OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 3

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
29 พ.ย. 2560
วันนั้นไอ้จงพาฉันไปทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านเกาลูน ด้วยการพาเดินเท้าลัดเลาะไปตามถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่สวนไปมาอย่างชุลมุนวุ่นวาย บรรยากาศไม่ต่างจากย่านเยาวราช โดยมันอาสาช่วยแบกกระเป๋าสัมภาระให้ฉัน เพราะเฮียลิ้มสั่งให้ฉันต้องไปอยู่ร่วมกับเพื่อนคนไทยอีก 2-3 คน คือต้องไปนอนพักตามโรงแรมที่ฉันเข้าทำงาน ก็ยังดีหน่อยที่ไม่ต้องไปพักที่เดียวกับไอ้จง ไม่งั้นคงได้ตีกันตายแน่เลย

ตลอดทางที่ฉันเดินมาจะเห็นผู้หญิงหน้าตาละม่ายคล้ายคนไทยยืนอยู่ตามซอกตามหลืบข้างตึก และตามข้างถนนกระจายไปทั่ว แต่ละคนแต่งกายด้วยชุดวาบหวิว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเธอกำลังยืนขายบริการให้แก่ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ฉันเห็นรูปแบบการทำงานในฮ่องกงแล้วรู้สึกตกใจและผิดหวังอย่างแรงกับการตัดสินใจเพียงชั่ววูบ เพราะความอยากนั่งเครื่องบินแท้ๆ แต่ดูเหมือนฉันกำลังเดินใกล้นรกเข้าไปทุกที ก็ได้แต่ภาวนาในใจขออย่าให้ต้องออกมายืนเรียกแขกตามข้างถนนแบบนี้เลย ดูแล้วช่างน่าอับอายเหลือเกิน

อาจงพาฉันเดินมาได้ประมาณ 10 นาทีก็มาหยุดพักที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง อยู่ด้านล่างของตึกสูงราว 60 ชั้น ลักษณะร้านกาแฟในฮ่องกงก็ไม่ต่างจากสภากาแฟตามต่างจังหวัดที่เมืองไทย คือส่วนใหญ่มีแต่พวกคอกาแฟมานั่งจับกลุ่มสุมหัววิพากษ์วิจารณ์นู่นนี่นั่นสารพัดเรื่องราว

ทันทีที่ไอ้จงพาฉันเดินเข้าไปในร้าน ผู้คนที่กำลังนั่งดื่มกาแฟต่างส่งภาษากวางตุ้งล้งเล้งทักทายไอ้จงอย่างคุ้นเคย ขณะนั้นทุกคนหันมามองที่ฉัน เดาว่าน่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับตัวฉันนี่แหละ แล้วไอ้จงก็ถามฉันเป็นภาษาไทยว่า

“ลื้อจะกินกาแฟมั้ย?”
“ไม่อ่ะ”
“งั้นนั่งรออยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวอั๊วมา”
ไอ้จงเดินหายไปในร้านมินิมาร์ทที่อยู่ห่างจากร้านกาแฟแค่ 2 ห้อง จากนั้นไม่ถึง 10 นาทีมันก็เดินกลับมาพร้อมกับยื่นถุงกระดาษให้ฉัน
“ลื้อซื้ออะไรให้อั๊ววะ?”
“ก็คอนดอมสิ...ลื้อต้องมีไว้ใช้ทำงานตลอดล้าาาาา!!”

ที่แท้ไอ้จงก็ไปซื้อถุงยางอนามัยมาให้ฉันเพื่อทำงาน จากนั้นมันก็พาฉันขึ้นไปบนตึกชั้นที่ 30 กว่า บนนั้นเป็นโรงแรมเล็กๆ ติดกันหลายแห่ง บางชั้นก็มีโรงแรมประมาณ 4-5 แห่ง แต่ละแห่งมีประมาณ 10 กว่าห้อง ทุกโรงแรมมีผู้หญิงไทยและจีนให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ไอ้จงบอกว่าวันนี้ให้ฉันทำงานอยู่ที่ตึกนี้ไปก่อน เดี๋ยวอีก 2-3 วันค่อยย้ายไปทำที่ตึกอื่น ตอนนั้นฉันเริ่มสงสัยแล้วซิว่า นี่ขนาดเฉพาะตึกนี้ตึกเดียวยังมีโรงแรมเป็นสิบแห่ง ถ้าอย่างนั้นทุกตึกในฮ่องกงรวมกันแล้วต้องมีสถานให้บริการทางเพศเป็นร้อยเป็นพันแห่งแน่เลย

