เมื่อเราเดินทางไปถึงสถานที่ ก็ได้แต่ยืนอึ้งๆกับความสูงของหน้าผาตึกสามชั้น กับอีกความสูงที่ราวๆตึกห้าชั้น สารภาพเลยว่าแค่ยืนดูใจก็หวิว แล้วต้องปีนขึ้นไป มันยิ่งทำให้คิดย้ำอยู่ในใจว่า.. “จะไหวจริงๆใช่ไหมเนี่ย” แต่เมื่อตั้งสติดีๆและความครุ่นคิดในใจเริ่มสงบลง “เอาวะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องลองดูสักตั้ง” จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ชั่วโมงการสอนแบบสั้นๆ เป็นการสอนการปีนผาเบื้องต้น ทั้งการใช้คำศัพท์ , การใช้เชือก และหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ทั้ง climber และ belayer นี่คือการเริ่มต้นแบบพื้นฐาน แต่จริงจังมากสำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นอย่างเรา
หลังจากการสอนจบลง คราวนี้จะต้องเข้าสู่การปีนอย่างจริงจัง ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตั้งสติให้ดีและเอาใจเป็นที่ตั้ง คิดไว้ดังๆในใจว่า “เราต้องทำได้” ซึ่งในการปีนครั้งนี้ จะต้องมีสองตำแหน่งที่คอยซัพพอร์ตกันและกัน นั่นคือ climber ผู้ปีน และ belayer ผู้ซัพพอร์ตเชือกอยู่ด้านล่าง ในครั้งแรกเราขอเป็น belayer ก่อน เพราะรู้สึกตัวเองมั่นใจในการทำหน้าที่นี้มากที่สุด ซึ่งหน้าที่ของ belayer นั้น จะต้องคอยสาวเชือกให้กับผู้ปีนอยู่ด้านล่าง และต้องคอยเซฟเพื่อนที่ปีนให้ปลอดภัยและไม่ขลุกขลักระหว่างการปีน เรียกได้ว่า ต้องทำให้การปีนครั้งนี้ราบรื่นอย่างที่สุด ชนิดที่ว่าคนปีนต้องไม่กังวลใจ เพราะฉะนั้นความเชื่อใจระหว่างสองตำแหน่งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
climb on สัญญาณจาก belayer ดังขึ้น climber เริ่มก้าวเท้าขึ้นผาและใจจดจ่ออยู่กับหินที่เกาะอยู่สารพัดรูปแบบ ในหัวต้องคิดตลอดว่า “ทำอย่างไรถึงจะพิชิตจุดบนสุดนั้นให้ได้” นี่คือความท้าทายสุดๆของนักปีน แล้วหันมาดูในส่วนของ belayer นับว่าเป็นผู้ใช้สติที่ห้ามกระพริบตา ในตอนนั้นทำอย่างไรให้เพื่อนปลอดภัยที่สุดและต้องซัพพอร์ตให้เขาไปถึงจุดที่สูงที่สุดของผาได้ นี่คือการทำงานแบบประสานใจล้วนๆ ส่วนเรื่องกำลัง ถ้าใจมากำลังจะมาเอง
สำหรับ climber แล้ว การไต่ระดับขึ้นไปจนถึงจุดที่สูงที่สุด ภาวะของจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต่อให้คุณมีเรี่ยวแรงมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเห็นหน้าผาแล้วใจหวิวๆ ขาสั่นๆ มันก็พาหมดแรงเอาซะง่ายๆ และในส่วนของทักษะในการปีน ครูที่สอนได้ให้เทคนิคไว้ว่า ให้คิดว่าตัวเองกำลังขึ้นบันได ใช้ขาให้มากกว่ามือ และบาลานซ์กำลังของตัวเองให้ดี เพราะจากล่างสุดถึงจุดสูงสุด มันไม่ได้ใช้กำลังรวดเดียวได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องสมดุลและวางแผนดีๆทั้งกำลังและเส้นทางในการปีน แล้วจะสำเร็จได้ไม่ยาก

