OPINION

เดี๋ยวได้ เดี๋ยวไม่ได้ : เรื่องของความเร้าใจใน variable rewards

สุรพร เกิดสว่าง
23 ก.ค. 2561
“ฉันคิดว่า ความฝันของผู้หญิงทุกคนคือ ได้เจอกับ bad boy ในเวลาที่เขาไม่ต้องการเป็น bad boy อีก”
Taylor Swift



นักจิตวิทยาบอกว่า สมองคนเราไฝ่หา “รางวัล” หรือ reward ที่ผูกกับความไม่แน่นอน  หากเรารู้ว่ายังไงก็ได้รางวัลแน่ๆ เช่น ขออะไรใคร เราก็ได้หมด เราก็มักจะถือสิ่งนั้นเป็น “ของตาย” ที่ไม่มีค่าอะไร แม้ว่าสิ่งที่ได้มานั้นจะยากลำบากสำหรับผู้ให้ก็ตาม
 
แต่ถ้าบางอย่างไม่แน่ว่าจะได้หรือไม่ คนเรากลับถือว่าสิ่งนั้นมีค่ามากกว่า ถึงแม้ว่าของที่ว่านั้น จริงๆแล้วอาจไม่ได้มีความหมายมากมาย หรือไม่ก็ ไม่มีความหมายอะไรเลย
 
การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู social media ก็เป็นเรื่องของ reward บนความไม่แน่นอน การหวังว่าจะพบข้อความที่น่าสนใจหลังจาก scroll หน้าจอไปเรื่อยๆก็เป็นความลุ้นเล็กๆอย่างหนึ่ง  และเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนติด social media ทั้งๆที่ข้อความที่เราหยุดอ่านนั้น จริงๆแล้วก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจมากนัก เพราะหากมีคนเอามือถือยื่นส่งข้อความเดียวกันให้เราอ่าน เราอาจไม่สนใจเลยก็ได้ ด้วยเหตุว่าการที่พบข้อความนั้น ไม่ได้มาจากการลุ้น
 
รางวัลบนความไม่แน่นอนนี้เอง ที่ทำให้คนติดการพนันอย่างสล๊อตแมชชีน ที่มักจะมีวิธีกระตุ้นความตื่นเต้น เช่น ทำให้หน้าจอขึ้นเหลืออีกช่องเดียวถึงจะได้ jackpot  หรือ การพนันบอล ที่แม้เก็งผลบอลด้วยข้อมูลดีๆจากสถิติและเซียนบอล ก็ยังพลิกโผได้ รวมไปถึงเรื่องหลายเรื่องในชีวิต เรียกได้ว่า เมื่อใดรางวัลมาแบบไม่แน่นอน เดาแทบไม่ได้ หรือที่เรียกว่า random reward เมื่อนั้น เรายิ่งอยากได้มา และหมกมุ่นหาทางเอามาให้ได้ จนอาจเกิดอาการเสพติดได้
 
มีการทดลองในตำนานเมื่อ 1950s โดย B F Skinner โดยเปรียบเทียบให้รางวัลหนูแบบ “มีความแน่นอน” กับ ”ไม่แน่นอน”  โดยหากให้อาหารหลังจากหนูกดคันไม้สองครั้ง (มีความแน่นอน) หนูจะไม่รู้สึกดีใจเท่ากับตอนที่อาหารได้มาอย่าง random แบบ กดคันไม้แล้วได้อาหารบ้าง ไม่ได้อาหารบ้าง ความไม่แน่นอนทำให้หนูหันไปหมกมุ่นที่จะกดคันไม้ย้ำๆบ่อยครั้งจนไม่ทำอย่างอื่น  Skinner เรียกรางวัลบนความไม่แน่นอนนี้ว่า “variable schedule of rewards” หรือต่อมาเรียกกันสั้นๆว่า “variable rewards”
 
ความไม่แน่นอนของรางวัล ทำให้สมองหนูรวมถึงสมองคน ต้องพยายามค้นหารางวัลอยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นเป็นวิธีที่ทำให้ชาติพันธ์ุอยู่รอดมาได้ หากหยุดค้นหาก็จะอดตาย การได้รางวัลเป็นการเพิ่มฮอร์โมน dopamine จากสมอง ซึ่งมีผลทำให้เรามีความสุข และพยายามหารางวัลนั้นมาเพิ่มอีก กลายเป็น positive feedback loop
 
dopamine ไม่เพียงแต่เป็น “pleasure hormone” เท่านั้น แต่ยังเป็น “anticipation-of-pleasure hormone” อีกด้วย นั่นคือ ยังไม่ต้องได้รางวัลมาครอบครอง แต่แค่หวังว่าจะได้รางวัล ก็มีความสุขแล้ว
 
