ประเด็นที่ควรระมัดระวังในการสนทนา
การสนทนาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารสร้างปฏิสัมพันธ์กันก่อให้เกิดความเข้าใจและบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งหากการสนทนาเป็นไปด้วยความราบรื่นและหรือแม้แต่หาบทสรุปของการคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ จะยิ่งทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจกันและกันมากยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากการสนทนานั้นถูกเปิดด้วยหัวข้อที่สร้างความกระอักกระอ่วน อาจนำพาซึ่งความขัดแย้งและข้อพิพาทแบบไม่รู้จบได้
บทความนี้กำลังแนะนำท่านให้ระมัดระวังหัวข้อสนทนาดังต่อไปนี้ ไม่ใช่ว่าหยิบยกมาพูดคุยไม่ได้ แต่หากต้องสนทนากันในหัวข้อดังกล่าวควรระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หากพูดในเชิงสร้างสรรค์ก็ดีไปแต่หากพูดในเชิงเอาชนะกันและกัน ก็สามารถสร้างศัตรูและข้อพิพาทลุกลามเป็นเรื่องใหญ่
และนี่คือ 9 หัวข้อที่เราควรระมัดระวังในการสนทนา ได้แก่
1.อุดมการณ์ทางการเมือง
เรามีสิทธิที่จะคิดต่างกันในหลายๆเรื่องเช่นเดียวกันกับอุดมการณ์ทางการเมือง หากแต่สุดทางแล้ววัตถุประสงค์คือการให้ประเทศชาติก้าวหน้าขึ้น...จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่คิดต่าง และเช่นเดียวกันที่อดีตสอนให้เรารู้ว่าประเด็นความเห็นต่างการเมืองควรเป็นเรื่องที่เราหาข้อสรุปเพื่อจับมือกันพัฒนาประเทศ แต่กลายเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อทำร้ายประเทศชาติเสียเอง ดังนั้นบทเรียนจึงสอนให้รู้ว่าคิดต่างทางการเมืองได้ แต่หากจำเป็นต้องสนทนาก็ควรวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เปิดมุมมองให้กว้างๆ ฟังให้รอบทิศโดยไม่มุ่งเน้นเอาชนะกันและกัน และถ้าหากอีกฝ่ายเริ่มพูดจาในเชิงไม่สร้างสรรค์ การหลีกเลี่ยงหัวข้อสนทนานี้ไปจะดีที่สุด
2.เพศสภาพ
หัวข้อนี้พูดถึงความหลากหลายทางเพศ ชายหญิงและ LGBT ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศมากมายรวมถึงตัวอย่างเพศทางเลือกที่เก่งๆและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเพศอะไรเราไม่ควรพูดจาเสียดสี ทั้งในเชิงตลกขบขันและเชิงดูถูก แต่ถ้าหากคุณยังคิดว่ารับมือกับความหลากหลายไม่ได้แล้วเปิดหัวข้อสนทนาด้วยการดูถูกสภาพเพศที่ต่างจากคุณขึ้นมา นั่นไม่ได้ทำให้ดูโก้หรือดูมีพาวเวอร์ขึ้นมา อย่าลืมว่าอีกหลายๆคนอาจจะไม่ได้คิดเช่นเดียวกับคุณ ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ทำร้ายเขาทางวาจาเพียงแค่คนเดียว แต่คุณกำลังทำร้ายตัวคุณเองด้วยการฉายจิตใจด้านแย่ๆออกมาอีกด้วย
3.ระดับการศึกษา
การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเราก้าวหน้าขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าความสำเร็จทั้งหมดจะพุ่งมาจากการศึกษาเพียงอย่างเดียว ความอดทน มานะ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ หลายปัจจัยต่างหากที่ช่วยกันหล่อหลอมให้เกิดความสำเร็จ ซึ่งต้องยอมรับว่าสังคมบ้านเรายังมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องโอกาสทางการศึกษาไม่น้อย ดังนั้นการเอาประเด็นความแตกต่างทางการศึกษามาพูด ต้องพูดในเชิงสร้างสรรค์และระวังคู่สนทนาจะรู้สึกอึดอัดได้
4.ศาสนา
