“และตอนนี้ ในงานที่ทำอยู่ก็พึ่งมารู้หลังจากเข้าไปทำว่า มีไว้เพื่อกันไม่ให้คู่แข่งเจ้านายขยายอาณาจักร ไม่มีอะไรมากกว่านั้น รายงานที่ชั้นอดนอนทำ ก็ไม่เห็นเอาไปทำอะไรต่อ ความเห็นมากมายที่ชั้นสรรหามา discuss ก็เห็นมีแต่ รับฟังพยักหน้าและก็จบ” เธอพูดต่อ ด้วยน้ำเสียงที่เศร้า
“เงินดี งานง่าย แต่ไม่ได้มีความสุุขอะไร ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตต้องหมดไปอย่างไร้ความหมาย..” สายตาเธอสะดุดกับภาพที่มองผ่านกระจกไปยังถนนฝั่งตรงข้าม
“ดูสิ ป้าเก็บขยะนั่น ยังจะมีประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าชั้นอีก”

สำหรับบางคนแล้ว เป็นที่รู้ดีว่างานที่ทำอยู่นั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก หากวันหนึ่งงานนั้นหายไป ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเกิดความเดือนร้อนอะไรมากมาย ดีไม่ดีกลับจะทำให้โลกดีขึ้นด้วยซ้ำไป
งานประเภทนี้ ไม่ใช้งานค่าจ้างถูกๆเสียด้วย บางงานเป็นคนที่มีความรู้สูง ดูดี บางงานได้รับการนับถือจากสังคม และเป็นงานที่แสดงถึง social status แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันก็คือ งานประเภทนี้ไม่มีความหมายอะไรนัก และคนที่ทำอยู่ก็รับรู้อย่างเจ็บปวดว่า ในแต่ละวันเวลาที่ผ่านไป พวกเขาไม่ได้ช่วยทำให้อะไรในโลกดีขึ้น เสมือนว่าแกล้งทำงานไปวันๆ
และความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้หลายคนไม่มีความสุข ด้วยรู้สึกว่า ชีวิตไม่ค่อยมีความหมาย และตัวเองไม่ได้มีความสำคัญจริง
แน่นอนว่า ถ้าเลือกได้ ก็คงไม่มีใครอยากได้งานแบบนี้ เพราะความสุขแท้จริงของคนเราอยู่ที่ความรู้สึกว่า ตัวเรามีความหมาย ยิ่งงานลักษณะนี้ มีจำนวนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตของคนในองค์กร ไปจนถึงสังคมโดยรวม ด้อยลงเท่านั้น ยังไม่นับประสิทธิภาพของสังคมที่ต่ำลงอีกด้วย
เรื่องของงานที่ไม่จำเป็นนี้ David Graeber นักมนุษย์วิทยาแห่ง London School of Economics เขียนไว้อย่างบ่นๆในนิตยสาร Strike โดยเรียกว่า “bullshit job” ปรากฏว่า บทความนี้กลายเป็นบทความที่ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ Greaeber เขียนหนังสือชื่อ “Bullshit Job, A Theory” ที่พึ่งจะออกมาในเดือนนี้ เพิ่มเติมจากเล่มแรก “The Utopia of Rules: On Technology, Stupidity and Secret Joys of Bureaucracy”
Bullshit job หรือที่นิยมเรียกแบบสุภาพด้วยตัวย่อว่า “BS job” ( “งานงี่เง่า” หรือ “งานไม่จริง” แล้วแต่จะเรียกให้สุภาพแค่ไหน) จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดประหลาดแต่อย่างใด และเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ปกติทุกวัน งาน survey โดย YouGov ที่จัดสำรวจความเห็นทาง internet พบว่า คนอังกฤษ 37% เชื่อว่า งานของเขา“ ไม่มีความหมายอะไรต่อโลก”
Graeber แบ่งประเภทงาน BS ออกเป็น 5 อย่าง :
1.“flunky” คืองานที่มีเพื่อเสริมบารมีให้ผู้บริหารระดับสูงดูดีมีอำนาจ
2. “goon” เป็นงานที่ต้องมี เพราะคู่แข่งมี ก็เลยต้องมีบ้าง
3. “duck taper” คืองานที่มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง
4. “box-ticker” เป็นงานตรวจสอบที่เกิดขึ้นเพราะ การตามแฟชั่น ตามกระแส ตาม fad ที่ guru ด้านบริหารจัดการบอกมา
5. “task master” คืองานที่ตั้งใจเอาไว้ใช้ ควบคุม กำกับดูแล สั่งงาน คนที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีอยู่แล้ว
งาน BS ทั้งหมด จึงเป็นงานเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจะเป็นเรื่องของ content หรือเนื้อหา โดยเชื่อว่า เมื่อจัดตั้งงาน BS ขึ้นมาแล้ว จะทำให้ “ดูดี” อย่างน้อยใน organization chart ขององค์กร ก็ดูครบถ้วน ครอบคลุมประเด็นทุกประเด็นที่พึงจะมี
