OPINION

เชื่อพวกเขาดีไหม? ว่าด้วย จริง-ไม่จริง ของ wisdom of the crowd

สุรพร เกิดสว่าง
6 พ.ย. 2560
ในวันหนึ่งอันเฉอะแฉะของปี 1907 ที่ Plymonth ประเทศอังกฤษ วันของ “เทศกาลปศุสัตว์อ้วน”
ประจำปี มีการแข่งขันให้คนลองทายน้ำหนักของวัว ผู้ร่วมทาย 800 คนต่างเขียนน้ำหนักวัวที่คิดว่าใช่
ลงในเศษกระดาษโดยไม่ได้ปรึกษากัน แล้วยื่นให้คณะกรรมการตัดสิน
 
ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน ปรากฏว่าคนร่วมงานซึ่งไม่จำเป็นต้องคุ้นเคยเรื่องปศุสัตว์
สามารถทายน้ำหนักของวัวอ้วนตัวนั้นได้อย่างแม่นยำ โดย ค่า median หรือ ค่ากึ่งกลางของตัวเลข
ทั้งหมดที่ส่งมานั้น พลาดไปเพียง 1% เท่านั้น  ปรากฏการณ์ครั้งนั้น ทำให้นักสถิติ Francis Galton
สรุปลงใน journal วิชาการ Nature อันมีชื่อเสียงว่า “ความเห็นจากคนหมู่มาก มีความถูกต้องมากกว่า
ความเห็นของคนไม่กี่คน”   จากนั้นเป็นต้นมา คติที่ว่า “หลายหัว ย่อมดีกว่าหัวเดียว” ก็กลายเป็น
ที่ยึดถือเรื่อยมา พร้อมกับศัพท์ใหม่ “collective intelligence” 
 
ความคิดที่ว่า คนจำนวนมากๆมักจะทำนายผล หรือตัดสินใจได้ถูกนั้น ได้รับความสนใจมากมาย
อีกครั้งจากหนังสือดังชื่อ The Wisdom of the Crowd โดย James Surowiecki (2004)
ทัศนะนี้สอดคล้องกับความคิดที่นิยมให้คนทั้งหลายมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและออกความเห็น
ยิ่งมากยิ่งดี ตั้งแต่ห้องประชุม ไปจนถึงการกดไลก์ให้ดาว ตาม social media หรือตาม web
ที่มีรีวิวสินค้าต่างๆ 
 
แต่ทว่า ในหนังสือ Wisdom of the Crowd นี่เอง ได้ให้ข้อจำกัดไว้ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง นั่นคือ
หนังสือบอกว่า ความดีของ the crowd นี้ เป็นได้ในเฉพาะบางกรณี ไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไป 
 
นั่นคือ การตัดสินใจของคนหมู่มากจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ แต่ละคนต่างมีความเห็นเป็นอิสระ
ไม่ขึ้นต่อกัน ไม่ต้องมองซ้ายขวาว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร หากเป็นตัวของตัวเองล้วนๆ
 
แต่เงื่อนไขนี้สามารถเป็นจริงได้ในชีวิตประจำวันหรือไม่?  คนเราสามารถตัดสินใจได้เอง
โดยไม่สนใจความเห็นคนอื่นเลยได้จริงหรือไม่? และ เราสามารถอดใจ ปิดการรับรู้ความเห็น
จากคนอื่นชั่วคราว เพื่อตัดสินใจได้ด้วยตัวเองจริงหรือ?  - โดยเฉพาะในยุคที่การปิดกั้น
ข่าวสารแทบจะเป็นไปไม่ได้


 
นิยาม Theory of Mind บอกว่า ด้วยความเป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติมนุษย์นั้นจะคิดเปรียบเทียบ
อยู่ตลอดเวลา และทำให้คนเราอดไม่ได้ที่จะพยายามคาดเดาความคิดคนอื่นแบบ real time
เสมอ นั่นหมายถึงว่า ความคิดของแต่ละคนต่างพัวพัน มีผลกระทบกันและกัน หรือ interact
กันจนแยกไม่ออก สรุปก็คือ ความคิดตัวเองประเภทบริสุทธิ์ 100% ที่ปราศจากอิทธิพลจาก
คนอื่นเลยนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ 
 
อย่างเช่น การให้ความเห็นในที่ประชุม มักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนแรกที่ออกความเห็น
เพราะเมื่อคนแรกพูดแสดงความเห็นไปแล้ว คนที่เหลือจะชั่งใจเปรียบเทียบความคิดนั้นกับ
ความคิดของตนทันที ไม่มากก็น้อย ก่อนที่จะแสดงความเห็นใดๆออกมา  
 
