OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 5

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
14 มี.ค. 2561
ฉันฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจพวกสาวๆ พม่าและสาวๆ จากที่ราบสูงหรือเรียกว่าชาติพันธุ์ กึ่งพม่ากึ่งไทยที่ต้องยอมให้พวกเถ้าแก่เอารัดเอาเปรียบเหมือนไม่ใช่มนุษย์ แต่ที่พวกเธอต้องยอมทำตามทุกเงื่อนไขก็เพื่อความอยู่รอดและต้องการหนีความอดอยากยากจนจากถิ่นกำเนิดของตัวเอง

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปที่ฉันกับน้องเล็กออกไปยืนเรียกแขกหน้าร้านตามที่แพรวแนะนำ แต่ก็ยังไม่ได้งานกันสักรอบ ขณะที่แพรวและสาวพม่าเดินหน้าไปคนละ 2-3 รอบแล้ว น้องเล็กเริ่มมีอาการท้อแท้และบ่นอะไรไปเรื่อยเปื่อย คงเริ่มรู้แล้วว่ากว่าจะได้เงินแต่ละบาทจากอาชีพขายบริการมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

“สงสัยคืนนี้กูคงไม่ได้งานวะ” น้องเล็กพูดอย่างท้อแท้
“มึงก็พยายามเรียกแขกหน่อยซิ ยังไงก็ต้องได้สักรอบน่า”
“แต่กูอายนี่หว่า!”
“มึงมาถึงนี่แล้วนะเล็ก ยังไงก็ต้องกล้า...ดูอีป้านั้นซิอายุจะ 50 แล้ว กูเห็นได้แขกตั้ง 2-3 รอบแล้วนะ”

ฉันพูดให้กำลังใจน้องเล็กทั้งที่ลึกๆ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดี เพราะดูเหมือนฉันกำลังบังคับให้เพื่อนฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และนี่คือเหตุผลที่ฉันไม่อยากชวนใครร่วมทางมากับฉัน

ขณะนั้นแพรวมายืนข้างๆ ฉัน แล้วพูดให้ฟังว่าป้าคนนั้นเป็นชาวเวียดนาม อยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว นางถือการ์ดขาวทำงานอย่างถูกต้องและเรียกค่าตัวแค่ 15-20 เหรียญเท่านั้น น้อยกว่าคนอื่นๆ เกือบครึ่งที่เรียกกัน 30 เหรียญ ฉะนั้นยังไงก็ต้องมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแน่นอน ที่สำคัญคือป้าไม่เลือกลูกค้า ทุกวันจะได้งานไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจหัวซุกหัวซุนอย่างพวกเรา

ฉันถามแพรวว่า แล้วที่นี่ต้องวิ่งหนีตำรวจทุกวันหรือเปล่า เพื่อฉันจะได้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ แพรวตอบทันทีว่า ทำงานที่นี่ก็ต้องได้วิ่งแทบทุกวันโดยเฉพาะวันศุกร์-เสาร์ ตำรวจจะโผล่มากวนทั้งกลางวันกลางคืน แต่แพรวบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะมีสายคอยรายงานให้รู้ล่วงหน้าก่อนที่ตำรวจจะเข้าถึงร้าน

การเรียนรู้งานในเกลังวันแรกของฉันกับน้องเล็กก็จบลงในเวลาตี 3 กว่า ฉันได้งานไป 7-8 รอบ ส่วนน้องเล็กผู้เริ่มเข้าสู่วงการครั้งแรกทำไปได้ 5 รอบ ก็แทบอยากจะอำลาวงการซะแล้ว เราสองคนจัดว่าได้งานน้อยกว่าคนอื่นๆ มาก เพราะเราเลือกทำงานกับลูกค้าชาวจีนเท่านั้น โดยไม่ให้พี่จี๋รู้เรื่องนี้

ขณะที่แพรวและสาวพม่าอีกสองคนได้ไปคนละ 10 กว่ารอบ เพราะรับแขกได้หมดทุกชาติและทุกสภาพ โดยไม่เกี่ยง ไม่เลือก คืนนั้นสถิติการทำงานของพวกเราทั้ง 5 คนรวมๆ แล้วมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า 50 คน

