OPINION

แปะป้าย : เรื่องของ categorization และ labeling

สุรพร เกิดสว่าง
1 ม.ค. 2562
ในการ์ตูน Far Side ของ Gary Larson ที่ได้รับการแชร์กับมากที่สุดชิ้นหนึ่ง เป็นรูป บ้าน สวน และสัตว์เลี้ยง ที่ถูกป้ายสี เขียนว่า แต่ละอย่างคืออะไร ต้นไม้ ถูกเขียนว่า ต้นไม้ ประตูถูกเขียนว่าประตู รวมถึง เสื้อ กางเกง ของคนเขียน และหมากับแมว พร้อมด้วย caption ใต้ภาพการ์ตูนนี้ว่า “เอาละ นี่จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น!”

ในชีวิตจริง ถึงแม้เราไม่ถือสีประป๋องพร้อมแปรง ไปป้ายเขียนสิ่งต่างๆ เพื่อ “clear things up” อย่างในการ์ตูน แต่ ในใจเราทำงานเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา เราแยกประเภท และ “แปะป้าย” ลงบนผู้คนที่เรารู้จัก และ ไม่รู้จัก ด้วยความเชื่อมั่นว่า เขาเป็นคนอย่างไร 

Categorization หรือ การแบ่งประเภท เป็นเรื่องที่อยู่ในใจคนมาตั้งแต่การเรียนรู้การใช้ห้องสมุดตั้งแต่เป็นเด็ก ธรรมชาติของคนเราชอบที่จะจัดประเภทอยู่แล้วในใจ เพราะทำให้การมองโลกง่ายขึ้น ถือเป็นการ simplification หรือ ทำให้ง่าย อย่างหนึ่ง เกิดความแน่นอนขึ้นในการนิยามความหมาย และค้นหา 

มีงานศึกษาชี้ว่า คนที่มองแบบแยกประเภทได้เปรียบในการจดจำ โดยให้คนพูดภาษาอังกฤษกับคนพูดภาษารัสเซีย บอกสีฟ้า shade หนึ่งว่าเป็นสีอะไร ผลคือ คนพูดอังกฤษคิดนานกว่าที่จะบอกว่านั่นคือสีฟ้า ส่วนคนพูดรัสเซียบอกได้ทันทีว่าเป็นสีฟ้า เหตุผลก็คือ ในภาษารัสเซีย มีคำศัพท์ที่แยกประเภทของสีฟ้าต่าง shade หลายคำ จึงทำให้สามารถ identify สีฟ้าได้ง่ายกว่า 

คนเราแยกประเภท กับทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คน หรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างเหตุการณ์  เมื่อเรารู้จักใคร เรามักจะ “แยกประเภท” คนนั้นในใจอย่างทันที และเมื่อแยกแล้ว เราก็มักจะ “แปะ” หรือ label ป้ายกับคนนั้นๆ ว่าเป็นคนอย่างไร 

แต่ข้อเสียฉกรรจ์ของการ categorize และ label ก็คือ ในโลกที่เป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น ไม่ง่ายที่จะตีเส้นจัดแบ่งประเภทได้ชัดเจน ได้เหมือนกับ shade สี และเส้นกรอบที่ใช้ขีดแบ่งกับป้ายที่ใช้แปะในใจนั้น ก็ไม่เคยที่จะอยู่นิ่ง หากเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

เป็นเรื่องที่พบเสมอว่า เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยแยกแยะได้ง่ายๆ ก็ชักจะไม่ง่ายแล้ว ประเภทของเพลงที่เคยบอกได้ชัดๆว่าเป็นเพลงแบบไหน ก็มักจะเกิดการ fusion จนต้องสร้างประเภทใหม่ หรือ วิชาการสาขาต่างๆเกิดการ converge หรือรวมกัน  จนคนที่มี domain expertise หรือ ความสามารถหลัก โดดเด่นเพียงอย่างเดียว ไม่ง่ายเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนที่จะก้าวหน้าได้ 

ยิ่งโลกไปเร็วด้วยเทคโนโลยี การแยกประเภทยิ่งเริ่มมีปัญหามากขึ้น มีประโยชน์น้อยลงเรื่อยๆ ความรู้ทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะ converge เข้าหากัน คาบเกี่ยว intersect กันอย่างหนัก ในขณะเดียวกัน ก็เกิดสาขาความรู้ใหม่ขึ้นเรื่อยๆ  

