OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 9

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
8 ม.ค. 2561
การมาเยือนเมืองจีนซัวเถาในครั้งนั้น ฉันทั้งดีใจ เสียใจ ตื่นเต้นระทึกใจตลอดเวลา แต่ก็รู้สึกคุ้มค่าที่ได้มีโอกาสมาถึงดินแดนประวัติศาสตร์แห่งนี้ อย่างน้อยอาชีพที่ไร้เกียรติก็ทำให้ฉันได้เห็นโลกกว้างมากขึ้น ได้เห็นวิถีชีวิตอีกมุมหนึ่งที่อยู่ในโลกใบเดียวกัน แต่มีสภาพความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก เสมือนเป็นโลกอีกใบที่ใครอีกหลายล้านคนไม่มีโอกาสได้เห็น

นี่ถ้าฉันรู้ล่วงหน้าว่าการเดินทางไปซัวเถาจะลำบากถึงเพียงนี้ ต่อให้ฉันรวยล้นฟ้าก็ไม่คิดไปเที่ยวในดินแดนกันดารแห่งนั้นอย่างเด็ดขาด...อย่างที่เขาพูดกันว่า “คนจนไม่มีโอกาสได้มา คนรวยก็ไม่คิด
จะไป ต้องคนดวงซวยอย่างฉันเท่านั้นที่ถูกบังคับให้ดั้นด้นไปอย่างไม่เต็มใจ”

คืนนั้นฉันนอนหลับพักผ่อนเป็นคืนสุดท้าย ซัวเถามันช่างเป็นสวรรค์เพียงชั่วข้ามคืนที่นำพาฉันมาเห็นธรรมชาติ วิถีชีวิตคนชนบทที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน อย่างน้อยก็ทำให้ฉันได้หายเหน็ดเหนื่อยจากความป่าเถื่อนบนเกาะฮ่องกง ที่ใครๆ พาเรียกกันว่าเมืองสวรรค์ แต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นแค่สวรรค์ลวงตา ล่อลวงให้ใครหลายคนลุ่มหลงงมงายไปกับกิเลสตัณหาสารพัดรูปแบบ

แม้แต่ตัวฉันเองก็เถอะยังเผลอใจลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านั้น ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นนรก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเงินเป็นสิ่งล่อใจให้ฉันต้องมาลงนรกแห่งนี้!

เวลา 7 โมงเช้า ฉันตื่นขึ้นแล้วรีบอาบน้ำแต่งตัวลงไปพบอาเหลียง ซึ่งมานั่งรอฉันที่ด้านล่างก่อนแล้ว เพื่อพาไปส่งที่ท่ารถพร้อมกับช่วยหอบข้าวของที่ฉันซื้อติดมือกลับไปอย่างพะรุงพะรังและจัดการนำขึ้นไปวางให้บนรถอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

อาเหลียงจัดว่าเป็นคนดีมีน้ำใจกับฉันมากๆ ทั้งที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน และสื่อภาษากันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เขาก็ทำหน้าที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีจนถึงนาทีสุดท้าย ทำให้ฉันไม่เคยลืมความประทับใจจนถึงทุกวันนี้

8 โมงครึ่งได้เวลารถล้อหมุนเคลื่อนออกจากสถานี การเดินทางขากลับก็ทุลักทุเลไม่ต่างจากขามา ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับฮ่องกงในสมองฉันคิดแต่ว่าต้องกลับไปรับศึกหนักอีกแล้วสินะ และเมื่อนึกถึงไอ้จงทีไร ก็รู้สึกจี๊ดขึ้นสมองทุกที ว่าคนอย่างไอ้จงที่มันมีเงินกินใช้ให้ชีวิตได้อยู่รอดไปวันๆ ก็เพราะอาศัยเรือนร่างจากผู้หญิงขายบริการทั้งนั้น โดยที่มันไม่เคยสำนึกบุญคุณ ไม่รู้จักคำว่าเมตตาสงสารหรือความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็คงไม่ต่างจากไอ้เฮียลิ้มที่คิดแต่จะตักตวงผลประโยชน์จากผู้หญิงขายบริการ

ในที่สุดรถเมล์คันเล็กสภาพโกโรโกโสก็พาฉันกลับมาถึงจุดหมายปลายทางที่ฮ่องกง ขณะนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำเต็มที ฉันเห็นเฮียลิ้มกับพี่น้อยยืนรอรับที่ชานชาลาที่เดิม ทั้งสองโบกมือแล้วตะโกนเรียกชื่อฉันให้เดินไปหา แล้วเฮียลิ้มก็ทำท่าชูนิ้วโป้งส่งให้ฉันทั้งสองข้างพร้อมพูดแบบเอาใจ “อาหมวย ลื้อเก่งมากๆ ล้าาาาา”

ตอนนั้นฉันอยากจะสวนคำพูดกลับไปเหลือเกินว่า “กูไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย แต่เป็นเพราะมึงต่างหากที่บังคับให้กูไปที่นั่น!!”

