OPINION

เดาใจให้รอด เรื่องของ Schelling Point

สุรพร เกิดสว่าง
1 ม.ค. 2561
ที่ New York
 
“นี่อะไร ขาดการติดต่อมาหลายชั่วโมงแล้ว และจะเจอกันทีไหนยังไม่รู้เลย”
 
หญิงสาวบ่นกับเพื่อนสาวของเธอ วันแรกของปีหลังจาก countdown ควรจะเป็นวันที่เธอจะได้พบกับชายหนุ่มที่พึ่งรู้จักโดยบังเอิญ ทั้งสามสนุกกันกับการ countdown ที่ Time Square จนพลัดหลงกันระหว่างเบียดเสียดเดินกลับ จะเพราะว่ามือถือของชายหนุ่มนั้น หาย พัง หรือ อะไรก็แล้วแต่ ทำให้ทั้งสามไม่สามารถ confirm รายละเอียดการนัดที่เกริ่นไว้ได้
 
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อเขาได้ไง เห็นแต่เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ก็พึ่งมาเจอกันเมื่อวานพร้อมกับเธอน่ะแหละถึงได้คุยกันบ้าง แต่..ดูเหมือนเธอจะผูกขาดการคุยเสียมากกว่านะ”  เพื่อนสาวของเธอพูด ทิ้งประโยคสุดท้ายเหมือนกับประชดนิดๆ
 
“นะ” หญิงสาวพูดแค่นั้น อมยิ้ม แต่แล้วก็เปลี่ยนสีหน้า “ว่าแต่ว่า เราจะเจอเขาได้ยังไง ฉันมีเวลาแค่วันนี้เองก็จะกลับแล้ว รอไม่ได้  เราจะเดาใจเขาได้ยังไงว่า เขาจะไปเจอเราที่ไหน?”


 
การเดาใจนั้น จริงๆแล้ว มีความซับซ้อนเอาเรื่อง เพราะเราไม่ได้ตัดสินใจจากสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นจริง หรือ ตัดสินใจในเรื่องที่คิดว่ามันถูกต้อง หากเราตัดสินใจจากสิ่งทีเราคิดว่า อีกคนก็น่าจะคิดอย่างนี้ ซึ่งแน่นอนว่า มีตัวแปรอีกมากมายนักที่เราอาจไม่รู้ หรือไม่มีทางรู้ได้เลย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว ความรู้ที่ต่างกัน ทัศนะที่ไม่เหมือนกัน อีกมากมาย 
 
และที่สำคัญคือ อีกฝ่ายหนึ่ง ก็เดาใจเราเช่นกัน นั่นคือ  “เขาเดาใจว่า เรากำลังเดาใจเขาว่าอะไร” และนั่นหมายถึง เขาก็กำลังเดาใจว่า เรา(กำลังเดาใจเขาว่า(เขาเดาใจเราว่าอะไร)).... : วนเป็น loop ไม่รู้จบ หรือที่เรียกว่า “thinking about thinking about thinking…”  ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การเดาใจนั้น ขึ้นอยู่กับอีกคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา เป็นการคาดหมายบนความคาดหมายของผู้อื่น  ไม่ได้เป็นการตัดสินใจอย่างมีอิสระของเราเองแต่อย่างใด 
 
โดยเฉพาะหากแต่ละคนแทบไม่รู้จักกันมาก่อนเลย การเดาใจซึ่งกันและกันแทบไม่ต่างจากการโยนเหรียญหัวก้อย ที่ขึ้นอยู่กับโชค นักคณิตศาสตร์บางคนบอกว่า อย่างนี้โยนเหรียญดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาคิดวกวน มีค่าเท่ากัน
 
แต่ถ้าหากทั้งสองคน เดาใจตรงกันได้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ และอยู่ในสภาพที่สมดุล คือต่างก็พอใจ และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆอีก หรือว่า หากสองคนใจไม่ตรงกัน ต่างเลือกที่จะเลี่ยงไม่กล้าเดาใจ โดยไม่ทำอะไรเลย เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ก็ถือว่า เป็นสภาพที่สมดุลเหมือนกัน เพราะต่างก็ไม่กล้าคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะไม่กล้า แต่นั่นก็ถือเป็นความสมดุลที่เราไม่อยากได้นัก 
 
ความสมดุลที่ต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะเปลี่ยนอะไรอีก เพราะคิดว่าลงตัวแล้ว เรียกว่า Nash Equilibrium ตามชื่อนักคณิตศาสตร์ John Nash ผู้ได้รับรางวัลโนเบล และนี่คือเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคน ที่การเจรจาต่างๆ ควรไปให้ถึง ถึงแม้อาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนก็ตาม 
 