นั่นหมายถึง สำหรับคนที่มี mindset แบบ categorization หรือ labeling คือ ชอบมองโลกรอบตัวแบบจัดแบ่งประเภทและติดป้าย ย่อมเสียเปรียบมากขึ้นทุกทีเช่นกัน เพราะโลกที่จริงนั้น ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเลย หากซับซ้อนและไม่ชัดเจนมากขึ้น

และที่เสียเปรียบมากคือ การ categorize และ label ตัวเอง 

นักจิตวิทยาเรียกการที่คนเราจัดประเภท+ติดป้ายตัวเองว่าเป็นคนแบบไหนว่า “labeling effect” ซึ่งอธิบายด้วย “lableing theory” ที่เชื่อว่า คนเราจะมีพฤติกรรมตามการถูก label จะโดยตัวเองหรือสังคมก็แล้วแต่ 

เช่น หากเรา label ตนเองว่าเป็นคนที่มี self confrol สูง เราก็อาจชนะใจตนเองได้จริงๆ หรือ หากคนอื่น label ตัวเราว่าเป็นไม่เอาไหน เราก็อาจคิดว่าตนเองเป็นเช่นนั้น และทำตัวไม่เอาไหนตาม กลายเป็นอย่างที่เรียกว่า self-fufilling prophecies คือ คาดว่าจะเป็นอย่างนั้น เลยทำให้ เกิดขึ้นตามนั้นจริงๆ



Labeling effect นั้นจึงมีทั้งด้านดีและด้านเสีย แต่ที่แน่ๆคือ เป็นการจำกัดตนเองอย่างหนึ่ง เหมือนกับการตีกรอบกำหนดชีวิตไว้ นักจิตวิทยาชี้อันตรายของการ label ว่า เมื่อเรา label ตัวเราเองหรือใครก็ตาม เรามักจะยึดติดอยู่กับ label นั้น ถือเป็น fixed mindset อย่างหนึ่ง 

นั่นคือ เราคิดว่า ตัวเราหรือคนที่ถูก label จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และนั่นหมายความว่า คนที่นิยมการแปะป้ายว่า คนนั้นเป็นคนอย่างนั้น ตัวเราเป็นคนอย่างนี้ จะเกิด fixed mindset ตามมาโดยไม่รู้ตัว  คือมองพฤติกรรมคนเป็นการเหมารวม หรือเป็น stereotype ไปหมด แทนที่จะมองเป็นเคสเฉพาะ เป็นเคสๆไป 

โดยเฉพาะบางคนที่ไม่แยกว่า อย่างไหนเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ situational ไม่ใช่เรื่องถาวร เช่น คนทำงานพลาด ก็ไป lable ว่าเขาเป็น “คนทำงานไม่เก่ง” ทั้งที่นั่นเป็นเพียงเคสเดียว และการพลาดครั้งนั้นอาจมาจากปัจจัยภายนอกสารพัด  

มีงานศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับ การมองแบบ label-fixed mindset นี้ อย่างเช่น ที่ลงใน Journal of Personality and Social Psychology ในปี 2014 โดย Yeager และทีมงาน พบว่า นักเรียนที่เชื่อว่า บุคลิกลักษณะคนนั้นเปลี่ยนกันได้ จะมีความเครียดน้อยกว่าและเกรดดีกว่านักเรียนที่เชื่อว่า personality นั้นเป็นเรื่องที่ถูก label อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น อย่างเช่น เมื่อเวลาเจอปัญหา สงสัยว่าคนอื่นไม่สนใจ คนที่ติดนิสัยแปะป้าย label จะกลุ้มใจ คิดมาก มากกว่า  

นั่นคือ การนิยม lable คนโน้นคนนี้ ทำให้ตัวเราเองกลายเป็นคนเครียด ไม่มีความสุข

หรือ บางคนที่ชอบ label อย่างแคบหรือ specific มากๆ  เช่น มองว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านนี้เท่านั้น ผลก็คือ เป็นการจำกัดตัวเอง และไม่เปิดใจให้กับโอกาสอื่นที่อาจผ่านมา  

