OPINION

เรื่อยๆ : เมื่อ “Life does not matter much.”

สุรพร เกิดสว่าง
29 ต.ค. 2561
เมื่อคลิกแต่ละหน้าของ diary ย้อนหลัง เธอก็รู้ใจหายวาบ ไม่ใช่เพราะบันทึกที่เธอกำลังค้นหาอยู่ แต่เป็นเพราะสิ่งที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะมองหา นั่นคือ รายการซ้ำๆกันราวกับ copy and paste กับพื้นที่ว่างเหลือของแต่ละ page ที่ถูกคลิกผ่านสายตาไป page แล้ว page เล่า
 
ที่ผ่านมา ชีวิตมันว่างเหมือนหน้า page นี้เลยหรือนี่ เธอเริ่มคิด
 
แน่นอนว่า แต่ละวัน ไม่ใช่ว่าเธออยู่เฉยๆ เธอมีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นคือเรื่องเดิมๆ เหมือนอยู่กับที่ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นในชีวิตของเธอ ที่ซ้ำเดิมคงรูปแบบเดิม ไม่มีอะไรน่าจดจำ จนไม่ต้องบันทึกก็ได้ และในที่สุดเธอก็เลิกจดบันทึก
 
มันเป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว จนเธอไม่รู้สึกอะไร หญิงสาวนิ่งคิด ด้วยความพรั่นใจ ในมือยังคงกุมเมาส์ค้างอยู่อย่างนั้น..


 
ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข่งขัน กับการเปรียบเทียบตัวเองกับสังคมรอบข้างผ่าน social media ตลอดเวลาแบบ real time จึงไม่น่าประหลาดใจว่าหลายคนมีอาการปลง และใส่ “เกียร์ว่าง” กับชีวิตจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
 
เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราไม่ต้องการอะไรมากจากชีวิต มีสภาพทำนองว่า อยู่ไปแบบฆ่าเวลา หาอะไรทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรพิเศษ ซึ่งอาการแบบนั้น   Steven C. Hayes แห่ง the University of Nevada และเจ้าของผลงานเขียนบทความและหนังสือทางจิตวิทยาหลายเล่ม บอกว่า คนที่พบกับสภาพนี้ มักจะตอบคำถามไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราแสวงหา อะไรคือสิ่งที่เราอยากต่อสู้ให้ได้มา และ อะไรคือสิ่งที่สำคัญคุ้มกับความยากลำบากที่ต้องต่อสู้ให้ได้มา
 
Hayes ชี้ว่า เมื่อนั้นเรากำลังไม่ connect เชื่อมต่อกับความหมายแท้จริงของตัวเรา วันเวลาที่ผ่านไปไม่ค่อยรู้สึกมีความหมายอะไร ความกระวนกระวายใจ ความทุกข์ใจ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแลกมากับความว่างเปล่า แทนที่จะแลกกับความรู้สึกมีค่า
 
อาการเหล่านี้คือ อาการเกียร์ว่างกับชีวิต เป็นอาการแบบ reactive คือ โต้ตอบ อย่างเดียว แล้วแต่ประเด็นต่างๆจะวิ่งเข้ามา ก็ค่อยจัดการไปเป็นเรื่องๆ และจากนั้นชีวิตก็ดำเนินต่อไปเป็น cycle  หรือหาเรื่องทำให้ยุ่งเป็นพักๆ โดยที่แต่ละเรื่องไม่ค่อยจะต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกัน  หากจะเป็นอะไรก็ได้ ที่สามารถเป็น highlight เล็กๆ สำหรับรอคอย ไม่ว่าจะเป็น รายการช้อปปิ้งชิ้นต่อไป หรือ ร้านอาหาร ไปเที่ยว โดยที่ตัวของมันเองไม่ได้สำคัญ และเราก็ไม่ได้อยากได้ หรืออยากทำมากมาย เท่ากับว่า “ขอให้เรามีอะไรทำ” หรือมีอะไรสำหรับ “looking forward to” รายเดือน รายสัปดาห์ หรือรายวัน
 
