OPINION

ถ้าคุณใช้ทางลัด คุณจะไม่มีวันเป็นอิสระ

คธาพล รพีฐิติธรรม
19 ก.ย. 2561
ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง Proud Declutter Coach โค้ชและที่ปรึกษาการจัดระเบียบบ้าน มีคนส่งข้อความผ่าน Inbox บอกเล่าปัญหาบ้านรกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางกายภาพที่บ้านนั้นรกมากจนเต็มไปด้วยขยะ แมลง สัตว์มีพิษ หรือบ้านรกส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้รู้สึกหดหู่ ไม่สดชื่น  ไม่มีสมาธิ

ผมรับฟังปัญหาทุกเรื่องอย่างละเอียดเสมอ เรื่องไหนที่แนะนำเบื้องต้นได้ก็ยินดีบอกทุกครั้ง ขณะเดียวกันก็มีคนอยากรับการโค้ชและให้สอนส่วนตัวถึงที่บ้านอยู่หลายราย เพียงแต่ว่า ผมมีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่งคือ หน้าที่หลักของการจัดระเบียบบ้านรวมถึงคัดสรรสิ่งของแต่ละชิ้นว่าชิ้นไหนควรเก็บควรทิ้งต้องเป็น “เจ้าของบ้าน”  ส่วนหน้าที่ของ Declutter Coach เป็นเสมือนเพื่อนคู่คิดช่วยฟัง สะท้อนปัญหาที่ซ่อนอยู่ และช่วยจัดระเบียบบ้านพร้อมให้เทคนิคไปด้วยกัน ฟังดูแล้วก็คล้ายๆ กีฬา โดยมีเจ้าของบ้านสวมบทเป็นผู้เล่นอยู่ในสนาม ส่วนเราคอยอยู่ข้างๆ ไม่ทิ้งกันไปไหน คอยบอกคอยแนะ เชียร์และสนับสนุน จากมุมมองที่เข้าอกเข้าใจเพื่อช่วยให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละตัวคน

แต่คนส่วนใหญ่พอฟังเงื่อนไขว่า ต้องลงมือจัดระเบียบบ้านด้วย “ตัวเอง” กลับค่อยๆ ทยอยเงียบหาย หรือตอบปฏิเสธกลับมาแทน ผมมักได้ยินบ่อยๆ  ในทำนองว่า

“เราเป็นคนขี้เกียจ คงจัดระเบียบบ้านด้วยตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ/ครับ”
“เราไม่อยากเป็นแบบ Minimal หรือพวกระเบียบจัด เป็นแบบนั้นเครียดเกิน อยู่แบบนี้สบายใจกว่า แค่ยอมทนบ้านรกไปก่อนละกัน”
“ถ้าจ่ายเงินแล้ว ต้องมาเหนื่อยเองอีกเหรอ? จ้างคนอื่นมาทำแทนดีกว่าไหม”
“เราไม่มีเวลาว่างพอ แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว อยากได้คนมาจัดให้มากกว่า”
“ช่วยมาสอนแม่บ้านหน่อยได้ไหม คือเราไม่ได้อยากเรียน เราไม่อยากจัดเอง เราแค่อยากเห็นบ้านโล่งไวๆ เท่านั้น”

คนส่วนใหญ่มีแม่บ้านประจำอยู่แล้ว แค่ไม่อยากอยู่ในบ้านรก บางทีเจ้าของบ้านก็เลือกจ้างแม่บ้านหรือจ้างผู้ให้บริการรายอื่นที่รับจัดบ้านแทน เพราะเป็นทางลัดที่สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเปลืองแรง หรือเสียเวลา

พอได้ยินคำปฏิเสธแบบนั้นอยู่บ่อยๆ ทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามว่า เราควรผ่อนปรนยอมวางเงื่อนไขบางอย่างดีไหม เราแค่จัดบ้านตามสิ่งที่ลูกค้าร้องขอก็พอแล้วหรือไม่ แต่การทำแบบนั้น บ้านอาจโล่งเป็นระเบียบได้ในชั่วเวลาหนึ่ง แต่อีกไม่นานต้องกลับมารกอีกอย่างแน่นอน เพราะนิสัยหรือพฤติกรรมของเจ้าของบ้านยังไม่ได้รับการสำรวจหรือแก้ไข

ท่ามกลางความสับสนลังเล ผมเริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้ว “การจัดระเบียบบ้านที่ดีต้องทำด้วยตัวเอง” เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ผมเผลอหลงยึดติดมากเกินไปรึเปล่า?

การวิ่งแข่งขันมาราธอน ใช้ระยะทางทั้งหมด 42.195 กิโลเมตร ซึ่งสถิติมาราธอนระดับโลกที่ได้มีการบันทึกไว้ว่ามีนักวิ่งได้เร็วสุด คือ 2 ชั่วโมง 2 นาที กับอีก 57 วินาที ในการแข่งขันเบอร์ลินมาราธอนในปี 2014

“มีคนบอกว่าถ้าคุณสามารถวิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง คุณจะตาย”
คำพูดนี้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับ อิลิอัด คิปโชเก (Eliud Kipchoge) นักวิ่งชาวเคนยา ผู้พยายามทลายกำแพงเวลาที่ขวางคนทั้งโลกเอาไว้