หากสองคนใจตรงกัน เดาใจกันได้ถูก เรียกว่าเกิด focal point หรือ Schelling Point ตามชื่อของ Thomas Schelling นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล  ถึง Schelling point จะดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่มีความสำคัญยิ่งใน game theory ว่าด้วย การตัดสินใจจากการเดาใจ
 
บางคนบอกว่า Schelling Point จะไม่มีความสำคัญเลย หากสามารถสื่อสารคุยกันรู้เรื่อง แต่ Schelling เองบอกว่า ต่อให้ดูเหมือนทุกอย่างตกลงเรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงที่อีกฝ่ายอาจเปลี่ยนใจในวินาที่สุดท้ายได้อยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่ามีเชื่อมั่นกันมากแค่ไหน การสื่อสารกันย่อมมี gap ของความไม่เข้าใจเหลืออยู่เสมอ มากหรือน้อยเท่านั้น 
 
Schelling Point ให้แง่คิดว่า ในสภาพที่เป็นมิตร ทั้งสองคนย่อมอยากร่วมมือกัน แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเดาใจกันและกันได้ถูก หรือไม่มีความมั่นใจในการเดาใจ ก็อาจจะเกิดผลตามมาที่ไม่พึงปรารถนา และอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ผิดใจ ทำให้ไม่สามารถเป็นมิตรกันได้เหมือนเดิมก็ได้ อย่างเช่น การสารภาพรัก ที่เชื่อว่าอีกคนจะรับรัก และน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับทั้งคู่ แต่ถ้าปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่รับ เป็นไปได้ว่า ผลคือ คนนั้นอาจหนีหายไปเลย จะด้วยความอึดอัด ยังไม่พร้อม หรือ กลัว ก็แล้วแต่
 
Schelling point เตือนสติอีกว่า ในโลกที่เป็นจริง เราไม่สามารถเรียกร้องอะไรอย่างต้องการ หากล้วนขึ้นอยู่กับคนอื่นทั้งนั้น และชีวิตเราไม่เคยมี “best choice” ที่เราสามารถเลือกเองได้อย่างแท้จริง เพราะการตัดสินใจของเราไม่เคยเป็นอิสระจากคนอื่นได้เลย ความคิดที่ว่า ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามความต้องการของเรา จึงเป็นความคิดที่ค้านกับธรรมชาติอย่างแรง ควรเลิกคิดได้ 
 
ความสามารถในการร่วมมือกันจนสำเร็จโดยไม่ได้สื่อสารกัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและสำคัญยิ่ง ตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการเมืองระหว่างประเทศ การรู้ว่า Schelling Point อยู่ตรงไหน จึงเป็นการบอกว่า จุดสมดุลหรือ ข้อยุติ ของเรื่องราวต่างๆอยู่ตรงไหน และจะทำอย่างไรให้เรื่องจบลงได้ หรือที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า ไปสู่ Nash Equilibrium ได้
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศิลปะในการเดาใจจึงเป็นกุญแจที่ไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“โอเคๆ อย่างนี้ก็ต้องเดาละ” เพื่อนเธอคิด “มันมีอะไรเกี่ยวกับตัวเขาที่พอจะบอกเราได้ว่า เขาจะไปเจอเธอที่ไหม เอาเป็นว่า เมื่อวานเธอคุยอะไรกัน?”
 
“ก็..เล่าเรื่องตัวเองว่าทำอะไร เรียนอะไร และก็ passion คืออะไรงี้” หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง “แล้วเขาก็คุยเรื่องหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่เขาบอกว่าคลาสสิกมาก พึ่งซื้อมาอ่าน ชื่อ The Strategy of Conflict
 
“หุ หุ นั่นแหละ หนังสือของ Thomas Schelling ที่พูดถึงในคลาส Game Theory ที่เขาเรียนกับฉัน ว่าแต่ว่า เขาพูดอะไรเกี่ยวกับหนังสือนี่?”
 
“เขาก็รู้ว่าฉันไม่ใช่พวก econ หรือ math nerd ฉันเป็น art nerd เขาก็เลยแค่เล่าสั้นๆเรื่อง game theory กับการเดาใจเท่านั้นเอง และก็เพียงแต่รู้ว่า เขาอินกับหนังสือนี้เอามาก และก็พูดถึง เอ่อ ..อะไรนะ ...Schelling..”
 
 “Schelling Point? ใช่ไหม” เพื่อนสาวถาม
 
“อ่า ใช่ละ ใช่ๆ ทำไมล่ะ?”
 
“เขาพูดถึงสถานี Grand Central หรือเปล่า?
 
“เปล่า” หญิงสาวทำหน้าประหลาดใจ “เกี่ยวอะไร?”
 