ซึ่งที่จริงแล้ว ชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้มีอะไรย่ำแย่นัก เพราะชีวิตโดยรวมก็ยังไปได้ ดูเหมือนปกติ แต่อยู่ใน mode ของความรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยจะมีความหมาย ใช้ชีวิตแบบไม่เต็มที่ วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรพิเศษให้จดจำ
 
Hayes ได้ให้ checklist ไว้ 6 ข้อ เพื่อดูว่า เราอยู่ในสภาพเกียร์ว่าง หรือ “Life does not matter much” หรือไม่ ไว้ว่า

 


1.เราไม่สามารถบอกได้ว่า เรา care อะไร หรือ ห่วงใยสนใจอะไร
 
เมื่อตอบไม่ได้ หมายถึงว่า เราไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีความสนใจ ไม่มีจุดหมายใดๆ เลยไม่มีเรื่องให้ห่วง ให้ใส่ใจ มองเผินๆอาจดูเหมือนว่า คนที่ไม่ต้องห่วงอะไรมีอิสระในชีวิตดี จะทำอะไรก็ได้ จึงน่าจะหมายความว่า ชีวิตมีความหมาย แต่ที่จริงกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะนั่นคืออิสรภาพที่เคว้งคว้างว่างเปล่าที่ไม่เป็นแก่นสาร ชีวิตอาจดำเนินไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องแคร์อะไร แต่ก็เป็นไปอย่างน่าเบื่อ และไม่ค่อยจะมีความหมาย
 
2.ชีวิตคือการหลีกเลี่ยง แทนที่จะหาหนทางไปสู่สิ่งที่มีค่า
 
เรากับใช้ชีวิตหมดไปกับการตั้งรับ เลี่ยงโน่นเลี่ยงนี่กับสิ่งที่ไม่อยากเจอ ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิด เพราะการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่พึงประสงค์เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่ต่างกันตรงที่ว่า ในบางคน วันเวลาหมดไปกับการ say no อย่างเดียว แทบจะไม่มี say yes กับอะไร ด้วยเหตุว่า อะไรที่ไม่อยู่ใน confort zone ก็จะไม่เอาไว้ก่อน
 
สำหรับบางคนแล้ว ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เป้าหมายในชีวิตมีอยู่เพียงทำวันนี้ให้เหมือนกับเมื่อวาน พลังกายและใจทั้งหมดทุ่มเทไปกับการรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วในวันนี้ไว้ให้ได้
 
ทางจิตวิทยาบอกว่า คนที่กอดวันนี้ไว้ไม่ยอมปล่อย คือคนที่ไม่เชื่อใจตนเองว่าจะสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ หรือไม่ไว้ใจสถานการณ์ว่าจะเอื้อต่อการลองเสี่ยงหรือไม่ จึงต้องปกป้องสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างถึงที่สุด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ถือว่า มีตรรกะ มีเหตุผล
 
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เป็นไปได้ว่า เรายังไม่ได้ลองหาทางอื่นดู ดังนั้นจึงขึ้นกับว่า เราเลี่ยงเป็นเหตุการณ์เฉพาะเรื่องไป หรือว่า โอกาสใดๆเข้ามาก็หันหลังให้หมด
 
3.ชีวิตคือการขอ approve หรือ อยู่เพื่อการยอมรับ
 
แทนที่จะ approve หรืออนุมัติสิ่งต่างๆในชีวิตโดยตัวเราเอง เรากลับไปแสวงหาคนอื่นให้ approve อยู่เรื่อย นั่นคือ เรายอมสละอำนาจในชีวิตของเราเองไปยังคนอื่น  และเชื่อว่า เป้าหมายในชีวิตจะสมบรูณ์ ก็ต่อเมื่อได้รับ approve จากคนอื่นเท่านั้น
 