สำหรับ belayer การเฝ้ามองเพื่อนอย่างใจจดจ่ออยู่ด้านล่าง นับว่าเป็นการส่งกำลังใจไปในทุกจังหวะที่ผู้ปีนได้ก้าวขึ้นไป ซึ่งในการเล่นครั้งนี้ ตัวเราเองรู้ว่าไม่พร้อมกับการปีน เลยเลือกที่จะทำหน้าที่ของ belayer ให้ดีที่สุด ถามว่ากังวลใจไหม บอกว่าเลย...มาก คิดกังวลสารพัดรูปแบบกลัวว่าเพื่อนจะไม่ปลอดภัย แต่เมื่อสัญญาณการปีนดังขึ้น สติมา ใจก็จดจ่อ แล้วคำว่า “ยิ่งสูงยิ่งเสียว” บอกเลยว่าคำนี้ไม่ได้รู้สึกแค่ผู้ปีน เพราะคนที่เซฟเพื่อนอยู่ด้านล่าง รู้สึกแรงมากกับคำนี้ ยิ่งเพื่อนขึ้นสูง เราจะจับเชือกไว้แน่นแบบอัตโนมัติ สายตาแทบไม่ละไปไหน ที่เหลือคือกำลังใจส่งไปให้เพื่อน “ทำให้ได้นะ ทำให้ได้!!”
เมื่อสองตำแหน่งทำงานกันอย่างเป็นทีมเวิร์ก นี่ก็นับว่าเป็นเสน่ห์ของกีฬาประเภทนี้ จากตอนแรกที่เห็นหน้าผาแล้วใจหวิว คิดอย่างเดียว “จะรอดไหม จะรอดไหม” แต่พอยิ่งเล่น ยิ่งอยู่กับมันนานๆ การเอาชนะจิตใจตัวเองมันเริ่มฮึกเหิมดังกว่าเสียงกลองในหนังอีก รัวชนิดที่ว่า “ไปต่อ ไปต่อ ไปต่ออออ” อาการใจหวิวหายไปไหนแล้วก็
ไม่รู้ เอาเป็นว่า ความท้าทายนี่แหละ คือเสน่ห์ของการปีนผา ที่อยู่ดีๆก็อยากจะเอาชนะมันขึ้นมาในตอนนั้นให้ได้
หลังประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเท่าไหร่ เมื่อกลับถึงบ้านอาการล้า อาการเจ็บตามตัวก็มีตามประสา แต่เมื่อได้กลับมาคิดทบทวน รวมถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์ครั้งนี้ มันมีอะไรดีๆซ่อนอยู่มากทีเดียว เราเลยขอเล่าให้เห็นภาพในสิบข้อนี้ก็แล้วกัน
1. การปีนผา ทำให้เรารู้ว่า การเดินหน้าต่อให้ได้ ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง แต่สำคัญที่ใจต้องพากายไปให้ถึง
2. การเรียบเรียงและไล่ลำดับความคิดในสมองเป็นสิ่งสำคัญ วางแผนการปีนไม่ดี ยังไงก็ไปไม่ถึง
3. เมื่อเราได้อยู่ในแต่ละบทบาท เราจะรู้ตัวเองว่า ตัวเราเหมาะที่จะอยู่ในบทบาทไหน ที่เหลือคือทำให้ดี
4. การมีผู้ร่วมทางที่พร้อมซัพพอร์ตในทุกๆจังหวะได้ ไม่ว่าจะพลาด หรือ ไปต่อ เป็นสิ่งที่ดีมากและนั่นคือการเชื่อใจซึ่งกันและกัน
5. เราพร้อมเผชิญหน้ากับคำว่าไม่ทันตั้งตัว แล้วเราก็ผ่านสิ่งนั้นไปได้ นั่นคือการพัฒนาตัวเองเลยนะ
6. ถ้าเริ่มต้นที่หน้าผาที่ยาก ทุกอย่างที่รองลงมาจะง่าย แต่ถ้าเริ่มที่ง่าย การไปต่อจะพัฒนาตัวเองไปอีก จะเริ่มอย่างไหนก่อนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ดีกว่าไม่ได้เริ่มอะไรเลย
7. ถ้าใจเราคิดว่าไม่ ขาเราจะไม่ไปเอง
