OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 2

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
20 มิ.ย. 2561
แล้วแนนก็หายเข้าไปในตรอกเล็กๆ ไม่ถึง 10 นาทีนางก็เดินออกมากับเพื่อนอีกหนึ่งคนโดยไม่ได้มีกระเป๋าเสื้อผ้าหรือสัมภาระใดๆ ติดมือมาด้วย แนนบอกว่าขนเสื้อผ้าออกมาด้วยไม่ได้ เพราะมีพวกแมงดาคอยคุมอยู่ตลอดเวลา นางจึงโกหกว่าออกมากินส้มตำกับเพื่อนที่หน้าปากซอย พวกมันจึงอนุญาตให้ออกมาได้ แล้วก็ต้องรีบกลับเข้าไป

ฉันฟังประวัติของแนนก็น่าสงสารอยู่นะ นางเป็นเด็กสาวชาวเหนือ อายุประมาณ 17-18 ปี เธอถูกพ่อแม่ขายให้กับนายทุนด้วยเงิน 2 หมื่นบาท จากนั้นใครจะพาไปทำอะไรก็เชิญตามสบาย แล้วแนนก็ถูกส่งให้มาทำงานรับแขกสารพัดชาติอยู่ในซ่องแห่งนี้ ด้วยค่าตัวแค่รอบละไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งรูปแบบการทำงานของแนนเราเรียกกันว่า “เด็กบ้าน”

เป็นความหมายที่รู้กันดีกับคำว่า “ เด็กบ้าน” หมายถึงซ่องที่ตัวผู้ขายได้ค่าตัวถูกมาก ถูกกว่าผู้หญิงบาร์ญี่ปุ่นและบาร์เบียร์ด้วยซ้ำ แนนเคยบ่นให้ฉันฟังเช่นกันว่าเบื่อชีวิตเด็กบ้านเต็มทีเพราะได้ค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาทและต้องรับแขกสารพัดทุกชาติ โดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือก ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย

แนนบอกว่าอยากหนีไปไหนไกลๆ ให้พ้นจากเมืองพัทยา จะได้ไม่ต้องทนทุกข์อยู่ในความควบคุมของพวกแมงดาอีกต่อไป ถึงแม้จะหนีออกจากซ่องมาได้ แล้วต้องไปขายตัวที่ญี่ปุ่นนางก็ยินดีไปตายเอาดาบหน้า เพื่อแลกกับชีวิตที่เป็นอิสระ ไม่ต้องถูกกักขังในสภาพแบบนี้ อย่างน้อยก็ยังหาเงินได้มากว่าอยู่ในซ่อง

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ พวกเรารวมตัวกันได้ 6 คน สภาพในรถตอนนั้นค่อนข้างเบียดเสียดเต็มที ไม่สามารถชวนใครไปได้อีกแล้ว ก็คงต้องพอแค่นี้แหละ แต่ก่อนที่พี่ตุ่นจะขับรถเข้ากรุงเทพฯ แกขอแวะพักงีบหลับสักชั่วครู่แถวหาดจอมเทียน เพราะหมดแรงที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน

ตอนนั้นฉันกับเพื่อนๆ จึงถือโอกาสแวะนั่งกินอาหารอยู่ในซุ้มบริเวณชายหาดจอมเทียน ขณะที่กำลังสนทนากันไปเพลินๆ ฉันก็หันไปเจอ “ต่าย” กำลังเดินโต๋เต๋ดิ่งมาทางพวกเรา

ต่ายเป็นเพื่อนในวงการอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำงานนั่งตู่อยู่ที่บาร์เดียวกับฉันและพี่โอ๋ แต่ต่ายจะออกแนวเพี้ยนๆ ต๊องๆ ประมาณว่ามีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร วันนั้นต่ายอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวยาวลากพื้นคล้ายชุดราตรี ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังจะไปไหน จึงส่งเสียงทักทายตามประสาเพื่อนเก่า

“ต่าย ไปไหนมาวะ?”
“กูเพิ่งกลับจากแขก…แล้วพวกมึงล่ะจะไปไหนกัน”
“กูจะไปญี่ปุ่นกัน”
ฉันตอบเล่นๆ ขำๆ กวนประสาทต่ายเล่น แต่พอนางได้ยินว่าจะไปญี่ปุ่นก็ทำท่าจริงจัง แล้วถามกลับมาว่า
“มึงจะไปญี่ปุนจริงๆ เหรอวะ?”
“ก็เออซิ”
“กูไปด้วยซิ” ต่ายพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“โอ้ย…มึงไปไม่ได้หรอก รถเต็มแล้ว ไม่มีที่นั่ง”

ดูท่าว่าต่ายอยากไปญี่ปุ่นกับพวกเรามาก ถึงกับใช้คำพูดอ้อนวอนตามประสาบ้าๆ บอๆ ว่ารถเต็มแล้วก็ไม่เป็นไร ขอให้นางนั่งหนีบๆ หรือเกาะล้อไปก็ได้ แล้วบอกอีกว่าจะให้ไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ให้นางไปด้วย

เพื่อนๆ ทุกคนเห็นว่าต่ายว้อนอยากไปมาก จึงลงความเห็นว่าถ้ามันอยากไปมากขนาดนั้นก็ให้มันไปด้วยอีกสักคนก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ถึงแม้นางจะบ้าๆ บอๆ แต่ก็ไม่มีพิษภัยกับใคร แถมตอนทำงานนั่งตู้ ยังเป็นตัวตลกประจำบาร์ มีเรื่องให้เพื่อนๆ ขำ เฮฮากันได้ทั้งวัน

ในที่สุดฉันก็ต้องยอมให้ต่ายไปด้วยอีกคน และทันทีที่ฉันอนุญาต ต่ายก็กระโดดโลดเต้นดีใจราวกับว่าจะได้ไปท่องเที่ยวดิสนีแลนด์ แล้วฉันก็บอกให้ต่ายไปเก็บเสื้อผ้า เพราะเห็นว่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ก็แค่เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว แต่ต่ายตอบว่าจะไม่เอาอะไรไปทั้งนั้น จะไปชุดนี้เลย นางบอกว่าจะไปซื้อใหม่ทั้งหมด

ฉันฟังแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ทั้งที่บ้านอยู่ใกล้แค่นี้ แต่ทำไมไม่ยอมไปเก็บเสื้อผ้า หรืออาจกลัวว่าพวกเราจะหนีมันไป จึงถามนางว่า แล้วจะไปร่ำลาพ่อแม่ พี่น้องสักหน่อยหรือ?

ต่ายตอบว่า ไม่ต้องร่ำลาใครหรอก เพราะไม่มีใครเป็นห่วงนางว่าจะไปขึ้นช้างลงม้าที่ไหน ขอแค่มีเงินมาให้พวกเขามีกินมีใช้เท่านั้นเป็นพอ พวกเราฟังต่ายพูดแล้วพากันขำ กลายเป็นเรื่องตลกในความเพี้ยนของนาง ว่าชีวิตมันจะง่ายดายอะไรปานนี้ 

พี่ตุ่นผู้นอนฟังการสนทนาทุกประโยค ยังต้องลืมตามามองหน้าต่ายแล้วส่ายหัวแบบเพลียๆ กับอาการของต่าย แล้วพูดแบบขำๆ ว่า 

“ไม่เป็นไร…อยากไปก็ไป ดูแล้วก็ไม่ถึงกับบ้ามาก”

งานนี้มีต่ายมาด้วยพวกเราคงไม่เหงาแน่ และอาจเป็นการเดินทางที่น่าสนุกตื่นเต้นก็ได้ เท่าที่ฉันรู้มาคร่าวๆ ชีวิตของต่ายก็น่าสงสารเช่นกัน เธอเป็นพี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้องทั้ง 4 คน ก่อนที่เธอจะเข้าวงการน้ำกามก็เพราะครอบครัวมีปัญหาตั้งแต่เธอเรียนจบชั้นมัธยมต้น แม่ของเธอตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนกับสามีใหม่ จึงทิ้งภาระทั้งหมดให้ต่ายทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ถึง 3 คน

วันนั้นพี่ตุ่นขับรถพาพวกเราทั้ง 7 คนเข้ากรุงเทพฯ แล้วพาไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมานานเกือบ 30 ปีก็ตาม แต่ฉันก็ยังคงจำชื่อห้องพักแห่งนั้นได้ไม่เคยลืม ว่าชื่อ เมธานี อพาร์ตเมนท์

เมื่อพวกเราทั้ง 7 คนถูกส่งเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักสำหรับเก็บตัวผู้หญิงที่เตรียมพร้อมจะบินในไม่อีกกี่วัน ตอนนั้นมีผู้หญิงไทยพักอยู่ที่นั่น 3-4 คน อายุของแต่ละคนก็ประมาณ 20 กว่า พวกเธอยื่นเอกสารไปทางสถานทูตเรียบร้อยแล้ว แค่รอว่าวีซ่าออกเมื่อไหร่ก็เดินทางทันที

(ขอเม้าท์) ต้องขอบอกว่าสมัยก่อนการเดินทางไปญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนปัจจุบันนี้ ที่ซื้อตัวเครื่องบินปุ๊บก็บินไปได้ปั๊บ แต่สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ทุกคนที่จะไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นต้องทนทุกข์ทรมานกับการขอวีซ่าเข้าบ้านเมืองเขา

คือต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามืด…ไม่ใช่เช้ามืดซิ ต้องบอกว่าตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้ออกมาดูสุภาพเรียบร้อยที่สุด ประมาณว่าผู้ชายต้องใส่สูท ผู้หญิงต้องนุ่งกระโปรงคุมเข่าอย่างมิดชิด พอได้เวลาตี 3 ตี 4 ก็เตรียมตัวไปยืนเข้าแถวยาวเหยียดกันเป็นร้อยๆ คนอยู่บริเวณข้างถนนย่านอโศกดินแดน

มีหลายคนที่ตื่นไม่ไหว เพราะไหนต้องใช้เวลาเดินทางออกจากบ้าน กว่าจะมาถึงสถานทูตก็กินเวลาเป็นชั่วโมง เพราะไหนจะรถติดและไหนจะทำนู่นนี่นั่น พวกเขาจึงหาวิธีให้ง่ายกว่านั้น ด้วยการเปิดโรงแรมนอนมันซะแถวนั้น อย่างน้อยออกมายืนตอนตี 4 ตี 5 ก็ยังไวกว่าคนอื่นๆ ที่มาถึงในเวลา 6-7 โมงเช้า

ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ยื่นวีซ่าเป็นคิวต้นๆ ก่อนใคร แต่ขอบอกอีกทีว่าออกมายืนเวลานั้นยุงโคตรชุม พอสว่างหน่อยก็ต้องปะทะกับมลพิษทั้งฝุ่นจากถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และทั้งควันรถจากท่อไอเสียรถ ที่ซัดมาปะทะเสื้อผ้าหน้าผมพังบรรลัยหมดแหละ

พอสายหน่อยแดดก็ออกอีก ต้องยืนตากแดดอีกเต็มๆ (ชีวิตนี้ฉันผ่านการขอวีซ่าญี่ปุ่น ณ.ที่จุดนั้นมาแล้วถึง 3 ครั้ง รู้รสชาติถึงความล้าสมัยในยุคนั้นเป็นอย่างดี!) พอได้เวลา 8 โมงเช้าได้เวลาประตูสถานทูตเปิดทำการ นักเสี่ยงดวงทั้งหลายก็เตรียมพร้อมยื่นเอกสารการขอวีซ่าพร้อมกับสารพัดเหตุผลที่ใครจะเตรียมตัววางแผนมาโกหกตอแหลอะไรอย่างไงก็ว่ากันไป

ที่น่าตลกที่สุดก็คือ บางคนยื่นเอกสารจริงมีหน้าที่การงานดีๆ ทำ และยื่นหลักทรัพย์จริงทั้งหมด แต่วีซ่าไม่ผ่านซะงั้น และหลายคนปลอมแปลงเอกสารแถมชีวิตจริงไม่มีเงินติดบัญชีสักบาท ไม่มีแม้แต่ธุรกิจการงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่วีซ่าผ่านเฉยเลย

สำหรับเหตุผลในการขอวีซ่าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าไปเที่ยว บ้างก็ว่าไปทำธุรกิจ บ้างก็ว่าไปเยี่ยมญาติ แต่เป้าหมายของใครหลายคน ก็คือต้องการไปขุดทอง แล้วโรบินฮู๊ดอยู่ที่นั่นไปตลอดให้ยาวนานที่สุด แบบให้คุ้มค่ากับการมายืนขอวีซ่าอย่างมหาโหด จึงอยู่กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดวงซวยโดนจับกลับนั่นแหละค่ะ

หลังจากยื่นเอกสารไปแล้วก็ต้องมารอลุ้นว่าวีซ่าจะผ่านหรือเปล่า? ช่วงนี้แหละทรมานโคตรๆ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องบนบานหัวหมูหัวหมากันเลยแหละ บ้างก็ไปไหว้พระ 7 วัด 7 วา เพื่อขอพรให้วีซ่าผ่าน (ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ตะเวนไหว้พระขอพร เพื่อขอให้วีซ่าผ่าน)

แต่ถึงแม้วีซ่าจะผ่านแล้วก็อย่างเพิ่งดีใจไปนะ ต้องมารอลุ้นอีกว่าเจ้าหน้าที่ ต.ม ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินบ้านเขาจะอนุญาตให้พวกเราเข้าประเทศหรือเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ชี้ชะตา
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู
“ความโชคดี” มีอยู่จริง หรือเป็นเพราะความคิดและการกระทำของตัวเอง