หรือ แม้กระทั่ง comment ใน Facebook คนที่ comment ก่อน คือคนที่กำหนดแนวทาง
comment ต่อๆมา เพราะโดยมารยาท จะไม่มีใคร comment ตรงกันข้าม และเมื่อคนอื่นมาเห็น
comment ทั้งหมดที่ไปในทางเดียวกัน ก็จะสรุปว่า “ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด” ไปโดยปริยาย
ทั้งที่อาจยังมีคนไม่เห็นด้วยอีกมากแต่ไม่อยากแสดงออก
 
หรือ จากการศึกษา (San Taylor, NYU) ก็พบว่า ในการให้ rating สินค้าต่างๆบน web นั้น
หากคนแรกสุดที่ comment ให้ rating ดี จะเพิ่มโอกาสที่ review ตามมาจะให้อันดับดีๆไปด้วยถึง
32% และทำให้โอกาสที่จะได้ rating ดีโดยรวมทั้งหมด มากขึ้นถึง 25%  - ทั้งหมดนี้ มาจาก
อิทธิพลคนๆเดียวเท่านั้น
 
นอกจากนั้น ความที่มนุษย์มีสัญชาตญาณกลุ่ม จึงทำให้คนเรามักคล้อยตามคนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบตัว
เพื่อจะได้ถูกนับเข้าเป็นพวกเดียวกัน จึงไม่น่าประหลาดใจที่หากแต่ละคนพอเดาใจกันได้ หรือ
รับรู้ความเห็นคนอื่นมาบ้าง ก็มักจะว่าตามๆกัน จนเหมือนกับว่า ทุกคนมีมติเป็นเอกฉันท์ ทั้งๆที่
“มติ” นั้น อาจเป็นเพียงการทำตามกันโดยมารยาท ไม่ได้คิดวิเคราะห์อะไรเลยก็ได้
 
และทำให้ wisdom of the crowd สามารถขยายความอคติได้อย่างมากมายแบบ snowball
นั่นคือ: ยิ่งธรรมชาติของคนพยายามจะหาทางลัดในการคิดวิเคราะห์ ก็ยิ่งจะพึ่งพา “เสียงข้างมาก”
หรือ popular vote ไว้ก่อน โดยไม่ได้คำนึงว่า ในเสียงข้างมากนั้น มีทั้ง คนที่รู้ดี และ คนไม่รู้เรื่อง
รวมอยู่ด้วย โดยคนที่ไม่รู้เรื่องอาจมีสัดส่วนมากกว่าด้วยซ้ำไป
 
ผลต่อมาก็คือ เมื่อคนเราพึ่งพาความเห็นของคนหมู่มาก ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองอะไรแบบ
ง่ายๆเกินจริงตามมา เพราะความเห็นคนจำนวนมากนั้น คงไม่สามารถมาแยกแยะอธิบาย
ความหลากหลายได้ นอกจากสรุปรวบรัดเป็นภาพเดียวง่ายๆ ประเภทใครเห็นก็เข้าใจ เข้าถึงได้
ส่วนจริงไม่จริงนั้นเป็นอีกเรื่อง    
 
ผลการทดลองที่ลงใน Psychonomic Bulletin 2007 บอกว่า ยิ่งคนจำนวนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะ
มองอะไรแบบ  “ทื่อๆ” หรือ linear มากขึ้นเท่านั้น ทั้งๆที่โลกจริงนั้นซับซ้อนกว่ามาก แต่คน
จำนวนมากก็พยายามสรุปให้ง่ายเข้าไว้อยู่ดี เช่น การมองง่ายๆแบบเหมารวม ในเรืื่องของอคติ
ว่าด้วย เชื้อชาติ เพศ หรือ ศาสนา
 
อีกทั้ง การพึ่ง wisdom of the crowd อาจทำให้พลาดโอกาสบางอย่างไปก็ได้ 
 
ก่อนที่ Harry Potter จะได้ตีพิมพ์ JK Rowling ได้เสนอต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ชั้นนำ 12 แห่ง
แต่ถูกปฏิเสธหมด เพราะแต่ละแห่งใช้วิธีคัดเลือกแบบ wisdom of the crowd คือ
มีคณะบรรณาธิการหลายคนทำการคัดเลือก อีกทั้งพิจารณาประวัติการถูกปฏิเสธจากเพื่อนร่วมอาชีพ
 