ส่วนจะสามารถผลิตผลงานได้จริงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะผลงานนั้น อาจเป็นเรื่องที่ผู้บริหารไม่สนใจเลยก็ได้ เนื่องจากเป้าหมายที่จริงคือ “fashion, fraud, fake” คือ ขอเป็นแค่ตาม fashion ให้ดูดีบนแผนผังองค์กรก็พอ หรือ fraud คือ สร้างงาน project ที่ไร้ประโยชน์ขึ้นมา เพื่อจะได้หากทางกินกับงบประมาณหรือรายได้จากใต้โต๊ะ หรือ fake เพราะงาน BS หลายงานนั้น ไม่ต้องวัดผลก็ได้ เช่น งานแก้ปัญหาที่ไม่ได้เป็นปัญหา ก็ย่อมจะดูประสบความสำเร็จเสมอ หรืองานที่กำกับดูแลคนที่ทำงานได้เองอยู่แล้ว ก็ย่อมจะราบรื่น meet KPI ได้สบายๆ
งาน BS บางงานเป็นงานสบายๆ เพราะหน้าที่หลักคือพยักหน้า และส่งเสียง “echo” คือเห็นพ้องไปเรื่อยๆ แต่งาน BS ส่วนใหญ่นั้น เป็นงานหนักขนาดหามรุ่งหามค่ำก็ได้ อีกทั้งความเครียดในงาน BS ก็ไม่ได้แตกต่างจากงานจริง และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะนับเอาความหดหู่ที่ลึกๆ ที่ในใจคนทำงานก็รู้อยู่ว่า “ทำไป ก็เท่านั้น” เข้าไปด้วย
งาน BS สามารถลุกลาม แพร่กระจายได้เหมือนกับโรคระบาด เช่น หากงาน BS หนึ่งต้องการข้อมูลจากหน่วยงานอื่นในองค์กร ก็ต้องทำให้หน่วยงานอื่นนั้น ต้องหันมาเสียเวลาไปมากมายเพื่อเตรียมตัวเลขประเภท “nice to know” (แทนที่จะเป็น “need to know”) ที่ได้มาแล้วก็ไม่ได้ใช้อะไร รวมถึงเสียเวลาอธิบายข้อมูลเพื่อที่หน่วยงาน BS จะได้จดจำคำอธิบาย สวมบทบาท messenger ไปพูดต่อให้ผู้บริหารระดับสูงฟังอีกทอดหนึ่ง
แน่นอนว่า งานอย่างเช่นการเตรียมตัวเลขที่เอาไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ ก็คือ งาน BS แบบหนึ่ง ยิ่งมีหน่วยงานแบบ BS มาก ก็ยิ่งทำให้ทั้งองค์กรมีความเป็น BS มากตามไปด้วย จนแยกไม่ออกว่า งานไหนคืองานจริงๆ หรือ งานไหนคืองานที่มีไว้เก๋ๆ
งาน BS ยังทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรต่ำลงไปด้วย อย่างเช่น หน่วยงานที่สามารถดูแลตนเองได้ดี ต้องมาหยุดชะงัก เสียความคล่องตัว เพราะต้องรอ “การกลั่นกรอง” จากหน่วยงาน BS ที่เข้ามากำกับดูแลโดยไม่ได้เข้าใจในเนื้องานจริง หรือไม่เข้าใจสภาพการทำงานจริง
เราพบเห็น BS job ได้บ่อยในงานของ “project supervisor” ที่ตั้งขึ้นมาในรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ของผู้มีส่วนร่วมใน project ทั้งหลาย จนทำให้ project manager ต้องหมดเวลาไปกับการทำรายงานและประชุมซ้ำๆ มากกว่าจะมาใช้บริหาร project จริง ผลคืองาน project manager ที่ควรจะมีความหมาย ต้องกลายเป็นงาน BS และในที่สุดตัว project เองก็ไม่ต่างอะไรจาก BS job ราคาแพงแบบหนึ่งเช่นกัน
Graeber ชี้ว่า งาน BS ค่าตัวแพงๆนี้ ทำให้โลกดูไม่แฟร์ เขาบอกว่า งานที่มี status น้อย ค่าจ้างถูก อย่าง งานคนเก็บขยะ ยังมีความสำคัญ มี value added มากกว่างานเท่ๆใส่สูท เสียอีก เพราะถ้าเราขาดคนเก็บขยะไปแค่ไม่กี่วัน ทุกคนในเมืองจะเดือดร้อนทันที แต่ถ้าเราขาดงาน BS ก็จะไม่มีใครรู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะงานหลักก็ยังดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง และอาจคล่องตัวกว่าเดิมด้วย
คำถามคือ ทำไมงานที่ไม่ได้ produce อะไรจริง ถึงได้แพร่หลายมากมาย จนกลายเป็นเรื่องปกติไปได้ ? ทำไมในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่เน้นการแข่งขัน ถึงได้มีงานแบบนี้แฝงอยู่มากมาย ? ทำไมในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์มากขึ้นทุกวัน งาน BS ยังคงดำรงอยู่ได้เรื่อยๆ ?
