Gaston ใน Beauty and the Beast
ในโลกที่เต็มไปด้วยการ ranking ทำให้การตัดสินใจดูเหมือนจะง่ายดายขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างผ่านการทดสอบ ทดลอง และโวตมาแล้วจากหลายๆคน สินค้าและบริการย่อมต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อได้อยู่บน ranking ดีๆ อันหมายถึงมาตราฐานชีวิตที่ดีขึ้นโดยรวม
แต่ว่า โลกของการ ranking อีกด้านก็ทำให้คนเราหมกมุ่นกับการเปรียบเทียบ ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของเราก็ได้
อีกทั้ง ranking จริงๆแล้ว ก็คือการจัดอันดับความพอใจของคนอื่น ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี และ ranking ในความเป็นจริงไม่ได้เป็น scale ที่เหมือนการนับเลข เพราะเป็นไปได้ว่า อันดับที่หนึ่งอาจไม่ต่างอะไรจากอันดับที่สิบก็ได้ หากคะแนนเกาะกลุ่มใกล้เคียงกัน
นอกจากนั้น ranking ยังเป็นเรื่องที่ทำให้ความหลากหลายลดลง เพราะทุกคนมุ่งมั่นไปที่ บรรทัดฐาน หรือ criteria เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้หรือผู้รับ ผู้ขายหรือผู้ซื้อ ผลคือ the best ที่ทุกคนต้องการก็เป็นเพียงความเหมือนกัน และความเหมือนกันนั้น ต่อให้ดีเลิศเพียงใด ก็คือความเป็น commodities ไม่ใช่ ความเป็น premium อย่างที่ทุกคนหวังไว้แต่แรก
ทั้งนี้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “tragedy of commons” ที่บอกว่า เมื่อทุกคนมุ่งไปในทางเดียวกัน กลับจะไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ โลกของการ ranking จึงถือเป็น paradox อย่างหนึ่ง ยิ่ง ranking ยิ่งทำให้เสียของ
และนั่นทำให้ นักจิตวิทยาอย่าง Barry Schwartz แห่ง University of California, Berkeley เจ้าของหนังสือ “The Paradox of Choice” อันโด่งดังให้ข้อคิดว่า “the best ไม่มีจริงในโลก” ดังนั้น อย่าไปตามหามัน
อีกทั้งความมุ่งมั่นจะหาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดนั้นยังมีต้นทุนทั้งที่เห็นและไม่เห็นแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ตั้งไว้ หรือ เวลารอคอยทีนานกว่าปกติ หรือ ความยากลำบากอื่นๆ เพื่อให้ได้มา ไปจนถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่มักมองไม่ค่อยเห็น หรือไม่มีทางรู้ จนกว่าเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
อีกทั้งเป็นเรื่องปกติที่ ในสินค้าหรือบริการราคาแพง ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ จากการจ่ายที่แพงขึ้น เช่น จ่ายเพิ่มขึ้น 50% แต่ได้ประโยชน์เพิ่ม 25% หรือ จ่ายเพิ่ม 75% ได้ประโยชน์เพิ่ม 30% ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า marginal utility ที่ได้ลดลง
กลายเป็นว่า คนที่พยายามสารรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต กลับไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเท่าไรนัก เพราะต้องแลกกับความยุ่งยากต่างๆเพื่อที่จะได้ของนั้นมา พร้อมกับประโยชน์ที่ได้เพิ่มในสัดส่วนที่ลดลง ทั้งนี้ยังไม่นับต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อเก็บรักษาของนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าบำรุงรักษา หรือ maintenance หรือ แม้กระทั่งผ่อนส่งให้ตรงเวลาก็ตามที
ในเรื่องความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสิ่งของ/บริการ หรือ การตัดสินใจใดๆ Schwartz บอกว่า ในโลกนี้มีคนอยู่สองแบบ คือ satisficer คนที่เลือกเอาความพอใจ หรือ “good enough” กับ maximizer คือ คนที่สรรหาแต่ “the best” อย่างที่ว่า
ดูเผินๆเหมือนกับ satisficer เป็นพวกไม่จริงจังอะไรมากนัก ไม่พิถีพิถัน ไม่ละเอียด เป็นคนประเภท “ยังไงก็ได้” ส่วน maximizer คือพวกที่จริงจัง ใสใจในรายละเอียด และทะเยอทะยาน ดังนั้น maximizer เหมือนน่าจะมีชีวิตที่ดีกว่า ฉลาดกว่า เก่งกว่า รวยกว่า
แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น maximizer มักมีชีวิตที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพนัก อีกทั้งเป็นความเข้าใจผิดๆด้วยว่า maximizer คือคนที่ประสบความสำเร็จ คนมีเงิน หรือ คนชั้นสูง ซึ่งที่จริงแล้วจากการศึกษาพบว่า ไม่เกี่ยวกัน

คนที่เป็น satisficer ต่างหากที่ Schwartz มองว่า มีชีวิตที่น่าสนใจกว่า เพราะตัดสินใจได้เร็วบนเวลาที่สมเหตุผล และสามารถหันไปสนใจสาระอื่นต่อไปได้ แทนที่จะคิดวนอยู่กับการตัดสินใจ อีกทั้งรู้ว่าจริงๆแล้วตนเองต้องการอะไร ไม่อ่อนไหวตามคนอื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองมากกว่า