Kipchoge กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังเด็ก และอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นครู ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความลำบาก เขาค่อยๆ สั่งสมความรักในการวิ่งโดยไม่รู้ตัว จากการที่ต้องวิ่งไปโรงเรียนและส่งนมสดให้กับลูกค้า แต่แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาหันมาวิ่งอย่างจริงจัง คือ แพทริก แซง นักวิ่งชาวเคนยา เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโค้ชและครูคนสำคัญของ Kipchoge
Kipchoge มองว่าสิ่งสำคัญสำหรับการวิ่ง ไม่ได้เกี่ยวกับขา แต่เป็นเรื่องของหัวใจล้วนๆ โดยเฉพาะการฝึกฝนตามตารางอย่างมีวินัย

คนส่วนใหญ่คิดว่า "ระเบียบวินัย" เป็นเรื่องน่าเบื่อ น่ากลัว แต่เขากลับคิดว่า ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่สร้างได้ และมันเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์และความลุ่มหลงของตนเองอีกด้วย

นอกจากการวิ่งที่เปรียบเสมือนลมหายใจแล้ว Kipchoge ยังชื่นชอบการอ่านหนังสือมากอีกด้วย ระหว่างการเก็บตัวเพื่อฝึกฝนเขาจะแบ่งเวลาเพื่ออ่านหนังสือและจดบันทึก เขาเชื่อว่า เมื่อเขียนสิ่งใดเอาไว้ จะจดจำมันได้อย่างแม่นยำ การอ่านและการเขียนจึงทำให้เขาเป็นคนที่มีความคิดลุ่มลึกและตกผลึกเป็นปรัชญาชีวิตสะท้อนผ่านการวิ่ง

เขาศรัทธาเรื่องระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องเริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวเองก่อน เพราะการแข่งขันมาราธอนต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานหลายเดือนหรือเกือบปี  ทุกครั้งก่อนออกวิ่งเมื่อยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น เขาจะไม่คิดฟุ้งซ่าน เขาคิดถึงเพียงช่วงเวลาที่ฝึกซ้อมตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เชื่อมั่นในแผนการฝึกซ้อม และดูแลตัวเองให้ดีให้พร้อมที่สุด รวมไปถึงการสร้างความต่อเนื่องซึ่งถือเป็นหัวใจในการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมืออาชีพ

เขาเข้มงวดและจริงจังกับการฝึกฝนตัวเองมากๆ  สิ่งสำคัญที่เขาเอาใจใส่ ไม่ใช่ “ผลลัพธ์” แต่คือ“กระบวนการ” คือการเตรียมตัวและวางแผนอย่างหนักเพื่อทำให้ประสบความสำเร็จ
Kipchoge ไม่เชื่อเรื่องการใช้ทางลัด ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกว่า

“จงทำงานหนัก ถ้าคุณทำงานหนัก ทำตามสิ่งที่ต้องทำ และจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจน  คุณจะทำงานได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งทางลัด แต่ถ้าคุณใช้ทางลัด คุณจะไม่มีวันเป็นอิสระ”

ความสำเร็จในฐานะนักวิ่งของ Kipchoge ไม่ได้อยู่ที่ฐานะ ชาติกำเนิด หรือโชคชะตา แต่เกิดจากสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระเบียบวินัย" จากการฝึกซ้อมและการพัฒนาร่างกายให้แข็งแกร่งพอเพื่อฝ่ากำแพงการวิ่งมาราธอนภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสถิติที่ยังไม่มีมนุษย์คนใดผ่านไปได้

วันที่ 16 กันยายน 2018 ณ กรุงเบอร์ลิน เยอรมัน
คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกันครั้งใหญ่ เมื่อเห็น Eliud Kipchoge ในวัย 33 ปี วิ่งนำมาแต่ไกล
เขาไม่ได้แค่วิ่งแข่งขัน แต่กำลังพามนุษยชาติก้าวผ่านกำแพงเวลา 2 ชั่วโมงไปให้ได้

ผมนั่งดูรายงานข่าวอยู่เงียบๆ มองภาพของ Kipchoge วิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกับสถิติมาราธอนระดับโลกได้ถูกทำลายลงด้วยความเพียร ความอดทน และวินัย ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 1 นาที 39 วินาที

แม้ยังไม่ผ่านกำแพงเวลา 2 ชั่วโมงไปได้ แต่วินาทีนั้นเขาได้กลายเป็นมนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว บนเส้นทางสายเดียวที่เขาเชื่อมั่นมาตลอด บนถนนที่ทุกคนร่วมวิ่งมาด้วยกัน ไม่มีทางลัด ไม่มีทางด่วนสำหรับความสำเร็จ

วินาทีนั้นความสงสัยและความขุ่นข้องในใจของผมก็ถูกพังทลายลงไปพร้อมสถิติมาราธอนระดับโลกเช่นกัน
About the Author
นักกฎหมายกับอีกบทบาทคือ Declutter Coach หรือที่ปรึกษาการจัดระเบียบบ้านคนแรกของไทยกับความเชื่อว่า Life Coaching กับการจัดระเบียบบ้านจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นได้ที่เพจ “Proud จัดระเบียบเปลี่ยนชีวิต”
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การกินอาหารตอนกลางคืนส่งผลเสียมากมาย จึงมีวิธีแก้ความหิวยามค่ำคืนมาแนะนำ
“The Dating Naked” หรือ เปลือยออกเดท ซึ่งก็เป็นรายการต่างประเทศที่มีผู้ชมสนใจกว่า 79%