ชีวิต คือ การเปลี่ยนแปลง เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนต้องเคยพบผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อเราต้องพบเจอกับภาวะ การ เปลี่ยนแปลง โหมดการ ปรับตัว จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับตัวให้เข้ากับ... อะไรสักอย่าง เป็นหนึ่งในสภาวะของชีวิต ที่บางคนสามารถรับมือกับมันได้อย่างดี บางคนสนุกสนานในการปรับตัว ให้เข้ากับโลกใบใหม่ แต่สำหรับบางคน การปรับตัว อาจจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นเสียเหลือเกิน
หนึ่งในการปรับตัวที่เราทุกคนต้องพบเจอกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของ ความรัก
ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้พบกับ รักแรก รักเดียว รักนิรันดร์ เช่น เจ้าหญิงเจ้าชายในเทพนิยายปรัมปราเสียเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ความรักมันบังเกิดขึ้น เราทุกคนก็ย่อมอยากให้ความที่มันเกิดขึ้นนั้น เป็น ความรักครั้งสุดท้ายที่ปรารถณา ดังนั้นเมื่อเรามี ความรักครั้งใหม่ นั้นเท่ากับว่า ถึงเวลา Turn on โหมด การปรับตัวเข้าหากันของ คนทั้งสองฝ่าย ในที่นี้ ขอขีดเส้นใต้สองเส้น และ ตัวตัวหนาๆไว้ตรงคำว่า คนทั้งสองฝ่าย เพราะว่า ความรัก มักจะไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน
การปรับตัวให้เข้ากับคนรัก
การปรับตัวเข้าหากัน มีความหมายที่แตกต่างจาก การเปลี่ยนตัวเองเข้าหากัน อย่างสิ้นเชิง
ในช่วงแรก คู่รัก มักจะนำเสนอแต่แง่มุมที่ดีของตัวเองเป็นแพคเกจโปรโมชั่นให้แก่กัน เมื่อล่วงเวลาผ่านพ้นช่วงโปรโมชั่นไป คู่รักหลายต่อหลายคู่ มักจะกลับมาเป็นตัวเอง หรือ เผยแง่มุมบางแง่ที่อีกฝ่ายไม่เคยได้รู้ เป็นเหตุให้ความรักต้องปิดฉากลง แต่การปรับตัวเข้าหากัน คือ การที่เราต่างคนต่างแชร์ความเป็นตัวเองออกมา ศึกษานิสัยใจคอข้อดีข้อเสียในทุกด้านของกันและกัน แล้วหา จุดที่สมดุลของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน อย่าลืมว่าเราต้องมี ความรัก อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทรัพย์สินเงินทอง ฐานะทางสังคม รวมไปถึงลักษณะนิสัยของคนทั้งคู่ ล้วนแล้วแต่ที่ผลต่อความมั่นคงของความรักทั้งนั้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือ ทั้งสองฝ่าย เห็นข้อเสียของอีกฝ่ายมากกว่าข้อดี เมื่อนั้น ความรัก ก็ย่อมต้องจบลงไปด้วยในที่สุด
การปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวคนรัก
หากจะบอกว่า ความรัก ไม่เคยเป็นเรื่องของคนสองคน ก็อาจจะฟังดูเกินไป แต่ยากที่จะเถียงว่าไม่จริง เพราะมีคู่รัก หรือ คู่ชีวิต ไม่รู้กี่คู่ที่ต้องเลิกรากันไป เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบ้านของอีกฝ่ายได้ หากจะเปรียบเทียบความรักจริงๆ กับ เรื่องแต่งในนิยาย ก็เห็นก็จะมีแต่เรื่อง แม่ผัว-ลูกสะใภ้ พ่อตา-ลูกเขยเท่านั้น ที่นิยายเขียนออกมาได้ คล้ายคลึงกับความเป็นจริง