ในศตวรรษที่ 20 หนังสือ self help หลายเล่มให้สูตรไปสู่ความสำเร็จในชีวิตว่า ต้องสร้างความสามารถเฉพาะทางให้เด่นชัด หรือ self specialization และพยายามเป็นจ้าวหรือ master ของความสามารถนั้นๆ แล้วความสำเร็จพร้อมชื่อเสียงจะตามมาเอง  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ แปะป้ายชัดๆว่าตัวเองคืออะไร แล้วทำให้ดีที่สุด  

แต่ในปัจจุบัน สูตรที่ว่านี้ อาจยึดถือไม่ได้เท่าเดิมแล้ว คนที่น่าจะไปได้เร็ว ต้องเป็นคนที่มีทั้ง specialization และ generalization ในตัวด้วย นั่นคือสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มี กับความรู้สาขาต่างๆและหยิบมาใช้ได้ตามต้องการ ไม่ใช่รู้แค่งานที่ทำ

Mindset ที่ว่า จะเรียนรู้เฉพาะที่เกี่ยวกับงานที่อยู่ตรงหน้า หรือ จะเรียนรู้เฉพาะที่ได้คะแนน ก็พอแล้ว ย่อมไม่พอเสียแล้ว เพราะถึงแม้จะเป็นคนเก่งได้ แต่ก็เก่งในพื้นที่จำกัด 

นอกจากนั้น ความเสี่ยงของการเป็น specialist มากไปคือถูกแทนที่ด้วย AI artificial intelligence ยิ่งเป็นงานละเอียดซับซ้อนที่ต้องทำซ้ำแบบ repetitive task นั้น AI ยิ่งเก่ง แต่ AI ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์หรือ creativity พอที่จะมองภาพรวม เชือมโยงความรู้ต่างสาขาเข้าด้วยกันได้เท่ากับมนุษย์  

ผลคือ คนที่สามารถเรียนรู้เลยจาก scope ของงาน มีความเป็น generalist และเชื่อมต่อกับความรู้อื่นๆได้ จะแซงหน้าและกลายมาเป็นคน lead คนที่เป็น specialist ไป 

คนที่เป็นมากกว่า specialist และสามารถเป็น generalist ได้ด้วยนั้น จำต้องยอมลงทุนในสิ่งที่ยังไม่ได้ผลตอบแทนในทันที สนใจอยากรู้อยากเห็น หาความรู้เพิ่มเติม โดยที่ไม่จำเป็นว่า ความรู้ที่หมดเวลาไปนั้น จะแลกคะแนนสอบมาได้หรือไม่ หรือ แลกกับความพอใจของเจ้านายหรือไม่ 

และที่สำคัญ ความรู้ที่ได้มานั้น บางความรู้อาจไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรในเชิงตัวเงินหรือความก้าวหน้าเลยก็ได้ 

นั่นคือ คนที่ต้องการรู้เลย scope หน้าที่ คือคนที่ต้องใช้ชีวิตไปด้วยความรักและ passion ในความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่ ใช้ชีวิตแบบตามหน้าที่การงานที่ถูกจ้างมา หรือตามหน้าที่ที่ต้องทำเกรดดีๆ เพื่อผลตอบแทนที่เห็นๆ

โลกสมัยใหม่ จึงเป็นโลกที่ได้เปรียบของคนที่ทำด้วยใจรัก อยากที่จะรู้โดยยังไม่เห็นผลตอบแทนล่ออยู่ตรงหน้า และไม่กังวลด้วยว่า สิ่งที่อยากรู้อยากเห็นจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ 

เพราะเป็นไปได้เสมอว่า ความรู้ที่ได้มาเพราะความอยากรู้เห็นนั้น ถึงแม้โดยตัวมันจะไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทันที แต่อาจเป็น stepping stone หรือ ก้อนหินให้ก้าวเหยียบต่อ ไปยังความรู้อื่นที่สามารถนำมาใช้ในวันใดวันหนึ่งก็ได้ 

หรือถ้าไม่ได้ใช้เลย ก็ยังเป็นความสุขที่ได้จากการอยากรู้อยากเห็น  
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คุณเคยออกนอกประเทศเพื่อไปทำงานหรือเรียนมากกว่าหนึ่งเดือนหรือไม่ สำหรับฉัน นี่คือหนึ่งในการตัดสินใจที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต กับการมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลา1เดือนเต็ม
อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่วันหนึ่งวัน 
เพราะจะมีปีใหม่ได้สักกี่ครั้งกัน…ในชีวิตของเรา