ปกรณัมกรีกเล่าเรื่อง ‘กล่องต้องคำสาป’ นี้ว่า ครั้งหนึ่งเทพเจ้าโพรเมทิอัสได้สร้างมนุษย์เพศชายขึ้นมาและเป็นที่โปรดปรานกับเหล่าทวยเทพเป็นอย่างยิ่ง และทันใดนั้นเองเทพซูสผู้เป็นใหญ่สูงสุดในเขาโอลิมปัสได้มีบัญชาให้เทพเจ้าโพรเมทิอัสสอนให้มนุษย์รู้จักด้วยการนำเครื่องสักการะมาถวายบูชา ด้วยว่าผู้ให้กำเนิดมนุษย์ก็ย่อมเอ็นดูและมองว่ามนุษย์เป็นบุตร ครั้นจะให้สักการะด้วยเนื้อสัตว์ทั้งหมดก็เกรงว่ามนุษย์จะไม่เหลืออะไรไว้ประทังชีวิต
เทพเจ้าโพรเมทิอัสจึงวางอุบายให้มนุษย์แบ่งเนื้อวัวเป็นสองกอง โดยกองหนึ่งซ่อนกระดูกไว้ปิดหน้าด้วยไขมัน ในขณะที่อีกกองหนึ่งเป็นเนื้อชั้นดีแต่เอาเครื่องในมาสุมอำพรางไว้ เมื่อเทพซูสเห็นเข้าก็ทรงเลือกกองที่มีแต่กระดูกเพราะคิดว่าภายใต้ไขมันต้องเป็นเนื้อชั้นดี แต่เมื่อพบว่าพระองค์เสียรู้ก็ทรงพิโรธแล้วลงโทษเทพเจ้าโพรเมทิอัสอย่างรุนแรง และลามไปถึงเหล่ามนุษย์ด้วย
พระองค์ได้ร่วมมือกับเหล่าเทพเจ้าสรรสร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า “Pandora” เทพฮีฟีสทัสเริ่มปั้นโครงสร้างขึ้นมาโดยถอดแบบความอ่อนช้อยตามลักษณะเพศหญิงของเหล่าเทพี จากนั้นเทพีเอเธน่ามอบสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดให้ ส่วนเทพีอะโฟรไดท์ประทานเสน่ห์และความงามอันไร้ที่ติและเทพเฮอร์เมสประทานลมปราณและจิตวิญญาณ สุดท้ายเทพซูสเองประทานพร(หรือคำสาป?)ให้แพนโดร่า “จงให้จิตใจของนางเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น” พร้อมทรงมอบกล่องใบหนึ่งแถมกำชับว่าไม่ให้เปิดดูเป็นอันขาด!!!
จากนั้นพระองค์ทรงให้เทพเฮอร์เมสนำเธอไปส่งให้เทพเจ้าโพรเมทิอัสโดยบอกว่าเป็นของกำนัลจากเหล่าทวยเทพทั้งหลาย แต่เทพเจ้าโพรเมทิอัสอาจจะเข็ดหลาบจากเหตุการณ์ต่างๆในอดีตจึงปฏิเสธที่จะรับของขวัญชิ้นนี้ไว้พร้อมกำชับเตือนเทพเอพิเมทิอัสผู้เป็นน้องว่าอย่ารับ Pandora เด็ดขาด แต่ด้วยเสน่ห์และความงามมีหรือจะต้านทานได้ เทพเอพิเมทิอัสตกหลุมรักนางและรับเป็นชายาทันที
วันหนึ่งวัตถุประสงค์ขององค์ซูสก็สำเร็จผล Pandora เริ่มกระหายใคร่รู้ว่ากล่องของขวัญสุดวิจิตรที่เหล่าทวยเทพมอบนั่นคืออะไร นางจึงตัดสินใจเปิดกล่องแล้วพบว่าข้างในหาใช่สิ่งล้ำค่าที่ทวยเทพประทานให้ไม่ แต่กลับพบควันสีดำระเบิดพวยพุ่งอย่างรุนแรง พร้อมความวิบัติที่เทพเจ้าเจ้าเล่ห์อัดแน่นไว้ในกล่องทั้งความเกลียดชัง โกรธแค้น ความพยาบาท ความโลภ ความหลง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และความตาย ต่างพุ่งกระจายไปทั่วสารทิศและซึมซาบเข้าไปสู่มนุษย์ทุกคน จนในที่สุดมนุษย์ก็กลายเป็นความแปดเปื้อน เต็มไปด้วยโทสะเกรี้ยวกราด เข่นฆ่าพยาบาท บ้างติดไข้ติดโรคภัย และปิดท้ายด้วยความตายอันน่าโศกาอาดูร
อย่างไรก็ดี Pandora ตกใจรีบปิดกล่องทัน ทำให้หายนะอย่างสุดท้ายสามารถกักเก็บไว้ในกล่องได้ทันท่วงที นั่นคือ ‘ความสิ้นหวัง’ เพราะเหตุนี้เองแม้ว่ามนุษย์จะประสบเหตุเภทภัยหรืออุปสรรคใดๆ มนุษย์ยังมีความหวังเสมอ และความหวังนี้แหละจุดประกายให้เราสู้ต่อไป
ปกรณัมกรีกดังกล่าวเล่าเสียน่าหดหู่ แต่เชื่อไหมว่าชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนตายเปรียบเสมือนถือกล่องPandora คนละหนึ่งใบ แล้วค่อยๆไขกุญแจเปิดออกทีละนิดในแต่ละช่วงเวลา อาจจะไม่ใช่ด้วยปัจจัยความอยากรู้อยากเห็นแต่เป็นไปด้วย ต้นทุนชีวิต กิเลส แรงกดดันที่ทำให้เราเปิดมันออก
สมมติว่าคุณผิดหวังในความรัก...ก็อย่าได้คิดว่านี่คือรักครั้งสุดท้าย แต่ให้มีความหวัง...หวังว่าจะวันหนึ่งหัวใจจะพร้อมเปิดรับใครได้อีกครั้ง
สมมติว่าคุณป่วยเป็นโรคร้าย...ก็อย่าได้โทษโชคชะตา...มองให้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในชีวิต แล้วจงหวังมาวันหนึ่งจะต้องดีขึ้น ดีขึ้นตามลำดับ
สมมติว่าคุณเป็นเหยื่อของความเกลียดชัง...ก็อย่าได้ทุ่มความเกลียดชังกลับไปให้ใคร...จงหวังว่าความเมตตาในหัวใจจะดึงให้คุณสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ
สมมติความคุณประสบความล้มเหลว...ก็อย่าท้อ จงลุกและหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะเป็นของคุณ
ในกล่องต้องคำสาปใบนี้แม้เราจะหลีกหายนะและอุปสรรคไม่ได้ แต่ ‘ความหวัง’ ยังทำหน้าที่เปล่งประกายเหมือนประภาคารยามค่ำคืนที่นำทางเหล่านักเดินเรือในท้องทะเลอันมืดมืด จงแบกกล่อง Pandora แล้วเดินเชิดหน้าไปพร้อมกับแรงบันดาลใจอันเปล่งประกาย...และเราหวังว่าคุณเอาชนะทุกอุปสรรคได้ เราหวังจริงๆ