จากนั้นสองผัวเมียก็พาฉันไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ชาวฮ่องกงจะเรียกกันว่า “หยำฉ่า” ลักษณะก็ไม่ต่างจากภัตตาคารจีนธรรมดาทั่วไป สาเหตุที่เฮียลิ้มพาฉันมานั่งกินอาหารที่ร้านนี้ก็เพื่อจะคุยเงื่อนไขการทำงานภาค 2 หลังต่อวีซ่า ว่าต่อนี้ไปฉันต้องแบ่งสันปันส่วนรายได้ให้กับมันอีกครั้ง

โดยจะแบ่งรายได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นของฉัน 70 เหรียญ ที่เหลืออีก 80 เหรียญเป็นของมันกับไอ้จงคนละครึ่ง และไม่ว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร ฉันก็ต้องยินยอมรับทุกกรณี จากนั้นก็พาฉันไปส่งที่โรงแรมพร้อมกับติดต่อให้ไอ้จงมารับฉันไปทำงานต่อทันที โดยไม่ให้ฉันหยุดพักเหนื่อยแม้แต่ชั่วโมงเดียว กระทั่งไอ้จงมารับฉันที่โรงแรมและทันทีที่หน้าไอ้จงอย่างถนัดตาก็ต้องตกใจ แล้วรีบถามกลับด้วยความสงสัย

“ไอ้จงนี่หน้ามึงไปโดนอะไรมาเนี่ย?”
“ไม่ต้องสนใจล้าาาา…ไปทำงาน…ไปทำงาน”

ไอ้จงตอบตะกุกตะกักและพยามยามเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาฉัน แล้วทำทีเป็นกลบเกลื่อนหาเรื่องอื่นขึ้นมาพูด เหมือนไม่อยากให้ฉันสนใจที่โหนกแก้มและมุมปากของมัน ซึ่งมีรอยช้ำบวมอมเขียวอมม่วงเหมือนไปโดนใครกระทืบมา แต่ฉันก็ไม่เลิกสนใจและต้องถามให้รู้ความจนได้

“ไหนมึงบอกมาซิ ไปโดนใครกระทืบมาเหรอ?”
“เรื่องของอั๊วล้าาาา…ลื้อเตรียมตัวไปทำงานเร็วๆ”

ไอ้จงไม่ยอมตอบคำถามอยู่ดี เหมือนมันอายที่จะบอก ได้แต่พูดเร่งให้ฉันเตรียมพร้อมออกไปทำงานและกำชับไม่ให้ไปบอกเฮียลิ้มว่าเห็นมันในสภาพแบบนี้ จากนั้นมันก็หาเรื่องชวนฉันคุยนู้นนี่นั่นไปเรื่อยเปื่อย เพื่อไม่ให้สนใจเรื่องของมัน

“ลื้อไปเมืองจีนมาสนุก มั๊ย?” ไอ้จงเริ่มมีรอยยิ้ม
“ก็ดี…”
“แล้วลื้อคิดถึงอาจงมั๊ย?” ไอ้จงเปลี่ยนอารมณ์แสร้งพูดหยอกล้อ
“อั๊วดีใจมาก ที่ไม่ต้องเห็นหน้าลื้อ ไม่ต้องฟังลื้อบ่น รู้สึกสบายหูจริงๆ”

คืนนั้นกว่าไอ้จงจะพาฉันออกไปทำงานก็ช้ามาก กินเวลาไปเกือบ 5 ทุ่ม เพราะมัวแต่โอ้เอ้โทรศัพท์ติดต่อไปตามโรงแรมต่างๆ เพื่อให้สัญญาณว่ามีผู้หญิงพร้อมให้บริการแล้ว ดูท่าว่าไอ้จงจะดีใจที่เห็นฉันกลับมาทำงานครั้งนี้ เพราะมันพูดหยอกล้อฉันมาตลอดทาง

กระทั่งมาหยุดยืนที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งเพราะมีข้อความเข้าที่เพจเจอร์ของมันว่าตอนนี้มีลูกค้ารอใช้บริการอยู่ แล้วสงครามกามโลกีย์รอบแรกก็กำลังเริ่มขึ้นภายในอีกไม่กี่นาที่ข้างหน้า

“อาหนิง มีแขกรออยู่ที่ชั้น 10...ลื้อไปทำงานเร็วๆนะ” ฉันพยักหน้าแล้วรีบเดินจ้ำเข้าไปยังตึกสูงราว 50 ชั้นอย่างคนคล่องแคล่วเป็นงาน โดยที่ไอ้จงยืนรออยู่ด้านล่าง จากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมง ฉันก็กลับลงมาหาไอ้จงที่เดิมพร้อมกับยื่นเงินค่าตัว 3 รอบให้มันตามธรรมเนียม ต่อมางานรอบที่ 4 ที่ 5 และรอบต่อๆ ไปก็ตามมาไม่หยุด แล้วสงครามคืนแรกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ได้พักรบไปพบกับสวรรค์อันสุขสงบที่ซัวเถาเพียงชั่วข้ามคืน

