ในตอนนั้นผมมองเห็นเชือกและมีดสำหรับฆ่าตัวตาย มันก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่ไร้ความหมายอีกต่อไปเพราะผมตัดสินใจจะมีชีวิตต่อ “ใช้ชีวิตนิรันดร์กาล” ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อช่วยผู้อื่นที่กำลังตกอยู่ในชะตากรรม แบบเดียวกับที่ผมเคยเจอ...

คำพูดของคุณแม่ผมไม่ได้ช่วยชีวิตแต่เพียงผมเท่านั้น แต่ผมได้นำเรื่องนี้ออกไปพูดให้กำลังใจผู้คน หากมีใครเข้ามาขอคำปรึกษา มีเคสหนึ่งที่บอกกับผมว่า เขาไม่มีความสุขเลย เครียดเรื่องครอบครัว เบื่อลูกเบื่อภรรยาภรรยางี่เง่า ลูกดื้อ เขาบอกว่าอยู่กับครอบครัวนี้เขาไม่เป็นอิสระเลย ทำงานแบกรับภาระอยู่คนเดียว จนล้มละลาย หนี้สินท่วมตัวอยากหนีไปให้พ้นๆ ตายไปให้พ้นๆผมถามเขากลับไปว่า “ถ้าคุณอยากหนีจากครอบครัวคุณคุณหนีได้นะ แต่ตอนนี้ลองนึกตาม คุณหนีแดดร้อนๆได้หรือเปล่า คุณหนีความมืดในกลางคืนได้ไหม” เขาคิดว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นนิทาน จนผมพูดว่า “ในเมื่อคุณรับไม่ได้ที่ต้องทนร้อนในตอนกลางวันกับแดดที่แผดเผา คุณไม่ชอบเอาเสียเลยกับความมืด เพราะคุณอาจจะกลัว แต่คุณก็ไม่เคยหนีมันพ้นเลยตั้งแต่เกิดมา และในเมื่อคุณเลือกที่จะอยู่บนโลกใบนี้ เพราะคุณก็รู้ดีว่าคุณไม่สามารถอยู่บนดาวอังคารได้ คุณก็ต้องอยู่ ผมเปรียบเทียบถึงครอบครัวคุณ คุณเลือกจะจีบภรรยาคุณ ครองรักกัน แต่งงานกันจนมีลูก นั่นแปลว่า คุณชอบในแบบที่เขาเป็นมาตั้งแต่แรก ถ้าคุณไม่ชอบคงไม่เลือกเขาจริงไหม คุณไม่สามารถหนีความจริงที่ว่า ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้ คุณเองยังมีข้อเสีย ภรรยาคุณก็มีส่วนแย่ คุณจะมองแต่ข้อเสียของภรรยาคุณงั้นหรือ ถ้างั้นคุณบอกผมหน่อย ว่านอกจากข้อเสียของพระอาทิตย์คือร้อนมาก เจ้าพระอาทิตย์นี่มันมีความดีหลงเหลืออยู่บ้างไหม ไม่ใช่มันหรอกหรือที่ทำให้คุณมองเห็น ไม่ใช่มันหรอกหรือที่ทำให้คุณใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ คุณเองก็รู้ดี ผู้หญิงเขามีส่วนงี่เง่าในแบบที่ผู้หญิงเป็นส่วนลูกคุณ เขายังอยู่ในวัยเด็กดื้อไม่เชื่อฟังเป็นเรื่องปกติ ทำไมคุณไม่คุยกับภรรยา ว่าเราต่างเดินเข้าหากันคนละครึ่งทาง แฟนคุณลดทิฐิ ตัวคุณลดอีโก้ เดินเข้าหากัน มีหรือจะไม่สงบ เหมือนเวลาที่คุณเจอแดดเปรี้ยงๆ คุณเลือกที่จะยืนตากแดดให้มันเผาไหม้ผิวหนังของคุณ หรือเลือกจะหลบในที่ร่ม คุณกับภรรยาตั้งใจช่วยกันทำงาน ล้มละลายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตครอบครัวคุณต่างหาก เพราะคุณผ่านบททดสอบขั้นแรกมาแล้ว คุณผ่านความเจ็บปวดในชีวิตมาแล้ว คุณได้เปรียบ กอดความเจ็บปวดของคุณไว้ แล้วเดินหน้าต่อ เพราะวันใดวันหนึ่งคุณล้มอีก ความเจ็บปวดที่กอดเอาไว้จะกลับมาสอนคุณ ว่าครั้งหนึ่งคุณเคยเจ็บปวดมาขนาดนี้ เจออีกกี่ทีทำไมจะผ่านมันไปไม่ได้ เย็นนี้พระอาทิตย์ตกดิน คุณกลับไปมองตาลูกชายคุณ ในขณะที่ลูกชายตัวเล็กๆของคุณแหงนมองหน้าคุณ ในแววตาลูกชายคุณจะมีภาพสะท้อนของคุณ นั่นคือเลือดเนื้อคุณ นั่นคือตัวคุณ คุณจะทอดทิ้งตัวเองได้จริงๆหรือ ถ้าคุณทำได้ คุณได้สูญเสียตัวเอง และความสวยงามทั้งหมดบนโลกนี้ไปแล้ว” สามวันผ่านไป ผู้ชายคนนี้เดินมาหาผมพร้อมบอกกับผมว่า ตอนนี้เขาได้สร้างธุรกิจเล็กๆของครอบครัวและเขาเองมีความสุขมากตอนนี้
คุณรู้ไหมผู้ชายคนนี้พูดอะไรกับภรรยาของเขา
“เธอ เราขอโทษที่เราเคยคิดจะทิ้งเธอกับลูกไป ถ้าเราร้อนอยากให้เธอเอาร่มมาปกให้เรา แต่ถ้าเธอหนาวในตอนกลางคืน เราจะห่มผ้าให้เธอ เราปรับตัวกันคนละครึ่งทางเถอะนะ เราสู้ไปด้วยกันนะ”

เห็นไหมครับ ว่าคำพูดของคุณแม่ของผมนั้นสามารถตีความออกไปได้อีกมากเลย ผมศรัทธาในคำสอนคำนี้ เพราะมันได้ช่วยชีวิตผมและคนอื่นๆ เป็นคำสอนที่มีค่ากว่าเงินทองและสิ่งมีค่าบนโลกใบนี้ จงจำไว้นะครับ
“หากคุณอยู่ในกลางวัน รอคอยจนกว่าดวงจันทร์จะส่องแสง แต่ถ้าคุณอยู่ในความมืด ให้คุณรอจนสว่างและเริ่มวันใหม่และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ผม โจ สุเทพ ศรีสมุทร์ เป็นผู้ที่รอดชีวิตจากความเลวร้ายนั้นแล้วครับ”






