no news หรือไม่? 
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของมนุษย์คือ Bad news is better than no news อยู่ดี และทัศนะนี้ได้ถูกนำไปใช้ในเรื่องต่างๆ ตัวอย่างที่ extreme สุดคงเป็นเรื่อง “วันสิ้นโลก” ว่าเราควรจะรู้ก่อนหรือไม่ ถ้ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง
 


องค์กร Near Earth Object Information Centre (NEOIC) ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์ว่า จะมีวัตถุในอวกาศ อย่างดาวเคราะห์น้อยหรือ asteroid มาเข้าใกล้โลกจนเป็นอันตรายหรือไม่
 
เป็นที่รู้กันว่า ถ้าจะมี asteroid มาชนโลกจริงๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้ การจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หันเหทิศทาง ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะทำได้จริงด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน นั่นก็คือ ถึงรู้ล่วงหน้า ก็รอความพินาศอย่างเดียว
 
แต่ NEOIC ก็มีนโยบายชัดเจนว่า ทุกกรณีต้องรายงานให้ประชาชนรู้ อย่างในปี 2003 เดือนสิงหาคม NEOIC รายงานว่า asteroid 2003/QQ47 กำลังมุ่งหน้ามาเฉียดใกล้โลกในสิบเอ็ดปีข้างหน้า แต่แล้ว ในเดือนถัดมา NEOIC รายงานพร้อมกับ NASA ว่า เส้นทาง asteroid ดวงนี้ไม่ได้เข้ามาใกล้โลกอย่างที่คิดเลย
 
ที่จริงแล้ว NEOIC ยังไม่ต้องบอก โดยจะรอก่อนอีกหนึ่งเดือนหรือหลายปีเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นขึ้นก็ได้ หรือแม้กระทั่งไม่บอกสาธารณะชนเลยก็ได้อีก  แต่ NEOIC ยึดนโยบายว่า มีอะไรก็ต้องรายงาน เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่แคลงใจอยู่ตลอดเวลาว่า รัฐบาลเก็บความลับเรื่อง asteroid ชนโลกหรือไม่  นั่นคือ NEOIC ยึดหลัก Bad news is better than no news.
 
Bad news is better than no news ไม่ได้จำกัดอยู่กับเรื่องเจ็บป่วยหรือวันสิ้นโลกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องในชีวิตประจำวันด้วย อย่าง เรื่องชู้สาว
 
หลายคนเลือก “ไม่รู้จะดีกว่า”  ว่าอีกฝ่ายหนึ่งนอกใจหรือไม่ เพราะถ้ารู้ก็จะเสียความรู้สึก เสี่ยงต่อการเลิกรา และคิดว่าคงไม่เกิดประโยชน์อันใด ถ้าชีวิตคู่วันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว  ส่วนอีกหลายคนคิดตรงข้ามว่า “รู้แล้วจะได้ชัดเจน” โดยค้นหาความจริงเพื่อเคลียร์ข้อสงสัยเหล่านั้น เพราะถ้าไม่รู้ก็ระแวง เป็นคำถามคาใจอยู่ตลอดเวลา
 
การเลือกระหว่าง “ไม่รู้เสียจะดีกว่า” หรือ “รู้ไว้ซะ จะได้ชัดเจน” กับ toxic knowledge จึงขึ้นอยู่เฉพาะคน 
 
สำหรับคนบางคนที่สามารถก้าวข้ามธรรมชาติของมนุษย์ที่กลัวความไม่แน่นอนไปได้ และอยู่ได้สบายๆกับความไม่แน่นอน ก็จะเลือกที่จะไม่รู้ 
 
ส่วนคนส่วนใหญ่ ที่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เกลียดความไม่แน่นอน ก็คงอดไม่ได้ที่จะต้องรู้ให้ได้ ต่อให้รู้ว่ามันเป็น toxic knowledge และไม่แน่ใจว่าจะรับได้ ก็ตาม  
 
แต่ที่ดีที่สุด ก็คือ คนที่ยังคิดบวกในสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้ เช่น รู้ว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้มากที่จะเขาจะเป็นโรคที่รักษาไม่ได้และต้องเสียชีวิต แต่ก็สามารถรับกับความจริงนี้ได้ โดยรีบหันมาใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด การรับรู้ toxic knowledge จึงไม่ toxic สำหรับคนกลุ่มนี้ แต่มีประโยชน์ด้วยซ้ำ และก็ไม่แน่ว่า สิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้ในวันนี้ อาจมีเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งโชค มาทำให้แก้ไขได้ในวันข้างหน้า
 
ถ้าใครคิดว่าอยู่ในคนกลุ่มหลังนี้ ก็สามารถสมัครใจที่จะรับรู้ toxic knowledge ได้ ไม่ว่าร้ายแค่ไหนก็ตาม  
 
เพียงแต่ว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะมีความสามารถอย่างนั้น จนกว่าจะลอง? 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน byน้าชู
หนังสร้างแรงบันดาลใจอาจจะเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วหนังประเภทนี้มีคุณค่าและให้ข้อคิดมากกว่าแค่ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน