OPINION

เครื่องบันทึกความฝัน

ปิยะภัทร์ ศักดาประยูร
3 ต.ค. 2560
มันต้องเคยมีกันบ้างแหละ ซักครั้งหนึ่งที่มีความคิดอยากจะบันทึกความฝัน เก็บไว้ก่อนที่มันจะสูญสลายเลือนหายไป ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

อันที่จริงก็พูดยาก ว่าความฝันนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น‘จริง’หรือไม่ เพราะถ้าบอกว่ามันไม่จริง แล้วสิ่งที่ได้พบเห็น ได้รับรู้ สัมผัสที่สมจริงเหล่านั้นคืออะไร หรือ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ตัวตนของมันอยู่ที่ไหน จะจัดเก็บมันไว้ได้อย่างไร

เช่นเดียวกับไอเดียและจินตภาพ ที่เกิดขึ้นภายในหัว เคยมีคนบอกไว้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศ ฝรั่งเรียกมันว่า มิวส์ ( Muse ) ถ้าเราจูนสัญญาณเชื่อมต่อได้ตรงกับมันเมื่อไหร่ มันก็จะพุ่งแบบไฮสปีดเข้ามาในหัวของเราได้โดยอัตโนมัติ เกิดเป็นอาการที่คนไทยเรียกว่า ( ปิ๊ง! ) ไอเดียบังเกิด นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนที่อยู่คนละเวลา คนละสถานที่ หรือ แม้แต่อยู่ด้วยกัน จะบังเอิญคิดไอเดียอะไรที่คล้ายกัน เป็นแบบเดียวกันออกมาได้

ชวนให้คิดต่อว่า แล้วใครเป็นคนผลิตมิวส์ในอากาศเป็นคนแรก ใครเป็นออริจินัล มิวส์มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงความเพ้อฝันของใครคนหนึ่งที่ตั้งสมมติฐานไว้ให้กับมันเฉยๆ อาจเป็นฝันกลางวันที่ผู้กล่าวแค่ฝันไป

กลับมาที่เรื่องความฝัน ใครอาจจะเคยได้ยินข่าวมาบ้าง ว่านักวิทยาศาสตร์ได้พบวิธีที่จะบันทึกความฝันได้แล้ว และสามารถฉายภาพความฝันนั้นออกมาให้เห็นทางหน้าจอได้อีกด้วย ด้วยการจับสัญญาณคลื่นสมองของผู้ร่วมการทดลอง โดยให้ชมคลิปวิดีโอสั้น 1 คลิป แล้วนำสัญญาณนั้นมาประมวลผลเป็นภาพ โดยใช้ฐานข้อมูลภาพจากคลิปวิดีโอใน Youtube มาประกอบรวมกันเป็นเนื้อภาพที่จะฉายแสดงผล ถึงแม้ว่าภาพที่ฉายจะไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นภาพอะไร แต่ก็มีเค้าโครงที่คลับคล้ายคลับคลากับภาพต้นทางที่ผู้ร่วมการทดลองได้ชม ก็นับว่าเป็นก้าวแรกสำหรับการบันทึกภาพความฝัน ที่ยังคงเป็นโลกลี้ลับที่นักวิทยาศาสตร์ ยังคงพยายามที่จะไขความลับนี้ให้ได้ เพราะนั่นเท่ากับค้นพบวิธีการนำภาพความคิดภายในหัวออกมาฉายให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับการสื่อสารในโลกอนาคต

ไม่แน่ว่า ถ้าเทคโนโลยีนี้สำเร็จจริง เราคงได้เห็น การออกแบบงานดีไซน์ที่แสดงผลให้เห็นภาพได้ทันทีที่คิด ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่คงเข้าใจกันได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งเดาใจเล่นเกมลองใจกัน การสอบปากคำผู้ต้องหาคงเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น การทำนายความฝันคงทำได้อย่างละเอียด ต่อยอดไปจนเกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจภาพยนตร์ที่ผู้กำกับฉายภาพยนตร์โดยตรงจากไอเดียในหัว ซึ่งแต่ละวันมีเวอร์ชั่นที่ไม่เหมือนกัน เกิดธุรกิจซื้อขายความฝันที่มีเรื่องราวให้เลือกได้ว่า คืนนี้อยากจะฝันเห็นเรื่องอะไรแบบไหน การแชร์ส่งต่อความฝันของคนดังกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ทั่วไป และบางคนอาจเลือกที่จะดูความฝันดีดีที่เป็นความทรงจำเกี่ยวกับคนสำคัญของเขาวนไปไม่รู้จบ



ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าถ้าความฝันมีตัวตนให้จับต้องได้แบบนั้น มันจะเป็นเรื่องที่ดีจริงๆหรือไม่ เหรียญมันมีสองด้านเสมอ ความเป็นไปได้ใหม่ๆมันก็น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ความสวยงามของมันจะยังคงอยู่หรือไม่ ความฝันที่ปรับแต่งได้และกำหนดได้ง่ายๆจะมียังมีคุณค่าอยู่อีกหรือไม่ ถึงเวลานั้นมันอาจไม่ถูกเรียกว่าความฝันอีกต่อไป

พอคิดแบบนั้นในใจฉันก็ขอภาวนาให้วันแบบนั้นมาถึงช้าลงสักหน่อยได้ไหม ให้ความฝันยังเป็นโลกที่ฉันขอใช้เพื่อพักจากโลกความเป็นจริงบ้าง เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นความงดงามของความฝันคือ ความรู้สึกเชื่อว่ามันเป็นความจริงตอนที่อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝันดีหรือฝันร้าย ฉันสวมบทบาทเหล่านั้นอย่างสมบทบาท และนั่นคือสัมผัสที่สมจริงยิ่งกว่า 4DX จากที่ไหนๆ

