OPINION

เมื่อ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 : เรื่องของ emergence

สุรพร เกิดสว่าง
21 ม.ค. 2562
“The whole is greater than the sum of its parts “ อริสโตเติล
 
ว่ากันว่า นักปราชญ์กรีกสมัย 300 กว่าปีก่อนคริสตกาลเป็นคนพูดไว้ และถ้าจริง นักปราชญ์อย่างอริสโตเติลคงหมายความด้วยว่า คำว่า “ผลรวม” นั้น อาจน้อยกว่าผลบวกของส่วนประกอบก็ได้
 
และอริสโตเติลคงรู้ดีว่า ในโลกความจริงนั้นไม่ค่อยจะมีอะไรดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมาหรือ linear หากเป็น non linearity ไม่ตรงมาตรงมาเสียมากกว่า  
 
ในปัจจุบัน เมื่อส่วนประกอบย่อยที่ดูเหมือนไม่มีบทบาทอะไร มาอยู่ด้วยกัน จนถึงจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิด critical mass และเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจะเกิดขึ้นอย่างในทันใด เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “emergence”
 
Emergence เป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับหลายต่อหลายสิ่งรอบตัวเรา ตั้งแต่สิ่งไม่มีชีวิตอย่างโมเลกุลของน้ำที่ถูกความเย็นจนเรียงตัวใหม่กลายเป็นน้ำแข็ง หรือ การเคลื่อนไหวของฝูงสัตว์ รวมถึงพฤติกรรมฝูงชน ตลาดหุ้น การก่อตัวของพายุ การเติบโตของเมือง ปรากฏการณ์ทางการเมือง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์โลก
 
ความน่าฉงนของ emergence ก็คือ เมื่อมองดูแค่ element หรือ ส่วนประกอบย่อย เราอาจมองไม่เห็นอะไรมากนัก นกแต่ละตัว หุ้นแต่ละตัว คนแต่ละคน ต่างมีบุคลิกคุณสมบัติ และแนวทางที่แตกต่างกันไป ไม่ได้มีบทบาทอะไรพิเศษ ต่าง element ต่างอยู่ ต่างคนต่างอยู่ ไร้พิษสงหรืออำนาจใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ 
 
แต่เมื่อความเป็น ปัจเจกชน หรือ ปัจเจกวัตถุ เหล่านี้มาอยู่รวมกัน สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้นได้
 
ดูเหมือนเป็นเรื่องขัดแย้งหรือ irony ที่ พลังของการรวมกันมาจากความเป็นอิสระที่เคยมีจะถูกจำกัด เพราะเมื่อมาอยู่รวมกัน พฤติกรรมแต่ละคน หรือ แต่ละตัว หรือ แต่ละสิ่ง ต่างขึ้นอยู่กันและกัน ไม่มีใครสามารถทำอย่างที่ต้องการได้จริง ต่างถูกตีกรอบที่มองไม่เห็นจากการกระทำที่มีต่อกันและกันทั้งสิ้น
 
นักวิ่งในงานแข่ง อาจไม่สามารถวิ่งได้ดังใจต้องการเหมือนเวลาซ้อมคนเดียวได้ เพราะเต็มไปด้วยนักวิ่งอื่นจำนวนมากมายที่วิ่งด้วยความเร็วไม่เท่ากัน อันมาจากความสามารถต่างกัน การพยายามรักษาพื้นที่รอบตัวต่างกัน การเปลี่ยนแนววิ่งไปมาเพื่อแซงคนที่ช้ากว่า อีกทั้งความเร็วและพื้นที่ระหว่างนักวิ่งยังแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาขึ้นอยู่กับ ทิศทางของถนน ความกว้างและความโค้ง ของถนน 
 
นั่นหมายถึง หากเราเคยเห็นนักวิ่งคนหนึ่งที่ทำเวลาได้ดีเยี่ยมในเวลาซ้อมคนเดียว ก็อาจคาดว่า เขาต้องวิ่งในตอนแข่งได้ดีเหมือนที่ซ้อมแน่ๆ  แต่พอถึงเวลาแข่งแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะความสามารถของเขาในวันแข่งขึ้นอยู่กับความสามารถของคนอื่นด้วย ตั้งแต่นักวิ่งรอบตัวเขา ไปจนถึงนักแข่งที่วิ่งอยู่ไกลตัว ล้วนมีผลต่อเนื่องกันและกันทั้งสิ้น
 
ซึ่งทำให้นักวิ่งแต่ละคนต้องเปลี่ยน”บทบาท”ของตนอยู่ตลอดเวลา ด้วยการโดยวิ่งแฉลบไปซ้ายที ขวาที เพื่อแซงนักวิ่งที่ช้ากว่า จนแทบไม่มีใครสามารถวิ่งด้วยแนวตรงสั้นที่สุดตามถนนไปถึงเส้นชัยได้ตลอด และไม่มีทางทำนายล่วงหน้าว่าแนวทางวิ่งของเขาจะซิกแซ็กเป็นอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความเร็วอของนักวิ่งคนอื่นๆ ที่ก็ขึ้นอยู่กับคนอื่นๆต่ออีก ต่อเนื่องกันไปเป็นทอดๆ 
 
หรือเช่นเดียวกับฝูงนกที่สามารถเปลี่ยนทิศได้อย่างกะทันหัน อย่างไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า หรือฝูงมดที่สามารถต่อตัวเป็นสะพานเพื่อให้มดที่เหลือข้าม โดยไม่ต้องมีผู้นำใดๆ แต่ละตัวมีบทบาทต่างกันในเวลาต่างกัน ไม่มีการ fix บทบาทล่วงหน้า ระบบฝูงนกและสะพานมดนี้เกิดขึ้นอย่างทันใดแบบ simulteneously และทำงานได้ด้วยตัวเองทันที  
 


นักฟิสิกส์ชื่อดัง Doyne Farmer พูดถึง emergence ว่า “มันไม่ใช่เรื่องของ magic แต่รู้สึกเหมือนกับ มันเป็น magic”  กับลักษณะจัดการตัวเองหรือ self organize ได้โดยไม่ต้องมีผู้นำคอยบงการ และโดยสมาชิกไม่รู้และไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อีกหลายคนในกลุ่มคิดอย่างไร ทำอย่างไร นอกโต้ตอบจากพฤติกรรมกับสมาชิกรอบข้างเท่านั้น
 
และนี่คือเรื่องของ emergence ที่บอกเราว่า ภาพที่เรามองส่วนย่อย กับ ภาพที่มองเป็นองค์รวมนั้น ไม่เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันกันลิบลับ
 
ซึ่งหมายถึงว่า การมองภาพ การพิจารณาสิ่งใดๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงองค์รวมนั้น ทำให้เราความเป็นไปต่างๆ มองโลก มองชีวิตผิดพลาด ได้อย่างมากมาย
 
และนั่นคือปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน เพราะธรรมชาติมนุษย์มักจะมองสิ่งต่างๆแบบแยกอิสระ เป็น independent element มากกว่าที่จะมองแบบรวมกันแบบ collective organism
 
ทั้งๆที่ในความเป็นจริง แต่ละ element ไม่ได้มีความ independent แต่ที่มีความเกี่ยวข้องกันและกันอย่าง interdependent แถมแต่ละ element ยังสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้ตลอดเวลาอีกด้วย ไม่อยู่นิ่ง 
 
ธรรมชาติปกติของมนุษย์มักคุ้นเคยกับการมองความเป็นไปรอบตัวอย่างง่ายแบบ static เหมือนกับภาพนิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ความจริงทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกันแบบ dynamic มีการเปลี่ยนแปลงก่อตัวอยู่ตลอดเวลา และอาจยังจะเป็น dynamic แบบ disruption เสียด้วย นั่นคือ ทำให้สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ต้องชะงักงัน
 
การมองอย่าง static ทำให้เราหมดเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนแปลง element เราพยายามเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนคนอื่น ทั้งๆที่ตัวกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวของเรานั้น จริงๆแล้วกลายเป็นระบบที่ครอบเราอยู่ ซึ่งอาจเป็นสังคม ที่ทำงาน
 
เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนระบบ ก็อาจไม่เป็นผล
 
อย่างเช่น แทนที่จะจัดนักวิ่งทุกระดับความสามารถมารวมกัน ก็เปลี่ยนระบบโดยจัดการแข่งวิ่งตามอายุ แบบครอบครัว แบบฮาสนุก แบบจริงจัง หรือ วิ่งสั้น วิ่งยาว หรือ มาราธอน ก็อาจจะทำให้แก้ปัญหาคอขวดที่เกิดจากความเร็วต่างกันเกินไปได้  โดยคราวนี้ ผู้แข่งไม่จำเป็นต้องวิ่งซิกแซ็กไปมาถี่เพื่อแซงคนที่วิ่งช้ากว่าเหมือนเดิมแล้ว เพราะความเร็วแต่ละคนไม่ได้ต่างกันอย่างมากมาย การรักษา space ระหว่างนักแขงก็ทำได้ง่ายกว่า การเคลื่อนที่ของนักวิ่งจึงมีระเบียบ
 