กระทั่งเวลาผ่านไปใกล้ฟ้าสางฉันเริ่มรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดที่จะอดทนต่อไป ในที่สุดไอ้จงก็ยอมให้ฉันกลับไปพักผ่อนหลับนอนเพื่อเก็บแรงไว้สู้รบต่อไปในวันพรุ่งนี้

“คืนนี้พอแค่นี้ก่อนมั้ย?”
“เออพอเถอะ..กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
“โอเค ล้า...โอเค ล้า…ไปกินข้าว”

คืนนั้นไอ้จงพาฉันไปกินอาหารตามข้างทางในย่านเกาลูนที่เปิดขายเรียงรายกันยันเช้า มันรู้ดีว่าฉันชอบมากินอาหารย่านนี้ เพราะมีของอร่อยๆ สารพัดหลากหลายให้เลือกกินตามชอบ และมีของที่ฉันชื่นชอบ เช่นปลาหมึกสดย่าง ขนมแป้งผัด กระเพาะปลา ผัดหมี่ซั่ว น้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋และอีกมากมายหลายอย่าง

จากนั้นมันก็พาฉันมาส่งที่หน้าโรงแรมซึ่งเป็นที่พักประจำของฉัน แต่วันนั้นกว่าไอ้จงจะแยกกลับไปได้ก็รู้สึกว่ามันลีลามากเรื่อง คือทำท่าอ้ำอึ้งเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ยอมพูดสักที จนฉันรู้สึกรำคาญ ต้องเป็นฝ่ายถามมันเอง

“ไอ้จง...มึงจะพูดอะไรก็ว่ามาเร็วๆ”
“ลื้อช่วยอะไรอั๊วหน่อยได้มั้ย?” พูดไม่ค่อยจะเต็มปากเต็มคำ
“จะให้ช่วยอะไรอีกล่ะ?”
“ลื้อช่วยบอกเถ้าแก่ว่าวันนี้ทำงานได้แค่ 10 รอบนะ”
ฉันยืนนิ่งเงียบและเริ่มสงสัยว่าด้วยเหตุใดไอ้จงถึงคิดโกงเงินเถ้าแก่อีก ทั้งที่ทุกวันนี้เราก็อมกันมากพออยู่แล้ว
“ทำไมล่ะอาจง...ลื้อจะเอาเงินไปเล่นไพ่อีกเหรอ?”
“เปล่าล้าาา...อั๊วจะเอาเงินไปใช้หนี้เค้า” พูดเสียงอ้อมแอ้ม
“ใช้หนี้ค่าเล่นไพ่ใช่ไหม?”
“ก็ใช่นะซิ...ถ้าอั๊วไม่ใช้หนี้ พวกมันจะมาตีอั๊วทุกวันล้าาาา”

ไอ้จงตีหน้าเศร้าพูดด้วยน้ำเสียงน่าเห็นใจมาก ฉันยังคงนิ่งเงียบ คิดอยู่ในใจว่าที่หน้าตามันมีรอยฟกช้ำคงไปโดนพวกเจ้าหนีกระทืบมาแน่เลย แต่ยังไม่ทันทีฉันจะตกลงอะไรไอ้จงก็พูดต่อไปว่า เงินจำนวน 10 รอบมันจะแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่ง ซึ่งฉันก็พอเข้าใจในสิ่งที่มันอธิบายให้ฟัง จึงยอมตกลงช่วยเหลือมันในครั้งนี้

วันนั้นไอ้จงแสดงท่าทีดีใจและขอบอกขอบใจฉันเป็นการใหญ่ เหมือนโล่งอกที่จะได้เงินไปใช้หนี้ ฉันก็หวังว่าเงินทั้งหมดที่ได้จากส่วนแบ่งการโกงคงพอให้มันไปใช้หนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกตีอีก

คืนนั้นพอขึ้นเตียงนอนฉันก็หลับสนิทด้วยความอ่อนล้าอย่างแรง จนไม่มีแรงนั่งนับเงินทิปเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา และไม่อาจเก็บเรื่องราวของไอ้จงมานั่งคิดให้รกสมอง ว่าเพราะอะไร หรือทำไมมันต้องเล่นการพนันแบบเอาเป็นเอาตายทุกๆ วันถึงเพียงนี้?
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การเช่าที่พักอาศัยครั้งแรกของอากง ไม่สามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก เพราะมันคือเล้าเป็ดส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และเปิดให้เช่าในราคาเพียงเดือนละสิบห้าบาท หารกันกับเพื่อนสี่คน เฉลี่ยแล้วจึงตกอยู่ที่คนละสามบาทกว่าเท่านั้น
ในช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็หลายคน หรือเห็นข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคนี้ก็ไม่น้อย ทัศนคติของเราในตอนนั้น ไม่ได้คิดบวกหรือติดลบต่อผู้ป่วยโรคนี้แต่อย่างใด แต่แค่รู้สึกว่าเป็นแล้วรักษาเดี๋ยวก็หายไปเอง ไม่เห็นแปลก…