OPINION

เรื่องเล่าจากอากง ตอนที่ 3

หัสสยา อิสริยะเสรีกุล
28 ต.ค. 2560
(ภาพประกอบจาก oknation ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง)

เมื่อเดินทางถึงท่าเรือที่กรุงเทพฯ ผู้อพยพส่วนมากจะไปกองรวมกันที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีพ่อค้า ทั้งไทยและจีนจำนวนมาก 
มารอมองหาแรงงาน เพื่อรับไปทำงานด้วย หากมองในอีกมุม บรรยากาศจะคล้ายคลึงกับการมาเที่ยวทัวร์ แล้วมีไกด์
ท้องถิ่นจัดการสิ่งต่างๆให้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ การเดินทางของลูกทัวร์กลุ่มนี้เป็นการเดินทางระยะยาว บ้างก็อยู่เที่ยวเป็นปี
 เป็นสิบปี หลายสิบปี แล้วจึงได้กลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน แต่บ้าง ก็ไม่ได้กลับไปอีกเลย

อากู๋มารอรับลูกชาย ลูกสะใภ้ รวมถึงอากง ที่ท่าเรือ ทั้งสามจึงไม่ต้องฝ่าด่านหางานเฉกเช่นคนอื่นๆ แต่ก่อนที่จะได้ย่างเท้าเข้า
เมืองไทยนั้น หนึ่งอุปสรรคที่ทำให้อากงเกือบจะเข้าเมืองไม่ได้คือ “ซัวมัก” หรือโรคริดสีดวงตา ที่บริเวณตาข้างซ้ายของอากง
และยังส่งผลต่อเนื่องต่อสุขภาพตาของอากงจวบจนทุกวันนี้ โชคยังดีที่พอผ่านด่านเข้ามาได้แล้ว มีข้อบังคับว่า อากงต้องรักษา
ตาให้หายก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ทำหนังสือคนเข้าเมือง และทำใบต่างด้าวต่อได้ อากงจึงรักษาตนเองจนหายดีในที่สุด มิเช่นนั้นแล้ว
สุขภาพตาของอากง อาจยิ่งแย่จนถึงขึ้นมองไม่เห็นก็ได้
อาการของ “ซัวมัก” อาจเปรียบได้กับโรคตากุ้งยิงในสมัยนี้ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นโรคติดต่อที่น่ากลัว และส่งผลให้อากงต้อง
จ่ายเงินค่าผ่านด่านมากกว่าคนอื่นๆ อยู่ที่ 500 บาท โดยคนปกตินั้นจ่ายเพียง 200 บาทเท่านั้น
 
ฉันถามต่อว่า 500 บาทในยุคนั้น มีค่าแค่ไหน อากงตอบว่า ก็เท่ากับทองแท่งหนึ่งบาท ดังนั้นถ้าจะเปรียบเป็นค่าเงินสมัยนี้ ค่าผ่าน
ด่านจะอยู่ที่ราวสองหมื่นบาทเลยทีเดียว ฉันอดบ่นว่าแพงไม่ได้ อากง
จึงเล่าให้ฟังต่อว่า ค่าโอนสัญชาติแพงกว่านี้อีก อากงจำได้ว่า อยู่ที่ราวหนึ่งหมื่นหกพันบาทเลยทีเดียว

พอมาถึงบ้านของอากู๋ ซึ่งประกอบกิจการขายปูนทรายและวัสดุก่อสร้างแถวตรอกพระยานคร อากงก็เริ่มเรียนรู้งานทันที หน้าที่
ของอากงในทุกๆวัน คือการแบกหาม และเดินเท้าจัดส่งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โดยเริ่มงานตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงสามทุ่มของทุกวัน  
ช่วงแรกๆ อากงยังช่วยงานค้าขายได้ไม่มาก เพราะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่พอพ้นสามเดือนแรก ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น 

