OPINION

เรื่องเล่าจากอากง ตอนที่ 1

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
10 ต.ค. 2560
ฉันเป็นหลานคนที่สองจากบรรดาหลานๆทั้งหมดสิบสี่คนของอากง คำพูดที่ฉันได้ยินจากพี่ป้าน้าอาตลอดยี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา คือ ถ้าอยากศึกษาแบบอย่างที่ดีในทุกด้าน ให้ไปศึกษาจากอากง เพราะแกเป็นคนหนึ่งที่ไม่ใช้การสอนด้วยคำพูด แต่ “ทำ”ให้เห็นเป็นแบบอย่าง เจ็ดสิบกว่าปีก่อน อากงในวัยยี่สิบ ตัดสินใจลงเรืออพยพหนีความแร้นแค้นมาจากประเทศจีน แกไม่มีแม้แต่ เสื่อผืน หรือหมอนใบ ตามภาพในหนังที่เราคุ้นเคย จะมีก็แต่เงินก้อนสุดท้ายจากการหยิบยืมญาติสนิท พร้อมความตั้งใจว่าจะมาตายเอาดาบหน้าที่ประเทศไทย พูดได้อย่างเต็มปากว่า ทุกสิ่งที่อากงมีได้นั้น มาจากสองมือของแกทั้งหมด

บ่ายวันหนึ่งในขณะฝนตก ฉันเห็นอากงกำลังนั่งดูพอร์ตหุ้นในคอมพิวเตอร์อย่างสบายใจ พลันคิดว่าชวนแกคุยสักหน่อยดีกว่า (ใช่ค่ะ อากงเป็นชายชราวัยเก้าสิบเอ็ดที่ใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว บวกความช่วยเหลือเล็กน้อยจากแว่นขยายอันเขื่อง) คุยไปคุยมา ฉันจึงคิดเขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อเป็นหนังสือบันทึกความทรงจำของเหตุการณ์ในยุคนั้น เพราะไม่อยากให้เรื่องราวเหล่านี้มลายหายไปตามกาลเวลา ฉันเชื่อมั่นเหลือเกินว่า คำบอกเล่าของอากง จะสามารถสอนข้อคิดบางอย่างให้กับคนรุ่นหลังที่บังเอิญมาอ่านเจอได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนจีนในยุคนั้นมีไม่ต่างจากอากงคือความอดทน เพราะหากไม่ คงต้องโดนความยากจนแร้นแค้นเอาชีวิตไป และคงไม่ได้อยู่สอนลูกสอนหลานจวบกระทั่งทุกวันนี้

อากงของฉันเป็นคนจังหวัดแต้จิ๋วโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม ปีพุทธศักราช 2472 ตรงกับปีมะโรง ที่หมู่บ้านหมี่เอี้ย อำเภอเก็กเอี้ย ในมณฑลกวางตุ้ง แกบอกว่า หมู่บ้านนั้นอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆ ใกล้เมืองใหญ่อย่างซัวเถา โดยหมู่บ้านของแกอยู่แถบนอกประตูตะวันตก (เมืองแต่ละเมืองสมัยนั้นจะมีทางเข้าจากทั้งสี่ทิศ ซึ่งแกก็ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ ยังเรียกคำนี้กันอยู่หรือไม่) แกมีพี่สาวสามคนและน้องชายหนึ่งคน ตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงน้องชายคนเล็กไม่ไหว เลยต้องยกให้คนอื่นเลี้ยงไป แต่แกก็บอกว่า แกและน้องชายยังติดต่อกันอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงที่อากงเริ่มตั้งตัวได้ ก็ยังเคยส่งเงินกลับไปให้น้องชายเพื่อเอาไปสร้างบ้าน แต่ตอนนี้น้องชายก็เสียชีวิตไปแล้ว รวมถึงพี่สาวทั้งสองด้วย เว้นแต่พี่สาวคนที่สามที่อากงเรียกว่า ซาโกว ซึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในแถบชนบทที่เดิม





(จดหมายจากพี่สาวที่ส่งมาจากประเทศจีน)

อากงบอกว่า ตอนเด็กๆที่บ้านยากจนมาก ตอนที่แกอายุได้ประมาณเก้าปี แม่ก็เสียชีวิตจากการคลอดลูกคนที่หก ส่วนพ่อก็เสียชีวิตเมื่อแกอายุได้สิบหกปีจากโรคอหิวาต์ หลังจากนั้นพี่สาวทั้งสองก็แยกย้ายกันออกไปแต่งงานมีครอบครัวเหลือแค่ซาโกว (พี่สาวคนที่สาม) กับอากง ที่ยังอยู่ในบ้านหลังเดิม ต่อมาซาโกวก็แต่งงานออกไปอีก น้องชายก็ยกให้เขาไปแล้ว เลยกลายเป็นว่าเหลืออากงคนเดียว

ฉันอดสงสัยไม่ได้จริงๆว่า ที่นั่น ในสมัยนั้น หนึ่งชีวิตมีค่าแค่ไหนกันนะ การที่เด็กคนหนึ่งถูกยกให้คนอื่นเอาไปเลี้ยงอย่างง่ายดาย หรือกระทั่งเด็กชายวัยสิบหกคนหนึ่งที่เลือกแล้วว่าจะอยู่ตัวคนเดียว เขาจะมีชีวิตต่อจากนี้อย่างไร แล้วก็อดคิดไม่ได้ ว่าตัวฉันที่เคยบ่นว่าเหนื่อยหน่ายกับชีวิตเหลือกันนั้นโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ต้องลำบากเหมือนกับอากง

พอเหลือตัวคนเดียว อากงก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำนา อากงบอกว่าฝีมือการไถนาของแกนั้นเก่งกว่าใคร แต่เชื่อไหมว่า หนึ่งในอาชีพที่แกใช้ในการหาเลี้ยงตัวเอง คือเล่นการพนัน แกบอกว่า เป็นเจ้ามือนี่มีกำไรไม่น้อยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีใหม่ (ถึงตรงนี้คุณน้าของฉัน- ลูกสาวของอากงแอบกระซิบว่า คนจนเล่นกับคนจน มันจะกำไรกันแค่ไหนเชียว) อากงบอกว่า ตอนแรกตั้งใจจะไปซื้อของมาขาย แต่วันที่จะไปซื้อ ฝนดันตกลงมา เพื่อนคนนึงเลยชวนว่า ไป “กำถั่ว” เลยกลายเป็นว่าอากงก็หยุดความคิดเรื่องขายของไปซะอย่างนั้น

กำถั่ว คือหนึ่งในการพนันของยุคนั้น วิธีการเล่นคือกำเหรียญหรือถั่วมาหนึ่งกำ แล้วให้คนแทงเลือกว่าจะแทง 1,2,3 หรือ 4 จากนั้นเจ้ามือค่อยๆนับเหรียญออกไปทีละ 4 สุดท้ายแล้วเหลือกี่เหรียญ คนที่แทงเลขนั้นก็ชนะไป เช่น ถ้ามีเหรียญในมือ 21 เหรียญ เท่ากับว่าสุดท้าย จะเหลือเหรียญ 1 เหรียญในกอง คนที่แทง 1 ก็ชนะไป แต่แกก็บอกนะ ว่าถ้าใครปล่อยให้ตัวเองเล่นไปเรื่อยๆทั้งคืน มีแต่ตายกับตายแน่นอน

วิธีการเก็บเงินของคนสมัยนั้นก็คือเก็บในตู้ ไม่มีธนาคารใดๆทั้งสิ้น ถามถึงโจรขโมย อากงบอกว่า ก็พอมีบ้าง แต่โดยรวมในหมู่บ้านถือว่าปลอดภัยดี เก็บเงินไว้ไม่หาย บ้านของอากงเป็นบ้านชั้นเดียว เปิดประตูใหญ่เข้าไปจะเจอห้องรับแขกที่ต้องแบ่งกันใช้กับอีกบ้านนึงที่มีห้องนอนอยู่ทางด้านขวาของตัวบ้าน ส่วนบ้านของอากงอยู่ทางด้านซ้าย หน้าบ้านจะมีส่วนไม่มีหลังคาที่เรียกว่า เทงแจ้ ที่มีกันแทบทุกบ้าน นอกจากนี้ภายในบ้านยังมีทั้งห้องน้ำ และห้องครัว ฉันเดาว่า การสร้างบ้านในสมัยนั้นต้องใช้ไม้ในการสร้างแน่ๆ แต่อากงบอกว่าไม่ใช่เลย ใช้ปูนขาวนี่แหละ เป็นปูนขาวผสมเอง จากเปลือกหอยเผาและดินแดงที่เรียกว่า อ่างโท้ว ซึ่งเปลือกหอยนั้น เป็นวัสดุที่มีจมอยู่มากมายในดินแถบนั้น อากงเองยังสงสัยมาจนทุกวันนี้ ว่าไม่รู้มันมาจากไหนเยอะแยะ แล้วคนก็ไปขุดขึ้นมา ส่วนโครงบ้านก็เกิดจากการเอาไม้กั้นสองแผ่น กระทุ้งขึ้นให้กลายเป็นโครงบ้าน หลังคาก็เป็นกระเบื้องดินเผา