Schwartz เชื่อว่า ความเป็น maximizer ส่วนหนึ่งมาจากความคิดที่ว่า การเลือก คือ การแสดงออก หรือการ “make statement” เกี่ยวกับตัวคนนั้น เช่น การซื้อของ ไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า “ซื้อเอามาใช้”
แต่หมายความด้วยกว่า “แสดงให้เห็นว่า เราเป็นคนแบบไหน”
ยิ่งมีของให้เลือกมาก ยิ่งทำให้ maximizer อ่อนไหวมาก และใช้ความพยายามมากขึ้น เพราะสรรหาของที่ดีที่สุดท่ามกลางทางเลือกมากมาย ถือเป้นการ make statement หรือ แสดงความเป็นตัวตนให้เห็นเด่นชัดขึ้น
และนั่นทำให้ maximizer คิดเยอะ คิดเลยไปจากการได้ประโยชน์ใช้งานจากสิ่งนั้นๆ เลยไปถึงเรื่อง ความเท่ และภาพลักษณ์ ยิ่งคิดว่าจะต้องเลือกให้ได้ของดีที่สุด ก็ยิ่งมีเรื่องภาพลักษณ์มาปน เพราะจากการศึกษาของ Schwartz พบว่า คนที่เรียกหาแต่ the best จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เรื่อย ซึ่งอาจตกลงไปตามกระแส FOMO - fear of missing out ได้ง่ายๆ
ในความเป็นจริง เราไม่มีทางที่จะรุ้ว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นมันเป็น the best สำหรับเราได้ด้วยตัวเราเอง เพราะเรายังไม่ได้ใช้งานจริง ไม่ได้สัมผัสจริง ดังนั้น มีวิธีเดียวเท่านั้นคือ “ต้องฟังจากคนอื่น”
ซึ่งทำให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือก the best กลายเป็นเรื่อง subjective หรือ “นานาจิตตัง - แล้วแต่จะคิด” มากขึ้น อีกทั้งยังเป็น ความคิดความเห็นจากหลายคนที่เราไม่รู้จักดี หรือ ไม่เคยรู้จัก หรือ ไม่มีวันจะรู้จักได้เลย
ผลก็คือ การสรรหา the best ในความเป็นจริงนั้น ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการใช้งานหรือประโยชน์ของสิ่งนั้นๆ ในเชิง objective เสียแล้ว หากเป็นเรื่อง subjective ที่พ่วงเอาเรื่องของ prestige หรือ ภาพลักษณ์ ค่านิยมจากความนิยมของคนหลายคน เข้ามาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
และนั่นเป็นสาเหตุทำให้หลายคนผิดหวังในเวลาต่อมา เพราะในเมื่อความเห็น the best เป็นเรื่อง subjective จึงหมายความว่า นิยามคำว่า “ดีที่สุด” นั้นย่อมแตกต่างกันไป ทั้งในรายละเอียดและอารมณ์ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า หลังจากได้สิ่งที่ว่ากันว่าแสนดีนั้นมาในครอบครองแล้วอาจพบว่า มันไม่ได้เป็น the best for me เลย
แต่เป็น the best for many others ต่างหาก
กลายเป็นว่า ที่เราพยายามมากมาย จ่ายด้วยราคาแพงๆ หมดไปกับเวลาที่มีค่า เพียงเพื่อได้สิ่งที่เป็น the best ของคนอื่น ไม่ใช่สำหรับเรา
นอกจากนี้แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องถามว่า จริงๆแล้ว เราจำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดหรือเปล่า? เพราะความต้องการที่แท้จริงของเรา อาจไม่ต้องถึงขั้นนั้นก็ได้
และนั่นทำให้ Schwartz ชี้ว่า ถ้าจะให้ชีวิตดีละก็ ทำตัวเป็น satisficer จะดีกว่า ถึงแม้จะค้านกับความรู้สึกทั่วไปในสังคมแห่งการเปรียบเทียบ ที่ยกย่องคนเป็น maximizer ก็ตาม
satisficer สนใจแต่สิ่งที่เหมาะกับตน โดยไม่สนใจเลยไปถึงว่า สิ่งนั้นจะดีเลิศเพียงใด ถ้าหากสิ่งนั้นสามารถสนองความต้องการส่วนตัวได้พอ ก็จบ
และนั่นทำให้ satisficer สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี บนต้นทุนทั้ง เงิน เวลา แรงงาน ที่ต่ำกว่า maximizer มากมาย โดยไม่ต้องแบกต้นทุนที่ไม่ได้ใช้หรือไม่มีวันได้ใช้ และมีเวลาไปให้กับการ “ใช้ของ” แทนที่จะ “เลือกของ” พร้อมกับมีสุขภาพจิตที่ดีกว่า ไม่ต้องไปคอยเทียบกับใคร
Satisficer ก็คือ minimalist แบบหนึ่ง : focus เฉพาะสิ่งที่มีความสำคัญ ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวออกไป
แต่ satisficer จะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะ นอกจากต้องพึ่งความเห็นของคนอื่นเหมือนกัน พึ่ง ranking เหมือนกัน ?
คำตอบคือ satisficer สนใจเฉพาะประเด็น objective และไม่ให้น้ำหนักกับความเห็นเชิง subjective ไม่กังวลเรื่องภาพลักษณ์
Satisficer สนใจแต่เนื้อๆว่า สินค้าหรือบริการนั้นให้ประโยชน์อย่างไร โดยอาจจะดูจากการ review ที่เน้นการใช้ หรือเน้น functionality แล้วพอ ไม่สนใจอารมณ์ความเห็น
Satisficer เดินเข้าโรงภาพยนตร์อยากดูเรื่องนี้ โดยไม่สนใจคำวิจารณ์ด้านลบ เดินเข้าร้านอาหารที่คิดว่าชอบ ถึงแม้จะไม่ใช่ร้านยอดนิยม ซื้อรถที่เหมาะกับ life style ของตนเองเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่เพื่อความเท่ ซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นของที่ดีที่สุด รวมถึง เป็นแฟนคนที่เข้ากันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแคร์ว่าเป็น alpha หรือ beta