นี่แค่เฉพาะร้านเดียวของเกลังซอย 8 เท่านั้น ยังไม่รวมซอยอื่นๆ อีกเป็นร้อยร้านนะ ฉันก็ไม่อยากคิดให้สะเทือนความรู้สึกให้เจ็บปวดมากไปกว่านี้ คิดอย่างเดียวว่ามันคืองานอย่างหนึ่งที่เราเลือกเข้ามาทำกันเอง

คืนนี้ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องวิ่งออกกำลังกาย แต่อีกสองวันข้างหน้าแพรวบอกว่าคอยเตรียมตัวให้พร้อม เธอรับรองว่าต้องมีรายการวิ่งแน่นอน เพราะเป็นวันหยุดวีคเอน คือวันศุกร์-เสาร์ ลูกค้าจะเข้ามาเที่ยวเยอะมาก และพวกตำรวจเอ็นตีวายก็พร้อมที่จะออกไล่ล่าพวกเราเช่นกัน

คืนนั้นกว่าเฮียหมงจะมารับเรากลับที่พักก็ปาเข้าไปตี 4 กว่า ทั้งที่คืนนี้น่าจะให้เราสองคนนอนพักผ่อนให้หายเหนื่อยซะหน่อย เพราะนั่งรถหลังขดหลังแข็งมาตั้งสองวันสองคืนเต็มๆ แต่ก็ต้องถูกบังคับให้ทำงานทันที เมื่อฉันส่งเงินรายได้ทั้งหมดให้เฮียหมงและแจ้งยอดการทำงานในคืนนี้ ไอ้หมงชักสีหน้าอึนๆ ดูเหมือนไม่ค่อยชื่นชมกับผลงานของเราสองคนสักเท่าไร แถมยังบ่นเป็นภาษาไทยไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำว่า อย่างน้อยในทุกๆ วันเราต้องทำงานให้ได้ถึง 20 รอบเป็นอย่างต่ำ

ฉันให้เหตุผลกลับไปว่า ผู้หญิงในเกลังมีตั้งหลายร้อยคน นี่ถ้าเอารอบกลางคืนกับกลางวันมารวมกันอาจถึงพันคนได้ แต่ไอ้หมงก็ไม่สนใจเหตุผลของฉัน แถมยังย้อนกลับมาว่า

“เมื่อคนอื่นๆ ทำได้ ลื้อสองคนก็ต้องทำได้”
“แต่ผู้หญิงในร้านมีตั้ง 5 คนนะเฮีย”
“ไม่เกี่ยวหรอก ร้านอื่นมีผู้หญิงมากกว่านี้อีก...เค้ายังได้กันคนละ 20 กว่ารอบ”

ฉันเริ่มเห็นแววงก โหดเหี้ยม เห็นแก่ได้ ของไอ้หมงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากคนหน้าตายิ้มแย้มเหมือนเป็นคนจิตใจดี แต่แท้ที่จริงมันไม่ใช่คนใจดีอย่างที่ฉันคิดรวมทั้งยัยจี๋ด้วย สองผัวเมียมีนิสัยเคี่ยวลากดินเหมือนกันเปี๊ยบ...ก็อย่างว่าแหละ ไม่อย่างนั้นมันสองคนคงเป็นพ่อเล้าแม่เล้าคุมกะหรี่ไม่ได้!

ฉันและน้องเล็กกลับมาถึงห้องพักด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเต็มที ทั้งหิวทั้งง่วงนอน แต่เราก็ต้องฝืนใจเดินเข้าห้องครัวเพื่อดูว่ามีอะไรพอจะกระเดือกลงท้องได้บ้าง แล้วอาหารที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นมาม่า ระหว่างที่ฉันเตรียมน้ำร้อนต้มมาม่า เสียงน้องเล็กก็เริ่มบ่นพึมพำให้ฉันฟังอย่างท้อแท้

“หนิง...มึงรู้มั้ยตอนนี้ขากูสั่นจนก้าวเดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว”
“นี่แค่ 5 รอบเองนะมึง...ไหนมึงบอกว่าวันละร้อยก็รับไหวไง”
“เออ...ตอนนี้กูยอมแพ้วะ!” น้องเล็กพูดอย่างหมดกำลังใจ
“คราวนี้มึงเชื่อกูหรือยังว่านรกมีจริง” ฉันยืนยันความคิดเดิม
“กูติดคุกมา 5 ปี พอออกมาก็เจอศึกหนักทีเดียวตั้ง 5 คน มึงคิดว่ากูควรจะไหวมัยล่ะ?”