พูดถึงค่าจ้างรายเดือนที่ลูกจ้างทั่วไปในร้านของอากู๋ได้รับ คือเดือนละ 120 บาท แต่สำหรับอากง ได้รับเพียง 40 บาทเท่านั้น 
เพราะถูกหักค่าผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อากู๋จ่ายให้ไปก่อน รวมถึงค่ากินอยู่ในทุกๆเดือน อากงเล่าต่อว่า งานขนปูนร้อนๆตอนกลางคืน 
เป็นงานที่หนักและเหนื่อยที่สุด เพราะต้องค่อยๆแบกปูนร้อนๆขึ้นบ่าทีละลูก ทีละลูก แล้วขนเข้าร้าน รถคันหนึ่งบรรจุปูนได้ 100 ลูก 
หมายความว่าอากงต้องแบกปูนที่ทั้งหนัก ทั้งร้อน ถึงร้อยครั้งกว่าจะเสร็จงาน 
โดยไม่ได้รับค่าจ้าง หากอากู๋ไปจ้างแรงงานคนอื่นที่ไม่ใช่อากง แกจะต้องจ่ายค่าแบกในราคาคันรถละ 20 บาทเลยทีเดียว

ปี พ.ศ.2493 หลังทำงานกับอากู๋ได้ราวหนึ่งปี และคำนวนว่าได้ใช้หนี้ต่างๆเรียบร้อยแล้ว 
อากงจึงตัดสินใจลาออกจากร้านของแก แล้วไปหาบ้านเช่าอยู่เอง อากงบอกกับฉันว่า 
ตอนนั้นคิดแค่ว่า อยู่รับเงินเดือน 40 บาทแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ใบต่างด้าวปลอมก็มีแล้ว ไปสมัครงานที่อื่นด้วยตนเองก็ย่อมได้ 
(ยังทำใบต่างด้าวของจริงไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงรักษาตาให้หายสนิท) ส่วนอากู๋ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะถือว่าใช้หนี้แกครบถ้วนแล้ว 
หรือจะกล่าวให้ถูกต้อง ก็ต้องบอกว่า ใช้หนี้เกินค่าผ่านด่าน 500 บาท บวกค่ากินอยู่ไปมากแล้ว อากงยังจำคำพูดทิ้งท้ายของอากู๋ได้
เป็นอย่างดี แกบอกกับอากงว่า ลื้อนี่หยิบลูกคิดมาจากเมืองจีนด้วยจริงๆ 
ประมาณว่าอากงคิดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปซะหมด ส่วนฉันก็ได้แต่คิดในใจว่า 
ถ้าฉันเป็นอากง ฉันลาออกตั้งแต่ใช้หนี้หมดวันแรกแล้ว ไม่อยู่มาจนเกือบปีแน่นอน

อากงอธิบายภาพของบ้านที่แกมาหารค่าเช่าอยู่กับเพื่อนๆว่า เป็นบ้านชั้นเดียวที่มีเพดานต่ำมาก เวลาเดินต้องคอยระวัง ถึงตรงนี้
คุณน้าของฉันเสริมต่อว่า จะเรียกว่าบ้านเต็มปากเต็มคำคงไม่ได้ เพราะแท้จริงแล้ว มันคือเล้าเป็ดส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และถูกเปิดให้
เช่าในราคาเพียงเดือนละสิบห้าบาท หารกันสี่คน เฉลี่ยคนละสามบาทกว่าเท่านั้น อากงและเพื่อนๆจึงปรับปรุงซะใหม่ให้กลายเป็น “บ้าน” 
ส่วนของหลังคานั้นทำจากใบจากเรียงกันเป็นตับๆ เหมือนกับบ้านไทยโบราณที่ฉันเคยเห็นในละคร บริเวณพื้นก็เป็นดิน ไม่มีพื้นบ้านใดๆ
ทั้งนั้น เตียงก็ทำเอง จากการประกบไม้สองแท่งให้เป็นรูปกากบาทสองชุด แล้วปักลงดินเพื่อทำหัวเตียงและท้ายเตียง จากนั้นเอา
ไม้กระดานวางทาบ มีมุ้งสักหน่อย เท่านี้ก็ได้เตียงพร้อมใช้งานแล้ว

สมัยนั้นมีน้ำประปาให้ได้ใช้เหมือนกัน แต่เป็นน้ำประปาสาธารณะ ตามถนนจะมีหัวประปา ลักษณะคล้ายหัวดับเพลิง และมีก๊อกน้ำ
ต่อออกมา คนก็ไปรองน้ำมาใช้งานได้ฟรี ใครมั่งมีหน่อยก็สามารถต่อท่อประปาเข้าบ้านเพื่อใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เด็กๆและวัยรุ่น
ยุคนั้นจึงมักมีหน้าที่ประจำวันในการรองน้ำใส่ถึงแล้วแบกเข้าบ้าน