แต่พอมาถึงสำนักพิมพ์ที่ 13 คือ Bloosberry Publishing  ตัวบรรณาธิการกลับไม่ได้สนใจความเห็น
สำนักพิมพ์ดังๆพวกนั้น เขาคิดว่านิยายเรื่องนี้ใช้ได้ จึงส่งต้นฉบับต่อให้กับประธานของสำนักพิมพ์
ซึ่งตัวประธานเองไม่ได้มีเวลาอ่านในคืนนั้น เลยลองให้ลูกสาว 8 ขวบไปอ่านดู  ปรากฏว่าเธอ
ติดใจมากและรบเร้าที่จะขออ่านต่อทันที 
 
และนั่น คือที่มาของหนังสือ Harry Potter ที่ไม่ได้พึ่ง wisdom of the crowd  เพราะ
Bloomsberry Publishing กล้าที่จะฝ่าฝืน wisdom of the crowd ด้วยการคิดเอง รวมถึงรับฟัง
ความคิดของเด็กแปดขวบ ที่คือ target reader แท้ๆตัวจริงของหนังสือ แทนที่จะเป็น the crowd
หรือคนในวงการที่มากประสบการณ์
    
มีการตั้งข้อสังเกตว่า wisdom of the crowd ได้ผลดี เมื่อแต่ละคนไม่ล่วงรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร
ก็เพราะกฎธรรมชาติทางคณิตศาสตร์มากกว่าสาเหตุอื่น นั่นคือ ยิ่งคนจำนวนมากแสดงความเห็น
ในเรื่องเดียวกันอย่างอิสระ ก็ย่อมจะเกิดการกรอง หรือ filter out ความเห็นคนละขั้ว รวมถึง
ความเห็นแผลงๆ แบบ outliner ออกไปโดยปริยาย ด้วยว่าความเห็นตรงข้ามกันเหล่านี้จะหักล้าง
กันและกันด้วยตัวของมันเอง จึงทำให้ความเห็นที่เหลือเป็น “ความเห็นสุทธิ” ที่ไปในทางเดียวกัน
และมีคุณภาพ ดังเช่นที่เกิดกับ การทำนายน้ำหนักวัวที่เมือง Plymouth เมื่อปี 1907
 
แต่ที่สำคัญคือ เราอาจใช้ข้อได้เปรียบของวิธี wisdom of the crowd กับตััวเราเอง หรือ คนไม่กี่คน
โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคนจำนวนมาก ซึ่งนอกจากหาโอกาสยากและต้นทุนสูงแล้ว ยังต้องเจอปัญหา
เรื่องแต่ละความเห็นไม่เป็นอิสระจากกันจริงอีก
 
Dr Thali Sharot  แห่ง University College London เจ้าของหนังสือขายดีสองเล่มคือ Optimism ฺ
Bias และ Influential Mind บอกว่า เราสามารถใช้ wisdom of the crowd ด้วยตัวเราเองได้ ด้วยการ
ลองคิดตัดสินใจหลายๆครั้งในเรื่องเดียวกัน ก่อนที่จะตัดสินใจทำจริง หรือการ replay การวิเคราะห์
ซ้ำๆหลายครั้ง  ยิ่งมากครั้งเท่าไหร่ ยิ่งจะให้ผลที่ดีขึ้นเท่านั้น
 
ทั้งนี้มาจาก การที่คนเราสะสมประสบการณ์และความรู้ไว้มากมาย จนไม่สามารถหยิบมาใช้ได้หมด
ภายในการตัดสินใจครั้งเดียว หากให้โอกาส replay การตัดสินใจหลายๆรอบ เราก็อาจจะดึงเอา
ประสบการณ์หรือความรู้ที่รอบที่แล้วยังไม่ได้ใช้ ออกมาช่วยในการวิเคราะห์ได้ ยิ่งมากครั้ง
สิ่งทั้งหลายที่สะสมอยู่ในสมองจะยิ่งถูกดึงเอามาใช้มากขึ้น ไม่ต่างจากวิธี wisdom of the crowd
เพียงแต่ คราวนี้เกิดขึ้นในคนเพียงคนเดียว และ the crowd ในที่นี้ ก็คือ สิ่งที่เรียนรู้มาและ
เก็บไว้ในสมองเรานี่เอง
 
นัยว่า พึ่งตัวเราเอง หรือ คนเก่งไม่กี่คนก็ได้ ไม่ต้องไปค้นหา wisdom จากคนจำนวนมากมาย
เพราะ wisdom ที่ว่านั้น อาจไม่มีอยู่จริง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้ป่วยจิตเวชคือคนปกติ หากเราปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นคนปกติ
แบงก์ 100 ยูเอส สอดไว้ในพาสปอร์ต ห้ามให้ใครเห็นแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจคนเข้าเมืองทำการจ๊อบพาสปอร์ตเพื่อแลกกับการได้วีซ่า 1 เดือน เพียงแค่นี้ก็กลับไปทำงานที่บาห์เรนได้อีกครั้ง