เช่นเดียวกับ การบริหารจัดการ แทนที่จะเคี่ยวเข็ญพนักงานให้มีประสิทธิภาพ ไปเน้นที่การปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร บรรยากาศในการทำงาน อาจจะได้ผลกว่า  
 
แต่ในบางครั้ง ระบบก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ รวดเร็วทันใจ
 
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพยายามใช้ประโยชน์จาก emergence แบบ “ตามน้ำ” เสียเลย เช่น สนับสนุนให้แต่ละคนแสดงความสามารถ โดยหวังว่า ความ interdenendent ในเชิงบวกจะทำให้กระบวนการ emergence ออกมาเป็นผลดีต่อองค์กร
 
อย่างเช่น ใน class เรียนแบบ “Improvisational”  ที่รายงานในบทความ Educational Researcher โดย Sawyer (2004) ให้นักเรียนได้ออกความเห็นโดยมีครูให้แนวทางเริ่มต้นเท่านั้น แต่ให้อิสระในการโต้ตอบความเห็นกันและกันโดยปราศจากการแทรกแซงจากครูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
 
จากการศึกษาเรื่อง emergence ที่รายงานในการประชุม New England Complex System Institute ในปี 1999  พบว่า ถ้าจะเก็บเกี่ยวผลดีจาก emergence ละก็ ต้องอย่าไปแตะระบบมาก อย่าไปควบคุมจัดการจากส่วนกลาง แต่ทำให้การควบคุมกระจายไปในสมาชิกจะดีกว่า จากนั้นระบบจะดูแลตัวของมันเอง
 
เช่นเดียวกับการจัดกลุ่มวิ่งเสียใหม่ เพื่อให้นักวิ่งแต่ละคนสามารถควบคุมรักษา space ระหว่างนักวิ่งได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น แต่ไม่ใช่ไปสร้างกฏบังคับขึ้นมาใหม่จากเบื้องบนหรือจากผู้จัดให้ยุ่งยากและปฏิบัติไม่ได้
 
หรือในการบริหารจัดการ ก็สร้างสภาพแวดล้อมหรือ culture เพื่อเอื้อให้คนยินดี เปิดใจที่จะร่วมมือกันมากขึ้น หรือมี postive interdependent ไม่ใช่ไปตั้งหน่วยงานหรือสร้างกฎเพื่อกำกับดูแล ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการ self organize 
 
นอกจากนั้น งานศึกษายังบอกด้วยว่า emergence จะไปได้ดี ก็ต่อเมื่อ องค์กรนั้นไม่มีความซับซ้อนจนเป็นอุปสรรคในการร่วมมือกัน หรือเป็นอุปสรรคในการปรับตัว
 
องค์กรนั้นอาจจะมีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้างได้ แต่ต้องไม่มีความซับซ้อนในเชิงการสื่อสาร เช่น อาจจะมีหลายแผนก หลายสายงาน แต่ การสื่อสารระหว่างกันต้องไปได้ทั่วแบบ flat ไม่ใช้ถูกจำกัดเฉพาะคนในสายงาน ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรสามารถ self organize และ adapt ปรับเปลี่ยนไปสู่ความเป็น optimum หรือมีประสิทธิภาพสูงสุดได้
 
ในยุคที่เราเรียนรู้เรื่อง emergence มากขึ้นเรื่อยๆ “การควบคุมกำกับ- control ” จึงกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ในขณะที่ “การดูแลส่งเสริม -support” เป็นเรื่องที่มาแรง
 
เพราะศาสตร์ทาง Complexity Science - วิชาที่ศึกษาผลจาก emergence - บอกว่า ควบคุมกำกับไปก็เท่านั้น
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ฮิโมะมีหน้าซึมๆดูกลัวๆ เราเลยถามไถ่ไปที่เจ้าของใหม่ว่าเขายังกลัวและซึมอยู่ไหม คำตอบคือ ไม่มีทีท่าแบบนั้นเลย ฮิโมะแมวขนปุยที่มีอดีตไม่ค่อยน่ารักเหมือนหน้าตา กลับมีท่าทางร่าเริงอีกครั้ง ฮิโมะดูสดชื่นเมื่อได้เล่นของเล่น ได้วิ่งเล่นตามที่เขาอยากจะวิ่ง เขาเรียนรู้การเข้าประตูแมวเล็กๆจนทำได้ 
จะเป็นไปได้หรือไม่ หากโลกเราสามารถมีพื้นที่ให้คนได้ระบายความเครียด ในแบบที่พวกเขาอยากทำ?