น้องเล็กพูดจบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินไปล้มตัวลงนอนบนโซฟากลางห้องโถง พร้อมกับบ่นว่าอยากกลับบ้าน แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเราสองคนไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว และไม่มีพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบิน เพราะเอกสารทุกอย่างยัยจี๋ยึดไปเก็บไว้หมดแล้ว

นี่คือระบบเดียวกันกับแม่แท็กทุกประเทศที่ต้องทำแบบนี้กับเด็กแท็กทุกคน ก็เพราะกลัวเด็กหนี มีทางเดียวคือพวกเราต้องรีบๆ ทำงานใช้หนี้พวกมันให้ครบ 80 รอบ จากนั้นถึงจะเป็นอิสระ

วันที่ 2 ของการทำงาน จู่ๆ ไอ้เฮียหมงก็โทรมาร่นเวลาให้เราออกไปทำงานตอน 5 โมงเย็น โดยให้เหตุผลว่าเป็นช่วงเวลาที่คนเลิกงาน อาจมีลูกค้าบางรายแวะมาใช้บริการก่อนกลับเข้าบ้าน...อย่างนี้ก็มีด้วย!?

เมื่อเปลี่ยนเวลาทำงานให้ไวขึ้นอีก 1 ชั่วโมง คือเริ่ม 5 โมงเย็น กระทั่ง 2 ทุ่ม เราสองคนได้งานไปคนละ 5-6 รอบ หลังจากนั้น 2 ทุ่มถึงตี 3 ยอดงานก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจของสองผัวเมีย ส่วนน้องเล็กจากที่ทำงานเฉื่อยช้าก็ค่อยๆ ไวขึ้นเรื่อยๆ ยอดงานก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนสูสีกับฉันและบ่นน้อยลง

3 วันต่อมาฉันก็ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศช่วงวันหยุดวีคเอนคือวันศุกร์-เสาร์ ย่านเกลัง ทุกซอยคึกคักไปด้วยลูกค้าพากันเข้ามาเดินเที่ยวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกแขกอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ มายืนจับกลุ่มเหมือนชุมนุมอะไรสักอย่าง อีกทั้งบรรดาผู้หญิงขายบริการจำนวนหลายร้อยคนก็ออกมายืนเรียกลูกค้าเกลื่อนกลาดบริเวณหน้าร้านของตน เป็นการสร้างสีสันไปอีกแบบ

เวลาผ่านไป 3 ทุ่มกว่า ขณะที่ฉันกับน้องเล็กกำลังยืนเรียกแขกอยู่หน้าร้าน ก็มีสายมาบอกกับแพรวว่า อีกไม่กี่นาทีตำรวจจะเข้ามาจับพวกผู้หญิงที่ไม่มีใบอนุญาตค้าประเวณี แพรวจึงสั่งให้พวกเรา 4 คนเตรียมตัวหลบหนีออกทางหลังร้าน แล้วไปหาที่หลบซ่อนตัวชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับเข้าร้าน

ตอนนั้นฉันกับน้องเล็กพากันแยกตัวออกจากสาวพม่า แล้วรีบเผ่นหนีไปคนละทิศคนละทางตามที่แพรวเคยบอกไว้ว่าให้วิ่งกระจายกันไปคนละทิศ อย่าวิ่งรวมกันเป็นกลุ่ม เพราะจะทำให้ตำรวจตามง่ายและจะพากันซวยโดนรวบจับทั้งกลุ่ม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เรามิอาจใช้ความรู้ทางธรรมอันน้อยนิดกล่าวถึงผลของโทสะ แต่สำหรับทางโลกแล้วโทสะจริตมีแต่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆแย่ลง
ท้องฟ้าที่อึมครึมกลับสว่างเจิดจ้า แสงแดดที่ร้อนแรงเข้ามาแทนเม็ดฝน มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขาสูงเสียดฟ้าบ้านเรือนรายทางก็คล้ายกับเพิงหมาแหงน ไม่มีเสาไฟฟ้าสักต้น ช่างต่างจากฮ่องกงฟ้าราวเหว