(ตัวอย่างบ้านในแถบชนบทที่อากงใช้ชีวิตมา 20 ปี)

ถึงแม้ภายในบ้านจะมีห้องน้ำ แต่ถ้าพูดถึงการอาบน้ำชำระร่างกาย อากงบอกว่า เดินไปที่แม่น้ำได้เลย จะอาบน้ำหรือซักผ้าก็ทำได้ตรงนั้นทั้งนั้น ในช่วงหน้าหนาวที่อากาศหนาวมาก ก็ต้องไปอาบที่โรงเรียนในละแวกนั้น โดยต้มน้ำร้อนไปแบ่งกันอาบ ส่วนเสื้อหนาวและผ้าห่มก็ใช้ผ้าธรรมดาทั่วไป แล้วเย็บสำลีให้เป็นแผ่นอยู่ด้านในเพื่อให้ผ้าหนาขึ้นและอุ่นขึ้น

เตา ปล่องควัน และกะทะขนาดใหญ่ คือสามสิ่งสำคัญในห้องครัวที่มีกันทุกบ้าน และใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร วันไหนฟืนไม่พอใช้ อากงก็ต้องเดินขึ้นภูเขาเพื่อไปตัดหญ้าเอามาตากให้แห้งเพื่อใช้จุดไฟ ระยะทางในการเดินนั้นยาวไกลมาก แกไม่แน่ใจว่านับได้กิโลเมตร รู้แต่เพียงว่าเริ่มออกเดินด้วยเท้าเปล่าตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านท้องนาไปยังภูเขา กลับมาถึงบ้านพระอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว วันไหนอากาศร้อนจัด กรวดบนพื้นก็จะยิ่งร้อน เท้าเปล่าของแกที่เหยียบไปก็พองไปหมด วันไหนแกเผลอเล่นการพนันเพลิน ไม่ได้ขึ้นภูเขาไปตัดหญ้า แกก็ใช้วิธีเลือกหยิบไม้ซี่เว้นซี่จากบริเวณจั่วบ้านเพื่อเอามาทำเชื้อเพลง ถึงแม้ตอนนั้นแกจะไม่มีความรู้เรื่องการสร้างบ้าน แต่ก็พอจะกะเกณฑ์ได้ว่า ถ้าหยิบไม้ออกซี่เว้นซี่ หลังคาก็ยังไม่พังลงมาแน่นอน

ฟังถึงตรงนี้ ฉันอดที่จะชื่นชมในใจไม่ได้ว่า ทักษะการเอาตัวรอดของอากงนี่ช่างไร้เทียมทานจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ใครไวกว่า พลิกแพลงเก่งกว่า ก็อยู่ได้ ใครชักช้า ก็คงไม่ทันความแร้นแค้นที่ตามเล่นงาน…
 
About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ฝรั่งคนไหนโชคดีได้พบเจอคนที่ใช้มันได้ถูกต้อง ก็จะกลับชอบและประทับใจให้ตัวคนไทยคนนั้นไม่เคยลืม
เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 แต่บ่อยครั้งที่รู้สึกคล้ายยังติดแหง็กอยู่ในศตวรรษที่ 19 เราอยู่ในโลกคู่ขนาน เสรีโปร่งใสในโลกออนไลน์ แต่เมื่ออยู่นอกจอแล้วมันไม่ใช่