Graeber และนักสังคมวิทยา รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ เชื่อว่า งาน BS จะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี สาเหตุส่วนหนึ่งคือ มนุษย์ไม่ได้มีเหตุผลเสมอไป และ ต่อให้คนเราใช้เหตุผล ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับการเมืองขององค์กรและธุรกิจ งาน BS จึงเป็นผลมาจากการเล่นเกมการเมือง ซึ่งอธิบายได้ด้วย game theory ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์
ในแง่ game theory พนักงานและองค์กร ต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน อันเป็นสถานการณ์ prisoner dilemma ที่นักโทษสองคนถูกขังแยกห้อง โดยต่างไม่รู้ว่าอีกคนคิดอย่างไร ว่าจะร่วมมือกันปิดปากไม่พูด (เพื่อทั้งสองจะได้รับโทษน้อยๆ) หรือ ชิงสารภาพเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี (แล้วได้เป็นอิสระ ปล่อยให้อีกคนติดคุกไปแทน)
สถานการณ์ Prisoner dilemma ทำให้ไม่มีใครอยากเปิดเผยหรือคุยกันตรงๆ เพราะแทนที่งานจะถูกแก้ให้ดีขึ้น สายงานนั้น อาจถูกยุบ เลิกจ้างตกงานไปเลยแบบ “ตายหมู่” ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องหรือเจ้านาย ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง วิธีปลอดภัยที่สุดคือ ทุกคนปล่อยให้เป็นดังนี้ไปเรื่อยๆ อย่างน้อยต่างคนต่างยังมีงานทำ มี status ในสังคม เกิดความสมดุลหรือ equilibrium ในองค์กร ถึงแม้จะไม่ใช่ความมีประสิทธิภาพหรือ optimal ก็ตาม
งาน BS หลายงานจึงอยู่ได้เพราะการเล่นการเมือง โดยผู้บริหารแต่ละคนต้องพยายามรักษาอาณาจักรตนเองไว้ให้ได้ การสร้างงาน BS ขึ้นมาใหม่ มีผลในการสร้างความสมดุลเชิงการเมืองอีกด้วย เพราะ นอกจากเป็นการขยายอาณาจักรแล้วผู้บริหารแล้ว ยังทำให้ผู้บริหารแต่ละคนต่างมีจุดอ่อน จึงทำให้เกิดความสมดุล เพราะไม่มีใครโจมตีใคร ด้วยเหตุว่า ต่างมีจุดอ่อนคือ BS job อยู่ในปกครองด้วยกันทั้งนั้น
ในเมื่อขจัด 100% ไม่ได้ ก็ต้องหาทางลด BS job ให้มากที่สุด ด้วยการทำให้โครงสร้างองค์กร “flat” หรือบางเฉียบ เหลือข้อต่อหรือ “moving parts” ให้น้อยที่สุด ไม่ซับซ้อนหลายระดับ จนเป็น bureaucracy ที่ชวนให้เกิดอาณาจักร อันเป็นที่บ่มเพาะ BS job เพราะใครคิดจะตั้งหน่วยงาน BS ขึ้นมา ก็คงมองเห็นกันจะจะ
แต่ไม่ว่าโลกจะก้าวหน้า และมีการแข่งขันเพิ่มมากเพียงใด เป็นเรื่องน่าเศร้าว่า BS job ก็ยังจะไม่สูญพันธ์ไปจากโลกนี้ เพราะสาเหตุมาจากธรรมชาติของมนุษย์
แต่ก็หวังว่า เมื่อนั้น มันจะน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือคนที่โชคร้ายเพียงไม่กี่คน แทนที่จะเป็นเรื่องสามัญดังทุกวันนี้