ฉันเคยเสพติดความฝัน เหมือนอลิซที่หลงอยู่ในวันเดอร์แลนด์ ,เหมือนคอบบ์ที่ติดอยู่ในความฝันชั้นลิมโบ ,เหมือนปาปริก้าที่ผสมโลกความจริงกับโลกความฝันเข้าด้วยกัน

ฉันคิดว่าความฝันเป็นเหมือนไฟล์ดิจิทัล มันอาศัยอยู่ภายในหัวของเรา เหมือนไฟล์ที่อาศัยอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ไฟล์เป็นเพียงสัญญาณ ไม่มีตัวตน แต่กินพื้นที่ทรัพยากรของเครื่องถ้ามันถูกบันทึก เช่นเดียวกับความฝัน มันน่าจะถูกบันทึกอยู่ในความจำชั้นใดชั้นหนึ่ง หลายๆครั้งที่ฉัน เดจาวู เหมือนเห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็อาจเพราะความฝันเหล่านั้นที่ถูกบันทึกไว้ ถูกเรียกออกมาให้ย้อนนึกถึงก็เป็นได้ ผิดกันแต่ว่าภายในคอมพิวเตอร์ เราสามารถจัดการกับไฟล์ โยกย้าย เรียกดูซ้ำ หามันเจอได้โดยง่าย จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือลบไปก็ยังได้ แต่ความฝันของเรานั้น เหมือนมีวันหมดอายุ ที่แต่ละเรื่องถูกกำหนดไว้ไม่เท่ากัน บางเรื่องก็หายวับไปในทันทีที่ลืมตา แต่บางเรื่องเพียงแค่ผ่านเข้ามาชั่วคราวกลับฝังใจอยู่ไปชั่วกาล อยากจะลบก็ยากที่จะลบ

ช่วงชีวิตวัยรุ่น เป็นช่วงที่ฉันสนุกกับความฝัน ฉันให้ความสำคัญ ฉันสังเกต และหวงแหนมันมาก ฉันจึงจดบันทึกความฝัน หลายครั้งมันคือแหล่งไอเดีย และ แรงบันดาลใจชั้นดี ในการที่จะสร้างสรรค์ หรือออกแบบสิ่งใหม่ๆ หลายคราวมันช่วยแก้ปัญหาที่เราคิดไม่ตก และ หลายหนที่มันพาเราเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องแปลกใหม่ที่ชวนให้ติดตาม เหมือนได้เข้าโรงหนังฟรีๆ แต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยฉายจนถึงตอนจบได้ซักเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ ความฝัน มันมีไว้เพื่อให้เรียนรู้ที่จะไม่ต้องคาดหวัง แล้วถึงจะได้เจอสิ่งที่ไม่คาดฝัน

ไม่แน่ว่า ที่โรงหนังต้องมืด อาจเป็นการจำลองสภาพของการเข้าสู่โลกแห่งความฝันก็เป็นได้

ยิ่งฝันนานวันเข้า ฉันก็ทดลองที่จะกำหนดความฝัน จากที่เคยอ่านมา เขาว่ากันว่า ถ้าครุ่นคิดกับเรื่องใดมากๆก็จะเก็บไปฝันได้ แต่ก็นั่นแหละเวลาฉันหมกมุ่นครุ่นคิดมากๆ มันมักจะพาไปเจอฝันร้ายแทบจะทุกที แม้ว่าบางครั้งจะฝันเรื่องที่อยากฝันได้ แต่ท้ายเรื่องมันก็เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อยู่ดี

ยิ่งเติบโตขึ้น ฉันยิ่งฝันน้อยลง และในจำนวนฝันที่น้อยลง จำนวนของฝันดีก็น้อยลงสวนทางกับฝันร้ายที่บ่อยขึ้น บ่อยจนฉันรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่ตื่นขึ้นแล้วได้พูดว่า “โธ่ แค่ฝันไป” ซึ่งคำเดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันฝันดีแล้วตื่นขึ้นมาเช่นกัน ในน้ำเสียงที่ต่างกันว่า “โธ่ แค่ฝันไป” เพราะเสียดายที่ความฝันมันต้องจบลง

แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สำหรับฉันแล้วสิ่งที่ดีที่สุด คืออย่างน้อยให้ฉันยังคงมีพื้นที่ที่ได้โลดแล่นในความฝัน แค่นี้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

และบางทีฉันก็คิดว่า เรื่องราวเรื่องนี้ที่ฉันได้บันทึก มันก็เป็น ‘มิวส์’ อันหนึ่ง หรือเปล่า
 
About the Author
ครีเอทีฟผู้คุ้นเคยการคิดเขียนคำโฆษณาสั้นๆ เริ่มหันเหเข้าสู่การเขียนบทความขนาดยาว บอกเล่าเรื่องราวถึงความคิดที่ค้างคา จากการสังเกตและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ชื่นชอบตัวอักษร และสนุกกับการเล่นคำ
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในวันนั้นเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาที่ยังร่ำเรียนในด้านศิลปะไทย ตลอดการพูดคุยที่เต็มไปด้วยสาระของเด็กสาวผู้นี้ ทำให้เรารู้ได้เลยว่า เธอรักศิลปะไทยมาก แม้จะจบมาไม่มีงานรองรับเท่าที่ควร แต่เธอก็ยอมที่จะตื่นเช้าเพื่อไปสร้างงานที่เธอรัก
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู