ถ้าเทียบกับคนในช่วงสมัยก่อนหรือคนในยุคสงคราม ผมว่าปัจจุบันเราหลายคนมีอาหาร เสื้อผ้า หนังสือ หรือสิ่งของไว้มากมาย แต่เคยสงสัยไหมครับว่า การที่เรามีสิ่งของที่เราสามารถใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย และมีปริมาณพอกินพอใช้ แต่ทำไมบ่อยครั้งพบว่า ตัวเรากลับไม่มีความสุขเลย
ข้อสังเกตของผม คือ ปัจจุบันเราอยู่ในโลกทุนนิยมที่เต็มไปด้วยการบริโภคกันอย่างรุนแรงตามกระแสแฟชั่นและสภาพเศรษฐกิจ ทำให้มีสิ่งของจำนวนมากเกินความพอดี สุดท้ายกลายเป็นกองขยะมหาศาล และหลายๆ บ้านก็มีสิ่งของที่มากเกินความต้องการจริงๆ โดยเราไม่เคยถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องมีสิ่งของเหล่านั้นในปริมาณมากๆ ด้วย
หลายคนมีเสื้อผ้าหลายร้อยหรือหลายพันตัว พยายามจะบริจาคอยู่หลายหนหลายครั้ง แต่ก็ยังรกบ้าน บางคนเคยบอกผมว่า เขาทำความสะอาดครั้งใหญ่ทุกๆ ปี เช่นช่วงปีใหม่ ตรุษจีน หรือสงกรานต์ แต่ทำไมบ้านก็ยังรกอยู่
ผมมักได้ยินบ่อยๆ คือ เวลาเริ่มต้นจัดระเบียบบ้านมักจะเรียกพ่อแม่พี่น้องมาช่วยกัน แต่พอทำไปได้สักพัก ทุกคนจะชวนคุย หยิบสิ่งของมาเล่าเรื่องชวนระลึกถึงในอดีต หรือพาหลงทางด้วยการชวนทำเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่การจัดบ้านแทน บางบ้านที่เลวร้ายหน่อยคือกลายเป็นว่าสมาชิกในบ้านบ่นทำให้เจ้าตัวเสียแรงใจในการจัดบ้านมากกว่า
เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายๆ ครับว่า แต่ละคนมีความพร้อมในการจัดระเบียบบ้านแตกต่างกัน ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิด คิดว่าการจัดระเบียบบ้านคือการทำความสะอาดบ้าน ซึ่งเป็นความคิด ความเชื่อที่ผิดอย่างมากและเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว
ผมยืนยันได้ว่า การจัดระเบียบบ้านแบบพิเศษนั้นไม่ใช่การทำความสะอาดบ้านประจำปีหรือการโละของครั้งใหญ่ ซึ่งต้องใช้แรงใจแรงกายของทุกคนในบ้าน
การจัดระเบียบบ้านแตกต่างกับการทำความสะอาดครั้งใหญ่ หลายประเด็นเลยครับ ทั้งเรื่องจำนวนคน ระยะเวลา และวิธีการลงมือปฏิบัติ เวลาที่จะเริ่มจัดระเบียบบ้านเราควรทำด้วยตัวเอง เน้นสิ่งของของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องไปพึ่งแรงกายของคนอื่นๆ ในบ้านเลยครับ แต่เราสามารถมีผู้ช่วยได้นะครับ โดยมีเราเป็นคนหลักในการจัดบ้านนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบบ้านด้วยตัวเองก็เป็นสิ่งที่ดีครับ นั่นจะทำให้คุณค้นหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในชีวิตที่คุณไม่เคยเห็นหรือไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเลยด้วยซ้ำ แต่การมี “โค้ช” ก็จะทำให้มันง่ายขึ้น ทำให้คุณใช้เวลาน้อยลง ทำให้คุณเห็นเป้าหมายชัด ช่วยปรับโฟกัส และทำให้คุณมองเห็นลู่ทางที่สับสนไม่แน่ใจ ซึ่งแตกต่างจากการชวนสมาชิกในบ้านมาช่วยจัดกันอย่างแน่นอน
ตอนที่ผมยังหัดจัดระเบียบบ้านด้วยตัวคนเดียว ตอนนั้นผมคิดว่าสามารถกำจัดข้าวของ ในปริมาณที่ตัวเองคิดว่ามากแล้วและสามารถจัดวางให้สบายตา สบายใจที่สุดแล้ว แต่พอนานวันเข้า แม้ว่าห้องจะโล่งมากขึ้นถ้าเทียบจากเมื่อก่อน แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ยังรบกวนจิตใจอยู่ ผมจึงลองเริ่มต้นจัดระเบียบบ้านใหม่อีกครั้ง เริ่มจากกองเสื้อผ้าของตัวเอง เพียงแต่ครั้งนี้ผมไม่ได้เรียกพ่อแม่พี่น้องมาช่วย แต่มีโค้ชจัดระเบียบบ้านส่วนตัว อีกคนที่มาคอยช่วยดู ช่วยฟังและตั้งคำถามกับสิ่งของที่ผมรู้สึกว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะเก็บหรือทิ้ง
รอบหลังนี้ ผมสามารถโละเสื้อผ้าที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่เคยใส่เลยและได้ค้นพบคำตอบใหม่ๆ ให้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วเรามีนิสัยเสียหรือข้อบกพร่องอะไรในตัวเราที่ซ่อนอยู่ คือ ผมแทบไม่เคยซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองเลย มีแต่เสื้อผ้าที่แม่ พี่สาว และแฟนเป็นคนซื้อให้ หรือบางตัวเป็นเสื้อที่ได้แถมมาจากการทำงาน หลายตัวใส่ไม่ได้แล้ว แต่คิดว่าเก็บไว้เพราะมันก็พอจะใส่ได้บ้าง แล้วบอกตัวเองว่านี่คือการประหยัด
วันนั้นผมเริ่มเห็นตัวเองว่าเราทนอยู่กับการใช้ของที่เราไม่เคยเลือกเองมานานมาก
ชีวิตของผมไม่เคยตัดสินใจด้วยตัวเองเลยงั้นเหรอ
เป็นเหมือนคนที่ละทิ้งเรื่องง่ายๆ ที่ตัวเองควรต้องรับผิดชอบ
เป็นคนที่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า แท้จริงเราเป็นใคร เราชอบอะไร เพราะเรามัวแต่ไปรับสิ่งที่คนอื่นคิดว่าชอบ คิดว่าดี แล้วเราก็แค่ “ทน” อยู่ “ทน” ใช้มัน โดยละเลยความรู้สึกของตัวผมเอง
นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ ที่มี “โค้ช” หรือที่ปรึกษาจัดระเบียบบ้าน มาคอยช่วยสะท้อนทำให้ผมสามารถจัดระเบียบบ้านได้ดี และเห็นมุมมองใหม่ๆ แตกต่างจากครั้งแรกที่ผมจัดบ้านด้วยตัวเอง
เครดิตภาพ - http://wgntv.com/2017/05/11/author-marie-kondo-demonstrates-the-konmari-method-the-japanese-art-of-decluttering/