บางคนมีเป้าหมายในชีวิตเช่นนี้จริงๆ นั้นคืออุตส่าห์ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับโดยคนอื่น แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จักและไม่มีวันที่จะรู้จัก บางครั้งได้ผลลัพธ์ที่ดีมากแล้ว แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างที่คาดหมาย ก็จะผิดหวัง เสมือนกับว่าที่ทำมาล้มเหลวหมด
 
ชีวิตที่ขอ approve จากคนอื่น ต่างจากการทำงานที่พลาดกลุ่มเป้าหมาย เพราะหากคิดสินค้าบริการที่ออกมาไม่ถูกใจลูกค้า ทั้งที่เราทำดีแล้ว ก็จะผิดหวังในเรื่องงาน แต่ไม่ใช่ผิดหวังในเรื่องความเป็นตัวตนของเรา ซึ่งมีความอ่อนไหวต่างกันมาก
 
ผลคือ คนที่ใช้ชีวิตแบบ need for approval นี้จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ควบคุมอะไรไม่ได้ เมื่อพบกับความผิดหวังมากๆเข้า ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า learned helplessness คือ เรียนรู้ว่าตนไม่มีอำนาจในการชี้นำผลลัพธ์  และอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้
 
4.ชีวิตถูกกำหนดไว้แล้วโดยคนอื่น
 
แทนที่ตัวเราจะใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ เรากลับใช้ชีวิตตามที่คนอื่นลิขิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สังคมที่แวดล้อม หรือความเชื่อต่างๆ  และเรามักทำอย่างนั้นโดยไม่รู้ตัวเสียด้วย เสมือนว่าเป็น destiny หรือปลายทางของชีวิตที่ลิขิตไว้แล้ว ซึ่งในที่นี่เรามีหน้าที่ทำให้มันสำเร็จเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิเลือกเองแต่อย่างใด
 
5.แสวงหาสัญลักษณ์ หรือ symbolism
 
เราไม่ได้อยากได้สิ่งของต่างๆเพื่อเอามาใช้งาน เราต้องการมันเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นมากกว่า เช่น ให้ความสำคัญกับบ้านหรูหราใหญ่โตมากกว่าชีวิตที่อบอุ่นในบ้าน หรือ เราอยากให้ลูกเก่งเพื่อเอาไว้เกทับลูกคนอื่นมากกว่าที่ตั้งจะให้ลูกมีอนาคตดีพร้อมกับความสุข
 
6.ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด
 
หลายอย่างที่เราเคยยึดมั่น เคยเชื่อ เมื่อเวลาผ่านไปอาจพบว่ามันไม่ได้ดีอย่างนั้น แต่เราก็ยังคงยึดติดกับมันอยู่ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คัดค้านไม่ได้  ซึ่งที่จริงแล้ว ความรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เคยเชื่อต่างหาก คือสัญญาณที่ดีที่กำลังบอกว่า ความเชื่อที่มีอยู่นั้น มันอาจจะไม่ work เสียแล้ว แต่เราก็ไม่กล้าละเมิดความเชื่อที่เคยชิน
 
บางกูรู life coach บอกว่า ถ้าชีวิตเริ่มเนือยๆอ่อนพลังแบบนี้  ก็ต้องทุ่มเทแสวงหาความหมายในชีวิต
 
แต่ความเห็นของนักจิตวิทยาบอกว่า การทุ่มทุนเพื่อ “แสวงหาความหมาย” ก็อาจไม่ได้คำตอบ ไม่มีประโยชน์ อีกเหมือนกัน
 
เพราะจากการศึกษาของ Yale University และ Stanford University ชื่อ “Implcit Theories of Interest: “Finding Your Passion or Developing It?” ชี้ว่า การตั้งใจพยายามแสวงหาความหมาย หรือแสวงหา passion กลับเป็นการมองมุมแคบ แบบ fixed mindset หรือ ไม่เปิดใจ
 