อุปสรรคทางความรัก ที่เรียกว่า ครอบครัวนี้ แบ่งความยากง่ายในการรับมือออกมาได้หลาย Level เลยทีเดียว เพราะถ้าเป็นปัญหา เรื่องนิสัยใจคอ หรือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ อาจแก้ปัญหาได้ด้วยการที่เรากับคนรักแยกตัวออกมาใช้ชีวิตกันเอง 2 คน ถึงจะต้องมีพบปะกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความอดทนนัก แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมที่แยกตัวออกมาจากครอบครัว การปรับตัว เรียนรู้นิสัย และ วัฒนธรรมของบ้านก็เป็นเรื่องที่เราต้องปรับตัวเข้าหาคนหมู่มาก ที่เขาอาศัยอยู่ด้วยกันมาก่อน เพราะหากจะให้ผู้เขียนยึดถือ ตามคำสอนของคุณยายผู้เขียนที่ว่า “หาสามีก็เอาแบบพ่อ-แม่ตายไปหมดแล้ว ไม่ก็เป็นเด็กกำพร้า ชีวิตจะได้ไม่ทุกข์ใจ” เห็นทีคงจะได้จับจอง หาพื้นที่อยู่บนคานเป็นแน่
แต่อีกปัญหาที่ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าปวดหัวก็คือ ความแตกต่างทางศาสนา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ก่อนจะ ปลูกต้นรักกับคนต่างศาสนา อย่าเพิ่งวาดวิมานในอากาศว่า ความรักจะชนะทุกสิ่ง ควรมีสติอยู่เหนืออารมณ์ แล้วศึกษาความเคร่งครัด ทางศาสนาของอีกฝ่ายว่าสามารถรับความแตกต่างทางศาสนาได้หรือไม่ และอย่าลืมถามตัวเองให้ดีว่า หากต้องเปลี่ยนศาสนา เราจะยอมรับได้หรือไม่
การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนของคนรัก
เมื่อพูดถึง เพื่อน ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกับหัวข้อการ ปรับตัวเข้ากับความรักครั้งใหม่ เท่าไหร่ แต่ถ้าได้อ่านถึงบรรทัดนี้ ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการถึง เพื่อนของตัวเอง ยามที่เราพาคนรักใหม่มาแนะนำตัว ว่าเพื่อนมีส่วนช่วยสแกนคนรักของเรา อย่างไรบ้าง เพื่อนของอีกฝ่ายก็มีท่าทีที่ไม่แตกต่างกัน และตัวเราเองก็คงจะรู้สึกไม่มีความสุขกับความรักมากนัก ถ้าคนรักและเพื่อนของเรา เข้ากันไม่ได้ แต่ถ้าเราปรับตัวให้เข้ากับสังคมเพื่อนๆของคนรักได้ นอกจากจะตัดปัญหากวนใจที่จะมาบั่นทอนความรักแล้ว คุณอาจจะได้พบ เจอกับมิตรภาพใหม่ๆ เรื่องราวของโลกอีกใบนึงที่น่าสนใจก็ได้
ไม่ว่าความรักของคุณในตอนนี้ กำลังอยู่ในสถานะแรกรัก คบหาดูใจ หรือ ลงเอยเป็นคู่ชีวิต ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลก หากหลายคนต้องเจอการปรับตัวเรื่องความรักอันหนักหนา เกินกว่าที่ผู้เขียนได้บรรยายเอาไว้ เพราะแต่ละคนก็ย่อมมีวิถีทาง ของความรักที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าความรักที่เกิดขึ้นมานั้นมีคุณค่ามากพอที่จะรักษาเอาไว้ ก็ขอให้ทุกคนสู้ ใช้ความพยายามและความ อดทนให้มากที่สุด หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเรา แม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องปรับลดความเป็นตัวตนลงไปบ้าง แต่ตราบใดที่ไม่ได้เปลี่ยนเราจน ไม่เหลือความเป็นตัวเอง มันก็น่าจะคุ้มค่าพอ ที่จะทำเพื่อคนที่เรารัก ใช่หรือไม่?