หลักคำสอนที่แตกต่างกันไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ดีเสียอีกที่ความหลากหลายทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยให้เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในกรอบศาสนาไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องการสร้างความดีให้คงอยู่ในสังคม ดังนั้นเราไม่ควรเอาชนะกันในวงสนทนาด้วยเรื่องศาสนา ว่าศาสนาใครน่าเชิ่อถือกว่า...ศาสนาใครดีกว่า การเข้าใจโลก...ความสงบสุขในจิตใจและการเอื้อเฟื้อเพื่อนมนุษย์ต่างหากที่ควรมุ่งเน้น
5.ฐานะ
จริงอยู่ที่ฐานะมีผลต่อความสะดวกสบายและภาพลักษณ์ในวงสังคม แต่สำหรับในวงสนทนาแล้วการหยิบยกความแตกต่างทางฐานะ รายได้ ฐานเงินเดือนมาพูดกัน สามารถสร้างความกระอักกระอ่วนให้ผู้ฟังได้ แทนที่จะสร้างเสน่ห์ให้กับผู้พูดกลับกลายเป็นการสนทนาเชิงอวดโอ้เสียมากกว่า
6.ความสำเร็จของตัวเองและครอบครัว
เคยได้ยินป้าข้างบ้านคุยเรื่องลูกเป็นหมอให้กับแม่ค้าในตลาดฟัง ประเด็นคือความสำเร็จของคนคนหนึ่งอาจจะไม่ใช่ความสำเร็จของอีกคนหนึ่ง และเช่นเดียวกันให้เข้าใจด้วยว่าความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะพอใจที่เป็นแบบที่เขาเป็นอยู่ก็ได้ ลองคิดภาพตามว่า คนคนหนึ่งที่พยายามพูดถึงความสำเร็จของตัวเองตลอดเวลา กับอีกคนที่ไม่คุยโวโอ้อวดอะไร คนไหนดูมีเสน่ห์ในวงสนทนามากกว่ากัน ดังนั้นประเด็นเรื่องความสำเร็จในครอบครัวก่อนทำการพูดคุยกับใครต้องแน่ใจว่า สามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้อื่นไม่ใช่ความเอือมระอา
7.รูปลักษณ์ สีผิว ความอ้วน ความผอม
ประเด็นนี้คนไทยอาจจะเอามาใช้เป็นมุกตลกกันเรี่ยราด แต่สำหรับเมืองนอกแล้วการดูถูกกันด้วยสีผิวหรือรูปลักษณ์อื่นๆนำมาซึ่งข้อพิพาทอย่างรุนแรงทีเดียว ที่สำคัญในโลกที่การสื่อสารไร้พรมแดน หากผู้พูดเปิดบทสนทนาด้วยการดูถูกรูปลักษณ์ผู้อื่น (เหมือนเคสเนตไอดอลสาวที่พูดจาพาดพิงถึงเหล่าดาราเกาหลี) ในที่สุดการกระทำอาจจะย้อนมาทำร้ายตนเองได้เช่นกัน เพราะไม่ได้การันตีว่าคนอื่นทั้งโลกจะคิดแบบนี้ เราต่างเป็นมนุษย์ เราไม่ใช่พระเจ้าที่จะไปตัดสินว่าคนที่แตกต่างจากเราเป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นการหยิบประเด็นสนทนาในเรื่องนี้มาพูด ควรสนทนาให้สร้างสรรค์และดูเป็นมิตรที่สุด
8.ปมในจิตใจในอดีต
คนเราล้วนแล้วแต่เผชิญสิ่งต่างๆมามากมายมาย บางประสบการณ์อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่การเปิดบทสนทนาด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับปมในจิตใจของใครบางคน อาจจะไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าคุณเป็นห่วงเขา (แม้ว่าคุณจะหวังดีก็ตาม) ดังนั้นหากจำเป็นจะต้องพูดถึงเรื่องปมในจิตใจใครก็ตามควรแน่ใจเสียก่อนว่าอีกฝ่ายมีสภาพจิตใจที่โอเคพร้อมเผชิญหน้ากับประเด็นสนทนานี้แล้วหรือยัง
9.รสนิยมส่วนบุคคล
รสนิยมและความชื่นชอบส่วนบุคคลหากไม่ใช่เรื่องขัดต่อศีลธรรมและกฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด บางคนอาจจะชอบแบบหนึ่ง บางคนอาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นการเปิดบทสนทนาด้วยข้อโต้แย้งเพื่อแสดงว่ารสนิยมอีกฝ่ายไม่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอามากๆ อย่างที่เห็นในข่าวเช่น การพูดจากล่าวว่าคนสักลายไม่เป็นคนไม่ดี หรือการพูดจาเกทับสาวกซัมซุงหรือแอปเปิ้ลเป็นต้น