นิน่าล่ะไอ้เฮียลิ้มถึงบอกว่าผู้หญิงที่นี่ต้องรับลูกค้าให้ได้วันละหลายสิบรอบ ก็เพราะแต่ละตึกในฮ่องกงมีสถานให้บริการทางเพศมากมายแบบนี้นี่เอง

วันนั้นฉันเริ่มงานรอบแรกในเวลา 5 โมงเย็น สิ้นสุดตอนตี 4 ได้งานไป 8 รอบ ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า ทั้งเจ็บทั้งทรมาน และร้องให้หนักมาก อยากกลับบ้านซะเดี๋ยวนั้นเลย ทั้งที่วันนี้ไอ้เฮียลิ้มน่าจะให้ฉันพักผ่อนตั้งหลักสักคืนก่อน แต่นี่อะไรกันพอลงเครื่องปุ๊บก็ให้ทำงานปั๊บ

ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจของไอ้จง มันบ่นว่าฉันสารพัด แล้วบอกว่า “พรุ่งนี้ลื้อต้องทำงานให้ได้มากกว่านี้!!”
วันรุ่งขึ้นไอ้จงอธิบายกฎกติกาการทำงานให้ฉันฟังพอเข้าใจอีกรอบว่า เวลาอยู่ในห้องกับแขกให้รีบทำงานอย่างว่องไว ไม่ต้องลีลา แขกถามอะไรก็ไม่ต้องตอบให้มากเรื่องเพราะจะทำให้เสียเวลา จากนั้นก็สั่งให้ฉันเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาใส่ชุดที่ถอดง่ายสวมง่าย เช่น กระโปรงชุดแซ็กแบบสวมหัวเพื่อสะดวกแก่การทำงาน รองเท้าไม่ควรมีส้นสูงถ้าเป็นผ้าใบแบบสวมง่ายๆ ได้ยิ่งดี เพราะตลอดทั้งวันฉันต้องเดินกับวิ่ง คือไปทำงานที่ตึกนู้นตึกนี้ และต้องคอยวิ่งหนีตำรวจอีกวันละหลายรอบ

วันนี้งานรอบแรกของฉันก็เริ่มขึ้นในเวลา 11 โมงเช้ายาวไปถึง 6 โมงเย็น และเริ่มงานรอบต่อไปในเวลา 2 ทุ่มไปจนถึงตี 4 เชื่อไหมแค่ 1 ชั่วโมงที่ฉันได้พักซึ่งเป็นช่วงเลิกงาน ก็ยังมีลูกค้าบางรายแวะใช้บริการก่อนกลับบ้าน

โดยแต่ละรอบที่อยู่ในห้องกับแขกฉันยังคงใช้เวลาทำงานเกือบครึ่งชั่วโมง จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เข้าไปทำอะไรกันมากหรอก แต่เป็นเพราะฉันอาย กว่าจะถอดผ้าก็ปาไปเกือบ 10 นาที ทำให้ไอ้จงไม่พอใจมาก ชักสีหน้าเป็นส้นตีนแล้วด่าว่าฉันด้วยคำพูดหยาบคาย

“อ่ะหยา...ทำไมลื้อเอากันนานจังวะ?”
“โอ๊ย...นี่กูก็ไวแล้วนะ ถ้ามึงให้ไวกว่านี้ก็ไปทำเองเถอะไอ้จง”
“โอเค ล้า...โอเค ล้า ไม่พูดมาก คนต่อไปเอากันไวๆ ล้าาาา”

ไอ้จงจะชอบบ่นด่าว่าฉันแบบนี้ทั้งวัน ถ้ามันเถียงไม่ทันก็จะบอกไม่ให้ฉันพูดมาก บางครั้งก็ด่าฉันแรงๆ ว่าหน้า Hee สงสัยมันคงถูกผู้หญิงไทยด่าบ่อยๆ ก็เลยจำมาด่าบ้าง เป็นเหตุให้ฉันกับมันต้องได้ด่ากันทั้งวันไม่เลิกลา (นี่ขนาดเพิ่งเจอกันใหม่ๆ ก็เริ่มเป็นไม้เบื่อไม้เมากันซะแล้ว ถ้าอยู่ไปอีกนานๆ มีหวังต้องได้ฆ่ากันเองแน่)