“มันเป็นอย่างนี้” เพื่อนสาวอธิบาย “Thomas Schelling พูดถึงการนัดหมายในนิวยอร์กว่า ถ้าไม่บอกสถานที่ แค่บอกว่าเจอกันในนิวยอร์ก คนส่วนใหญ่จะตีความว่าที่ไหน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ของเขาบอกว่า Grand Central Station และที่นั่นคือ Schelling Point หรือจุดที่คนเดาใจกันได้ถูก และนี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกที่มีชื่อเสียงมาก ของวิชา game theory”
 
หญิงสาวชะงัก “เธอกำลังจะบอกว่า เขาอาจไปที่ Grand Central? เพราะเขากำลังอ่านหนังสือนั่น?”
 
เพื่อนเธอพยักหน้า “ช่าย นั่นดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่พอโยงกันได้ และเขาก็รู้ว่าฉันรู้เรื่องนี้เพราะเรียนด้วยกัน ฉันจึงน่าจะคิดออกให้เธอได้.. แต่..ยังไม่แน่นะ.. เขาอาจจะไปที่อื่น เพราะตามที่เธอคุยกับเขา เธอก็บอกด้วยว่า เย็นนี้จะไปดูละครบรอดเวย์ เขาอาจไปรอที่โรงละครก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่า เขาคิดว่า เธอคิดว่าเขาว่าอย่างไร...”
 
“...และฉันก็คิดว่า เขาคิดว่า ฉันคิดว่าอย่างไร อีกใช่ไหม?” หญิงสาวส่ายหัว “มันเป็น loop นะนี่ แล้วจะเดาใจกันถูกได้ยังไง? เมื่อวาน ฉันบอกชื่อละครที่อยากดูไปหลายเรื่อง ฉันเองก็ยังไม่ได้คิดเลยว่า จะไปดูเรื่องไหนในคืนนี้ มีแต่เวลาเท่านั้นที่รู้แน่ เพราะละครทุกเรื่องเริ่มเวลาเดียวกัน แต่เขาจะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องไปที่โรงละครโรงไหน?”
 
“เวลา..เวลา ใช่ละ..” เพื่อนสาวคิด “Schelling พูดถึงเรื่อง “เวลา” ด้วยในเรื่องสถานี Grand Central เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ของ Schelling ตอบว่า เที่ยงวัน และจุดที่รอกันก็คือ แถวนาฬิกากลางห้องโถงใหญ่ นั่นคือ เขาต้องเลือกไปสถานี Grand Central ตอนเที่ยงวัน เพราะ choice ของการไปโรงละครมีแต่ความไม่แน่นอน เขาต้องเลือกไปที่นี่แห่งเดียว ที่เดียวที่พอหวังว่าเราคงเดาได้ และที่สำคัญ เขาก็พึ่งเล่าให้เธอฟังว่า nerd อย่างเขาอินกับหนังสือนั้นมาก”
 
หญิงสาวพยักหน้า มองดูนาฬิิกาแล้วคว้ามือเพื่อนสาว ลากพาออกไปขึ้น subway ทันที.. 
 
…ใจกลางโถงมหึมาของสถานี Grand Central ดูเหมือนว่า นาฬิกาทรงโบราณสี่ทิศบนซุ้ม information เป็นไม่กี่สิ่งที่สงบนิ่ง พอๆกับบางคนที่ยืนนิ่งรอแถวนั้น ท่ามกลางกระแสขวักไขว่ของฝูงชน
 
และแล้วหนึ่งในร่างที่ยืนรอนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว โบกมือให้สาวไทยสองคนที่กำลังจ้ำผ่านประตูเข้ามา
 
“Schelling Point” เพื่อนสาวหันไปพูดกับหญิงสาวด้วยอารมณ์ขัน “และก็เป็น Schelling Point ที่ได้มาจาก Thomas Schelling เองเสียด้วย  Super Schelling Point เลยหละ”
 
แต่ดูเหมือนหญิงสาวไม่ได้ยินว่าเพื่อนเธอพูดอะไร เพราะใจของเธอนั้น จดจ่ออยู่ที่ชายหนุ่มที่ยืนยิ้มใต้นาฬิกา -ที่กำลังชี้เวลาบอกเที่ยงวันพอดี
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวล้ำ ทำให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น เราสามารถเจอครอบครัวได้ทันที โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมหัวใจ 
การค้นพบความคิดสำคัญๆในประวัติศาสตร์ มักเกิดขึ้นระหว่างเวลาพัก ไม่ใช่เวลากำลังทำงาน นิโคลา เทสลา ค้นพบความคิดเรื่องกระแสไฟฟ้าสลับขณะเดินเล่น หรือ เบโธเฟน, ปีคัสโซ, มาร์ค ทเวน ก็ล้วนแต่ได้ความคิดดีๆระหว่างพักผ่อน ส่วน ไอสไตน์ได้ความคิดเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างเล่นไวโอลินเพลงของโมสาร์ต