ผลคือ เราจะไป “เก็ง” สิ่งคาดว่าจะเป็น passion ที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย และทุ่มเทให้สิ่งนั้น จนละทิ้งความสนใจอื่นๆไปหมด ซึ่งถ้าหากเปิดใจกว้าง เปิดความสนใจในหลายอย่างหลายเรื่อง เราอาจจะค้นพบความหมายในชีวิตได้ดีกว่าไปจำกัดความหมายในชีวิตกับสิ่งที่เราคิดว่าใช่อยู่ไม่กี่อย่าง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว อาจปรากฏว่าไม่ใช่ก็ได้ 
 
นั่นหมายความว่า “ความหมายในชีวิต” ที่จริงไม่ใช่การ focus อยู่เรื่องเดียว หากครอบคลุมหลายเรื่องเหมือนกับเป็น “portfolio” ของ passion หลากหลาย  
 
งานศึกษานี้ชี้ว่า การไปหลงเน้นความหมายในชีวิตกับเรื่องเดียวหรือเพียงไม่กี่เรื่อง เป็นการไม่กระจายความเสี่ยง นั่นคือ ถ้าพังก็พังหมด และจากการศึกษานี้ก็พบว่า มักจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วย เพราะงานศึกษานี้พบว่า เมื่อเราทุ่มชีวิตไปกับ “ความหมาย” ชิ้นเดียวนี้ เรามักจะคิดว่าอะไรจะได้มาง่ายๆ และฝันไว้สวยงามเกินจริงเสมอ พอเมื่อเวลาผ่านไปพบว่า มันยากกว่าที่คาดไว้มาก และไม่ได้ชวนฝันเหมือนที่วาดไว้ ก็จะผิดหวังแรง เกิดความเครียดหนัก จนถอดใจง่ายกว่า 
 
แต่ถ้าหาก ความหมายในชีวิตเรามาจากหลายสิ่ง เราก็จะไม่ได้เครียดถึงขนาดนั้น อย่างหนึ่งไม่ work ก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้ไปต่อ งานศึกษาของ Yale และ Standford ชิ้นนี้จึงชี้ว่า ต้องทำให้ชีวิตมีความหลากหลายเข้าไว้ ถึงจะรู้สึกว่า ชีวิตมีความหมาย
 
ซึ่งแนวคิดนี้ ดูเหมือนจะค้านกับคำแนะนำแบบเดิมที่ว่า ให้เน้นเรื่องเดียวพอ อย่าจับฉ่าย ไม่งั้นจะไม่มีทางสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ในนิยายหรือตำนานการประสบความสำเร็จ ก็ดูจะมาแนวคิดนี้เช่นกัน เราคุ้นกับเรื่องของคนที่มุ่งมั่น zero focus กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไปถึงเป้าหมายที่ต้องการในชีวิตได้
 
ซึ่งส่วนใหญ่ในชีวิตจริงพบว่า ไม่ใช่อย่างนั้น 
 
เพราะคนที่ได้ชื่อว่าชีวิตมีความหมาย ประสบความสำเร็จ หากลอง close up ใกล้ๆ มักพบว่า เป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย รู้หลายเรื่อง ทำได้หลายเรื่อง เพียงแต่ว่าจะเด่นดังเรื่องไหน 
 
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปตั้งใจหาความหมายที่ไหน เปิดใจ แล้วความหมายจะมาหาเอง  

About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ฉันหอบเสื้อผ้าคว้ารองเท้ากลิ้งตัวเข้าไปหลบใต้เตียง ทั้งที่รู้ว่าเป็นวิธีที่สิ้นคิด และอาจซวยโดนจับได้ง่ายๆ 
หลายครั้งที่เราปล่อยให้คำพูดของคนอื่นครอบงำจิตใจเรา จนเกิดเป็นทุกข์ การที่เราแคร์คำพูดของคนอื่นมากไป อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราควรรักตัวเองบ้างและรู้จักปล่อยวาง ความสุขเริ่มที่ตัวเรา ความทุกข์ก็ปลดปล่อยได้ที่ตัวเราเองเช่นกัน