OPINION

เอาจริง หรือ แค่แตะ : ความสับสนระหว่าง experience กับ exposure

สุรพร เกิดสว่าง
24 ก.ย. 2561
นิ้วของเธอแตะที่คำว่า “post” รูปนั้นพร้อม caption ขึ้นไปอยู่บน social media เรียบร้อย 

หญิงสาวยิ้ม และวางโทรศัพท์ลง เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาลองกิจกรรมนี้ ที่เหลือก็คอยติดตามว่า จะมี like และ comment อีกราย นาทีต่อไป ก็คือเตรียมตัวเก็บของได้ เพราะเธอรู้ดีว่า ทันทีที่นิ้วของเธอกดโพสรูป ก็เท่ากับกดปุ่มปิดฉากกิจกรรมนี้เหมือนกัน 

จะกลับมาอีกทำไมล่ะ ก็ในเมื่อ “mission accomplished” เสร็จสมบรูณ์ตามที่เธอได้ตั้งใจไว้แล้วทุกประการ    



เป็นที่รู้กันว่า ถ้าอยากจะมีความสุข ให้จ่ายเงินเพื่อประสบการณ์จะดีกว่าเอาเงินไปซื้อของ งานศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่า ประสบการณ์จะเพิ่มค่ามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป เวลาเราหวนนึกไปถึง ทำให้เกิดความสุขว่าได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้ม แต่สิ่งของที่ช้อปปิ้งมานั้น ไม่นานก็เบื่อ หรือลืม ยิ่งนานยิ่งลดค่าลงเรื่อยๆ สวนทางกับประสบการณ์ที่เพิ่มค่ามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป 

ด้วยเหตุนี้ ทำให้หลายคนหันไปใช้เงินซื้อประสบการณ์อย่างไปเที่ยว ดู concert เล่นกีฬา ทำกิจกรรมต่างๆ 

แต่ว่า เอาเข้าจริงแล้ว หลายอย่างที่เรียกว่า “ประสบการณ์” หรือ “experience” นั้น กลับไม่ใช่ เพราะมันเป็นเพียง “exposure” หรือ “การได้สัมผ้ส” แค่นั้นมากกว่า หลายคนกลายเป็นนักสะสม exposure แทนที่จะเป็นนักสะสม experience โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่าง 

Exposure ต่างจาก experience ตรงที่ exposure เป็นการสัมผัสเพียงผิวเผิน ให้ลองดูเพื่อรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ได้ feeling อย่างไร แต่พอเสร็จแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลึกไปกว่านั้น

ในขณะที่ experience เป็นการลงลึกกว่า เป็นการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจและลงมือปฎิบัติในเรื่องนั้นๆ experince จึงเป็นเรื่องยาว หลาย episode ทำต่อเนื่อง และมีอารมณ์ร่วมมากว่ามากมายนัก โดยอาจจะแรงขนาดถึงเป็น passion ก็ได้ experience จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต ชีวิตที่มีค่า คือชีวิตที่เต็มไปด้วย experience 

หากเปรียบเทียบเป็นหนังสือ ก็อาจอุปมาอุปไมยได้ว่า exposure เหมือนกับการได้เห็นปกหนังสือและเปิดสารบัญดู พลิกๆดูเนิ้อหาข้างใน แล้วหยุดอ่านบางหน้า จากนั้นวางไว้ที่เดิม อย่างน้อยก็พอได้ไอเดียว่า หนังสือเล่มนี้เป็นยังไง 

ส่วน experience ก็คือ การลงมืออ่านหนังสือจริงๆ บทต่อบท ได้รสชาติ ได้เนื้อหา และได้ความรู้ จนไปถึงข้อคิดต่างๆ หรือได้คำถามในใจที่ทำให้อยากไปขบคิดต่อ ค้นหาคำตอบต่อ หรือถ้าเป็นนิยาย ก็ได้อารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในเนื้อเรื่อง  

แน่นอนว่า ก่อนจะอ่านหนังสือ ก็ต้องเริ่มจากหยิบหนังสือเล่มนั้นมาพลิกดูก่อน หรือ ก่อนจะไปถึง experience ต้องเริ่มจาก exposure ก่อน พอหลังจากได้ลองแล้ว อาจไม่ชอบก็ได้ อีกทั้งการพยายาม “แตะ” เรื่องนั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการค้นหาหรือ keep exploring ไปเรื่อย ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด 

แต่ปัญหาอยู่ที่ บางคนคิด “แตะ” อย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็แล้วแต่ โดยมุ่งสะสมแต่ exposure เป็นหลัก ทำให้พลาดเนื้อหาที่น่าสนใจหลายอย่างในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย การตั้งปณิธานแต่แรกไว้แค่จะไปแค่ “touch and go” หรือ “ไปลองขำๆก็พอ” กับเรื่องต่างๆ กิจกรรมต่างๆ โดยไม่คิดจะลงลึกจริงจังแต่อย่างใดนั้น ก็คือการตั้งใจ design ชีวิตให้ดำเนินไปแบบ “ผิวๆ” หรือแบบ superficial  

ไม่ต่างจากการไปร้านหนังสือหรือห้องสมุด เพียงเพื่อหยิบเล่มโน้นนี้มาดูเล่นแล้ววาง แล้วก็เดินออก โดยในใจแต่แรกไม่คิดจะอ่านหนังสือใดๆอยู่แล้ว 

ผลก็คือ ในชีวิตที่ผิวเผินนั้น เจ้าของชีวิตจะไม่ค่อยได้ลิ้มรสความดื่มด่ำของความสุขอย่างลึก ไม่ได้สัมผัสกับพลังของ passion อันเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง อันถือเป็น premium ของชีวิต สุดท้ายกลายเป็นการใช้ชีวิตแบบไม่คุ้ม ไม่มีงานอดิเรกที่ชอบ ไม่มีความสนใจในเรื่องพิเศษใดๆ ไม่มีความอยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ หรืออยากทำให้สำเร็จให้ได้ นอกจากภาพลักษณ์ที่ออกไปดูเสมือนมีกิจกรรมมากมาย แต่ไม่มีอะไรจริงจังต่อจากนั้นอีก

ไม่มีอะไรเอาจริงสักอย่าง

นักจิตวิทยาดัง Mihaly Csikszentmihalyi (อ่านว่า มีฮาล ชิคเซ็นมีไฮล์) เจ้าของหนังสือ “Flow: The Psychology of Optimal Experience” อันโด่งดัง บอกว่า เมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบมากๆ จะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “flow” ซึ่งเป็นสภาพจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างลึก รู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่งทำให้เกิดความสุขอย่างมากมาย จนเวลาที่ผ่านไปไม่มีความหมาย ความรู้สึกถึงตัวเอง หรือ self conciousness หายไป เกิดความรู้สึก “อิน” อย่างสุดๆ 

ซึ่งสภาพจิตใจเช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยกับคนที่ลงลึกในระดับ experience  เกิด positive feedback ทำให้ทุ่มเทให้กับ experience นั้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนอาจพัฒนาต่อกลายเป็นงานหรือกิจกรรมหลักที่มีความหมายในชีวิตได้ อาจกลายเป็นอาชีพใหม่ สร้างรายได้หรือชื่อเสียงตามมา 

ส่วนที่คนที่มุ่งแค่ exposure ก็จะไม่มีโอกาสเช่นนี้

บางคนแย้งว่า ทำงานก็เกิดสภาพ flow ได้ ไม่ต้องพึ่ง experience เพราะบางครั้งเราก็ทำงานอย่างจดจ่อจนลืมเรื่องอื่น ดังนั้น หากชีวิตนอกงานจะมีแต่ exposure ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร 

เรื่องนี้ ชิคเซ็นมีไฮล์ พูดถึงความแตกต่างระหว่างแรงจูงใจสองแบบคือ  “intrinsic motivation” กับ “extrinsic motivation”

เขาอธิบายว่า หากมีความจำเป็น คนเราอาจจะมีแรงจูงใจอย่างมหาศาลก็ได้ นั่นคือ extrinsic motivation เช่น ความกลัวจะไม่มีงานทำหรือไม่ได้โปรโมท ทำให้เราต้องทำงานหนักให้เจ้านายเห็น เข้าประชุมทุกนัดไปจนดึกดื่น หรือ ต้องยอมทำตามใจแฟนทั้งที่ไม่อยากทำ เพราะไม่อยากทะเลาะกัน 