Robert Sapolsky แห่ง Stanford University อธิบายว่า จริงๆ แล้ว dopamine ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขตอนได้รางวัล แต่ dopamine ทำให้เรามีความสุขตอนที่เรา “กำลังพยายามหาทางให้ได้รางวัลนั้นให้ได้” ต่างหาก
 
ซึ่งเป็นการอธิบายว่า ทำไมคนถึงมีความสุขระหว่างกำลังเดินช้อปปิ้ง ทั้งที่ของที่เดินหาซื้ออยู่นั้น พอได้มาแล้วก็ลืมหรือทิ้ง แล้วก็หาเรื่องช้อปใหม่อีก หรือมีความต้องการไม่จบสิ้น
 
และนั่นทำให้สมองคนเรา มองหารางวัลอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว ก็ต้องการมากขึ้นไปอีก และอีก รางวัลจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ ที่ดูเหมือนไม่จบสิ้น
 
และนี่เองที่เราเรียกว่า “ความโลภ” ถึงแม้เราถือว่าความโลภเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความโลภเป็นธรรมชาติปกติธรรมดาของมนุษย์ ที่กำกับด้วยกลไกของฮอร์โมน dopamine เพื่อความอยู่รอด
 
ที่น่าสนใจมากก็คือ ที่มาของความโลภ นั้นไม่เหมือนกับที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เรามักคิดว่า ยิ่งได้มา ก็ยิ่งทำให้โลภมากขึ้น แต่นักจิตวิทยารวมถึงนักประสาทวิทยาบอกว่า จริงๆแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้น 
 
ที่จริงแล้ว ความโลภมาจากการที่ “ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง” ต่างหาก ในทางตรงข้าม หากเรามีความต้องการแล้วได้สมหวังทุกครั้ง ไร้อาการลุ้นใดๆ เมื่อนั้น ความโลภก็จะหายไป กลายเป็นความเฉยๆ
 
ดังนั้น ในทางทฤษฎีอาจพูดว่า วิธีขจัดหรือลดความโลภคือ อยากได้อะไร เอาไปเลย สักพักก็จะหมดโลภเอง แต่นั่นก็เป็นวิธีที่สิ้นเปลือง วิธีที่ดีกว่าคือ หันหลังให้กับ variable reward ไปเลย เช่น ไม่ไปคาสิโน ไม่ห้างตอน sales หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้นเร้า เพราะถ้าถูกกระตุ้นแล้วอาจจะแพ้กลไก variable reward + dopamine นี้ได้ 
 
และที่น่าสนใจอีกคือ นอกจากเรื่องของ variable rewards ยังไปเกี่ยวพันกับ เรื่องของความสัมพันธ์ อีกด้วยว่า
ทำไมของบางอย่าง เดิมมีอยู่แล้วก็เฉยๆ แต่พอสิ่งนั้นทำท่าจะหายไป หรือรู้ว่ายากที่จะรักษาเอาไว้ ก็มีความอยากได้อย่างแรงขึ้นมาทันที และยิ่งกว่านั้น ของบางอย่างที่เราไม่มีทางได้คืน กลับยิ่งอยากได้คืนมากขึ้นไปอีก
 
ความต้องการไม่รู้จบ ของ random reward นี้เอง ที่อธิบายว่า ทำไมบางครั้ง เราถึงต้องการคนที่ไม่ได้ดีกับเราเท่าไหร่ หรือที่เรียกว่า “bad boy” (หรือ “bad girl”) และแรงปรารถนานี้อาจจะรุนแรงกว่า ความต้องการคนรักที่ดีกับเราแน่ๆด้วยซ้ำไป
 
ในความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “breadcrumbling”  (ซึ่งเปรียบกับการทิ้งเศษขนมปังตามทาง ล่อให้ตามมาในนิยายเด็ก Hunsel and Gretel) คนที่เป็น “breadcrumber” นั้น แค่มาจีบ โดยไม่คิดจะมีความสัมพันธ์จริงจัง ซึ่งแทบบอกไม่ได้ในช่วงแรก แต่เริ่มมาปรากฏในช่วงหลังที่คนนั้นเริ่มถอยห่าง ในตอนที่ความสัมพันธ์กำลังเข้าสู่ stage ที่ซีเรียสแล้ว
 
และในช่วงที่เริ่มจะห่างออกไปนี่เอง ที่กลไก random reward กับ dopamine จะปรากฏเด่นชัด กับความกระวนกระวายว่า  “เมื่อไรเขาถึงจะตอบที่แชทไป เห็นเมื่อก่อนตอบทันที ?” “บางครั้งเขาก็ดีเหลือเกิน แต่วันนี้ดูแปลกๆ” “ครั้งที่แล้วเขาก็ดูเฉยๆ แต่แล้วก็ในที่สุดก็เอาใจใส่ ครั้งนี้ถ้าเจอกันจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?”
 
ความลุ้นกับ reward ที่ได้มาบ้าง ไม่ได้บ้างนี้เอง กลายเป็นการเพิ่มค่าให้กับคนที่เป็น breadcrumber และเป็นการลดราคาคนที่รักเราจริง ด้วยเหตุว่า สมองเราหันไปให้ความสำคัญกับ bad boy (or girl) มากกว่า good boy/girl โดยที่เราเองก็อาจไม่รู้ทำไม 
 
และนั่นเป็นเหตุผลอีกว่า ทำไมในคนที่ทำดีให้สม่ำเสมอ ถึงถูกมองเป็น commodity ส่วนคนแบบ bad boy /girl กลายเป็น premium
 
แน่นอนว่า ถ้าหากคนนั้นเป็น bread crumber จริง คือไม่ต้องการเป็นแฟนจริง ทุกอย่างก็จะจบลงในที่สุด แต่จะเป็นการจบที่ปวดร้าวอยู่ไม่น้อย เพราะในช่วงสุดท้าย มูลค่าของ bread crumber จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตามความกระวนกระวายที่ขาด random reward จนบางคนยอมแลกกับคนที่รักจริง คือยอมทิ้งเพื่อไปหา bad boy /girl) ก็มี
 
และนั่น ก็จะยิ่งทำให้ bread crumber ถอยห่างออกไปอีก หรือไม่ก็ตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดไปเลย เพราะการเป็นแฟนจริง คือสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
 
กรณี bread crumber ดูเหมือนง่ายที่จะมองออก ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง ทาง nuroscience บอกว่า ต่อให้รู้อยู่แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่คนเราจะฝืนอิทธิพลของ random reward กับ dopamine นี้ไปได้ง่ายๆ
 
ไม่ใช่แต่ breadcrumber เท่านั้น เจ้านายที่ยามดีก็ดีหลาย ยามร้ายก็ร้ายเหลือ อาจได้รับความเอาใจใส่จากลูกน้องได้มากกว่า หรือ กลายเป็นว่า คนดีจริงที่อยู่กับร่องกับรอยกลับเสียเปรียบ
 
ดังนั้น ควรพึงระลึกเสมอว่า ที่เราให้ความสำคัญกับคนที่ไม่ดีกับเรานั้น เพราะกลไกของ varaible reward + dopamine มากว่า ไม่ใช่เขาหรือเธอมีเสน่ห์อะไรมากมาย
 
เมื่อคิดเช่นนั้นได้ “เสน่ห์” ของคนนั้น ก็อาจจะลดลงในทันใด และเมื่อนั้น เราอาจมองเห็นคนที่ดีกับเราจริงเด่นชัดขึ้น   
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากวันพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตคุณ เมื่อคุณจะไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก เหลือเวลาอีกแค่ 24 ชั่วโมงสุดท้าย ก่อนคุณจะจากไป เพราะชีวิตคือการวางแผนและเตรียมพร้อม เคยเป็นไหมที่คุณเคยทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด เพราะขาดการวางแผน การเตรียมพร้อมเพื่อสิ่งนั้น ไปสู่ความสำเร็จตรงนั้น
หนึ่งในการปรับตัวที่เราทุกคนต้องพบเจอกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของ ความรัก