8. เราสงบทุกอย่างได้ด้วยสติ ที่เหลือคือใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ แล้วต้องทำให้สำเร็จ
9. อย่ามัวต่อรองกับความไม่กล้า ลงมือทำเลยแล้วจะได้เริ่มเอง
10. อยากพิชิตเขาลูกไหน มันอยู่ที่ใจว่าจะเอาจริงไหม เพราะนี่อาจเป็น “หนังชีวิต” ที่กำลังทดสอบคุณ
นี่คือสิ่งที่เราได้จากการปีนผาครั้งแรกในชีวิต ความรู้สึกที่ได้รับกับการดำเนินชีวิตจริง ช่างคล้ายกันจนแทบจะยกมาใช้ได้ทั้งหมด และในครั้งนี้ผู้ร่วมเดินทางของเราอีกสองคนก็ได้ฝากข้อคิดดีๆที่พวกเขาก็ได้จากการปีนผาในครั้งแรกเช่นกัน
ความรู้สึกการปีนผาครั้งแรก ของคุณติ๊ดตี่ ทนงศักดิ์ แซ่กอ
ผาจำลอง จำลองมากกว่าหน้าผา มันคือการจำลองชีวิต
“ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกครั้งแรกกับการปีนผา เราคิดว่านี่คือหนังชีวิตดีๆเลย เพราะลองคิดดูว่า เมื่อคุณปีนขึ้นไปแล้ว คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเส้นทางที่อยู่ตรงหน้าแล้วต้องไต่ขึ้นไปจะเป็นอย่างไร คุณจะรู้อีกทีก็ตอนที่มันมาใกล้คุณมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นคุณต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะไปทางไหน มันคือความท้าทายจิตใจที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ซึ่งมันก็เหมือนการดำเนินชีวิตของเรา ที่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้ตัวอีกทีมันยาก มันซับซ้อน เหมือนที่เรายืนมองอยู่ด้านล่างก็ไม่รู้ว่าข้างบนจะเป็นอย่างไร เรามองไม่ออก
เพราะฉะนั้นคีย์หลักของการปีนหน้าผากับการใช้ชีวิตมันมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ การวางแผนในการก้าวปีนที่ดี รู้จักออมแรงไว้บ้าง เพราะกว่าจะถึงยอดผามันไม่ง่าย และที่สำคัญที่สุดก็คือการมีพาร์ทเนอร์ที่ดี อันนี้สำคัญ เพราะ belayer คือคนที่เราเชื่อใจให้เขาเป็นพาร์ทเนอร์ดูแลเราตลอดการปีน เขาต้องคอยเซฟเราและซัพพอร์ตเราไปให้ถึงจุดที่เราต้องการให้ได้ แต่ถ้าเราพิชิตจุดที่เราต้องการไม่ได้ เขาก็จะเป็นผู้ที่ประคองเราลงมาจากหน้าผาอย่างปลอดภัยที่สุด ซึ่งตรงจุดนี้ belayer ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ช่วยเป็นกำลังใจ ช่วยซัพพอร์ต ช่วยแนะนำ ว่าเราควรจะทำอย่างไรต่อ จนสุดท้ายเราก็สามารถพิชิตผานั้นได้ มันก็เหมือนชีวิตของความเป็นจริงที่จะต้องมีคนรัก มีครอบครัว คอยช่วยเหลือ คอยให้กำลังใจ เพื่อให้ผ่านจุดยากๆในชีวิตไปให้ได้