แต่ว่า แรงจูงใจเหล่านี้เป็นไปตามหน้าที่ อันเป็นปัจจัยภายนอก ไม่ใช่มาจากความต้องการที่อยู่ข้างในตัวเรา ทำให้พลังจากแรงจูงใจแบบ extrinsic motivation นี้ไม่ค่อยยั่งยืน เมื่อหมดแรงกดดัน แรงจูงใจก็หายไป และที่สำคัญ extrinsic motivation ต้องอาศัยคนอื่นมาตัดสินอีก เช่น เจ้านาย หรือ แฟน ว่าพอใจหรือไม่  

นั่นคือ หากงานนั้นทำไปด้วยหน้าที่ ไม่ใช่ passion แล้ว  “flow” ในหน้าที่การงานที่ว่า อาจจะไม่ใช่ flow ของจริง อย่างเช่น  จะบอกว่า “ตอนนี้อินกับงานมาก แทบไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย เพราะเจ้านายจี้อยู่” ก็คงไม่ใช่ flow แน่ เพราะไม่สามารถเทียบได้เมื่อความรู้สึกนั้นมาจาก passion ส่วนลึกได้ 

และนั่นหมายความว่า เพื่อให้ชีวิตคุ้ม คนเราคงต้องมองหา experience นอกเหนือไปจากงาน เพื่อได้สัมผัส state of flow  ถึงแม้คนที่มี passion แท้ๆกับหน้าที่การงานอยู่แล้ว การแสวงหา experience ข้างนอกมาย่อมทำให้ชีวิตน่าสนใจยิ่งขึ้น  experience นี่เองที่ intrinsic motivation เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่
ชิคเซ็นมีไฮล์ บอกว่า intrinsic motivation คือแรงจูงใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำในสิ่งที่เรารัก 

ส่วนใน exposure แรงจูงใจอาจมาจาก extrinsic motivation เป็นไปได้ว่า การมุ่งสะสม exposure แทน experience ทำไปเพื่อความต้องการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น หรือต้องการ social approval แทนที่จะเป็นการสนองความต้องการส่วนตัวอย่างแท้จริง นั่นคือ ไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเอง    

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดการพยายามสะสม exposure แทน experience นั้น ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการ selfie เพื่อมาป้อนลง social media ต่างๆให้ดูดี โดยมี “FOMO” หรือ fear of missing out - การกลัวตกกระแส - เป็นแรงกดดัน 

ในยุคที่ social media กลายเป็น platform ของการมีตัวตนในสังคม ทำให้บางครั้งเราเกิดสับสนระหว่าง exposure กับ experience หลายต่อหลายครั้งที่เราโพสสิ่งที่คิดว่าเป็น experience ที่จริงเป็นเพียง exposure 

ไม่ว่าจะเป็น การไปเที่ยวเพื่อ selfie ตามสถานที่เที่ยวต่างๆที่คนอื่นเคยโพส โดยที่ไม่สนใจอยากรู้เรื่องสถานที่นั้นๆแต่อย่างใด หรือ ไปดูการแสดงเพื่อถ่ายรูปกับป้ายหน้าโรงละครแล้วโพส ส่วนระหว่างการแสดงนั้น นั่งเล่นโทรศัพท์แทน หรือ ไปลอง กีฬา ดนตรี หรือ กิจกรรมต่างๆ เพียงเพื่อได้ภาพ selfie ลง social media แล้วถือว่า mission accomplished แล้ว 

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้วันเวลาผ่านไปอย่างผิวเผิน คงต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่า หรือ ต้องการให้ชีวิตเป็นเพียงเป็น list ของ exposure ?

หรือตั้งใจจะให้ชีวิตเป็น story จาก experience ที่ถูกนำมาร้อยต่อกันอย่างเป็นเรื่องราวเต็มไปด้วยความหมาย ?

ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง แม้กระทั่งมีเรื่องที่ “เอาจริง” สักเรื่องหนึ่ง ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อ่านคนอื่นให้เป็น อ่านใจตัวเองให้เป็น อ่านหน้าอินทร์หน้าพรหมให้เป็น กับ7เรื่องในชีวิตที่มนุษย์ควรอ่านให้ ‘แตกฉาน’
‘We Found Hope in a Hopeless Place’ ก้าวผ่านความสิ้นหวังด้วยแรงบันดาลใจ จงอย่าหยุดหวัง แม้อยู่ในที่น่าหมดหวัง