(น้ำประปาสาธารณะในสมัยนั้น-ภาพจากประชาชาติธุรกิจ)

ถามว่าการย้ายออกมาอยู่ด้วยตนเอง ลำบากกว่าอยู่กับอากู๋มากไหม อากงก็แจกแจงค่าใช้จ่ายคร่าวๆให้ฟังว่า ค่ากินสามมื้อเฉลี่ยอยู่ที่
วันละสี่บาท ค่าแรงที่อากงทำงานรับจ้างต่างๆนั้น ต่ำสุดคือได้มากถึงวันละสิบห้าบาท ทำสามวัน ได้มากกว่าอยู่กับอากู๋ทั้งเดือนอีก 
ฉันจึงคิดว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้อากงอยู่กับอากู๋ได้นานเกือบปี น่าจะเป็นเรื่องความกตัญญูมากกว่า เพราะอากู๋ถือเป็นผู้มีพระคุณ 
ให้ที่อยู่ที่กิน ให้งานแรกที่เมืองไทย ในวันที่อากงไม่รู้จักใครที่เมืองไทยแม้แต่คนเดียว

งานที่อากงรับจ้างทำนั้น มีทั้งแบกข้าวสาร ได้เงินมากถึงวันละสี่สิบบาท งานแบกถ่านหินได้วันละยี่สิบห้าบาท งานรับจ้างหับทรายขึ้นเรือ
ได้ลำละแปดสิบบาท และใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เสร็จแล้ว อากงจึงชอบงานประเภทนี้มาก และยังมีรับจ้างขุดดินอีก นอกจากนี้ 
อากงยังรับของจากสำเพ็งมาแบ่งขาย ทั้งหวี แป้ง ด้าย โดยหาบขายไปทั่วละแวกบ้าน และในระหว่างที่อยู่ที่เมืองไทย อากงก็ไม่ลืม
ที่จะส่งเงินกลับไปที่เมืองจีนเพื่อใช้หนี้พี่สาว และส่งให้คนดูแลหมู่บ้าน ไว้ใช้ซื้อของไหว้บรรพบุรุษมิให้ขาด อากงทำงานอย่างหนัก 
ตั้งใจเก็บหอมรอมริบ ด้วยความหวังว่าวันนึง อากงจะได้กลับ “บ้าน” คุณน้าของฉันเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า คนจีนสมัยก่อนทำงานเก็บเงินกัน
เก่งมาก แต่หลายคนไม่ซื้อบ้าน หรือที่ดินที่เมืองไทย เพราะตั้งใจแค่ว่าจะเก็บเงินให้ได้มาก แล้วกลับไปอยู่ที่ “บ้าน”

วิธีการส่งเงินไปเมืองจีนสมัยนั้น จะส่งผ่านร้านที่เรียกกันว่า “โคยกั้ว” อยู่แถวเยาวราช ผู้ส่งเลือกจำนวนเงินที่ต้องการส่งเป็นเงินบาท 
แล้วทางร้านจะแปลงค่าเป็นเงินหยวนให้ ว่าเทียบเท่ากับเท่าไร การเขียนที่อยู่เหมือนกับการส่งไปรษณีย์ทั่วไป ที่สำคัญคือ
ต้องเขียนชื่อผู้รับให้ชัดเจน พอเงินถึงมือผู้รับก็จะมีจดหมายแจ้งกลับมายังผู้ส่งด้วยนั่นเอง
About the Author
เป็ดที่ผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วทุกแบบ ทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักพากย์.. แต่ตอนนี้กำลังสนุกกับบทบาทใหม่ในฐานะพิธีกร New Gen ของเจาะใจ พ่วงด้วยบทบาทเบื้องหลังใน Johjaionline.com แบบเต็มตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู
นี่แหละอาชีพขายบริการ ส่วนใหญ่จะหลงระเริงอยู่ในโลกมายาราตรี ที่เป็นเหมือนสวรรค์ในนรกกลืนกินชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้ตัว