แต่ถ้าถามในด้านความรู้สึกที่ปีนผาในระดับที่ง่ายกับระดับที่ยาก มันมีความรู้สึกแตกต่างกันแค่ไหน มันก็เหมือนกับการเริ่มต้นทำอะไรที่ง่ายๆก่อน อารมณ์เหมือนคนที่เพิ่งเรียนจบแล้วพร้อมลุยกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่พอได้เริ่มลองดูจริงๆแล้ว มันไม่ได้ง่ายเลย เหมือนการไต่ผาที่ง่ายและผาที่ยาก เราจะรู้เลยว่า กว่าจะพิชิตในแต่ละผาได้นั้น มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เราเห็นคนอื่นปีน ทุกอย่างมันต้องมีอุปสรรค ต้องฝ่าฟัน
ซึ่งถ้าให้สรุปทั้งหมดว่า เราได้อะไรจากการปีนผาในครั้งนี้บ้าง ก็น่าจะบอกได้ว่า เราได้สติ และต้องเตือนตัวเองทุกครั้งว่าต้องคิดวางแผน ต้องเตรียมพร้อม เราได้มุมมองในสิ่งที่เรามองจากข้างล่างและจากมุมมองอื่น ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรรอเราอยู่ข้างบน จนเราไปถึงจุดนั้นแล้วเราถึงจะรู้ ซึ่งถ้าเราฟังจากประสบการณ์ที่คนอื่นเล่า สุดท้ายมันก็ไม่เหมือนสิ่งที่เราไปเจอเอง และที่สำคัญเราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ต่อให้เราเก่งขนาดไหนก็ไม่สามารถทำทุกอย่างได้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว เราต้องมีคนที่อยู่เคียงข้างคอยช่วยเหลือกัน”
ความรู้สึกการปีนผาครั้งแรก ของคุณวิกกี้ พิตติภรณ์ ชื่นสุขสวัสดิ์
การปีนผาเป็นการทดสอบความท้าทายของตัวเอง ว่าจะทำได้หรือไม่ได้
“ความรู้สึกกับการปีนผา...ชอบมาก ชอบอะไรที่ challenge ตัวเอง as a climber เป็นกีฬาที่ท้าทายความกล้าของเรา ให้เราคิดวิเคราะห์ตลอดว่า next move ที่เราจะไปจะเป็นยังไง foot placement เราต้องวางที่ไหนเพื่อที่เราจะขึ้นไปต่อ เราจะวางมือตรงไหนให้เราได้ grip และดึงตัวเราขึ้นไปได้ เป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแรงของแขนพอสมควร. เป็นกีฬาที่ทำให้เรา set เป้าหมายนะว่าเราจะปีนไปถึงจุดสูงสุดให้ได้ และทำให้เรา focus ใน task ที่เราทำตอนนั้น พอเราถึงจุดสูงสุดมันจะรู้สึกดีมากกแบบเฮ้ย i did it! แล้วอยากลอง wall ใหม่ท้าทายตัวเองอีก
As a belayer เป็นความรู้สึกแบบเราต้อง take care ชีวิตคนที่ปีนอยู่นะ grip ต้องแน่นพร้อม break เสมอถ้าเค้าพลาดตกลงมาเรารู้ว่าเรา safe เค้าได้ สายตาอยู่กับคนปีน”
ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกกับการปีนผาที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เราไปเพราะใจเราอยากลอง และเราไปต่อเพราะเราถูกท้าทายในจิตใจ สุดท้ายแล้วจะทำได้หรือไม่ อาจไม่ใช่ทักษะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การพิชิตจุดสูงสุดของผาได้นั้น ต้องใช้ใจนำล้วนๆ นี่คือสิ่งที่เราได้รับในครั้งนี้ เราอยากให้คุณไปลองกันดูสักตั้ง แล้วน่าจะได้อะไรดีๆ ในชีวิตอีกมากทีเดียว
สถานที่ Urban Playground Climbing สุขุมวิท 49