แผนงานของฉันกับไอ้จงในแต่ละวันก็คือ ทุกครั้งที่มีแขกต้องการผู้หญิง เจ้าของโรงแรมแต่ละแห่งจะใช้วิธีส่งข้อความมาที่เพจเจอร์ของไอ้จง (คือเครื่องมือสื่อสารที่นิยมใช้กันเมื่อราว 20 กว่าปีที่แล้ว) และทุกครั้งที่เพจเจอร์ดัง นั่นหมายความว่างานเข้า จากนั้นไอ้จงก็จะพาฉันทั้งเดินทั้งวิ่งไปหาลูกค้าตามตึกต่างๆ ให้ไวที่สุด เพราะถ้าไปช้าลูกค้าอาจเปลี่ยนใจหาผู้หญิงคนใหม่แบบกะทันหัน

วันนี้ก็เหมือนเมื่อวาน คือสิ้นสุดเวลาทำงานตอนตี 4 เพิ่มเติมที่ปริมาณของลูกค้ามากขึ้นอีก 2 เท่าตัว พอกลับถึงห้องพักฉันก็ล้มตัวนอนด้วยความอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง ตามด้วยเสียงร้องไห้ของความทุกข์ ความเจ็บปวดทั้งกายใจ

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับอาชีพขายบริการ เพราะตั้งแต่ทำงานนี้มาก็ไม่เคยเจอศึกหนักสาหัสอะไรขนาดนี้ วันนั้นฉันเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า “นรกทั้งเป็น” อย่างแท้จริง ว่ามันทุกข์ทรมานอย่างนี้นี่เอง

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฉันยังคงหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย ก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนตามว่า “อาหมวยทำงาน!” ฉันลืมตาขึ้นด้วยอาการหงุดหงิดงัวเงีย มองนาฬิกาที่ฝาผนังห้อง เพิ่งจะ 8 โมงเช้า นั่นเท่ากับว่าฉันเพิ่งหลับไปได้แค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น...นี่ไอ้พวกเจ็กฮ่องกงมันหงี่กันแต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอวะ!?

9 โมงเช้า…ไอ้จงก็มารับฉันไปกินข้าวก่อนจะเริ่มทำงานตามปกติคือ 10 โมงเช้า แต่วันนี้ไอ้จงดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ทั้งยังแต่งตัวดูดีกว่าเมื่อวานราวเป็นคนละคนตั้งแต่หัวจรดตีน ทั้งทรงผมใหม่ เสื้อใหม่ กางเกงใหม่ ตลอดจนรองเท้าผ้าใบก็เป็นสีขาวคู่ใหม่ที่ดูสะอาดสะอ้านมาก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือสันดานความงี่เง่า กวนส้นตีนยังคงเหมือนเดิม

การทำงานวันที่สองก็ไม่ต่างจากเมื่อวาน คือทั้งเดินทั้งวิ่งไปตามตึกนู้นตึกนี้ บางครั้งก็ต้องนั่งรถเมล์ไปหาลูกค้าต่างพื้นที่ ตั้งแต่ย่านขุนถ่อง เกาลูน จิมซาจุ่ย แต่ละพื้นที่มีผู้คนเดินกันพลุกพล่านตลอดทั้งวันทั้งคืน และไม่ว่าจะไปทำงานในพื้นที่ไหนๆ ของเมืองฮ่องกง ก็มีแต่หญิงขายบริการเต็มไปหมด

บางคนยืนเรียกลูกค้าอยู่ตามซอกมุมตึก บ้างก็ยืนอยู่ตามข้างถนนที่มีผู้คนเดินสัญจรไปมา แต่ผู้หญิงที่มายืนเรียกแขกนี่ซิ ส่วนใหญ่เป็นคนเอเชียที่มีหน้าตาละม้ายไปทางเวียดนาม กัมพูชา ไทย จีน จนนักท่องโลกีย์ต้องเหมารวมกันว่าเป็นสาวไทยทั้งสิ้น

คืนนี้แสงสียามราตรีของเกาะฮ่องกงกำลังเริ่มขึ้นในเวลา 6 โมงเย็น ป้ายโฆษณาสินค้าหลากหลายเปิดไฟสว่างไปทั่วเมืองฮ่องกง ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ภัตตาคารเลิศหรู รวมไปถึงสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ อาบอบนวดพร้อมเปิดให้บริการตามปกติ

แสงสีความอลังการเหล่านี้เป็นดั่งเมืองสวรรค์และเป็นราตรีที่ไม่เคยหลับใหล ชวนให้ฉันเพลิดเพลินหลงใหลผ่อนคลายไปได้บ้าง วันนั้นไอ้จงติดสินบนกับฉันว่า หากทำงานได้ยอดตามที่มันกำหนดก่อนเวลาสองทุ่ม มันจะพาฉันไปชอปปิ้ง ซื้อรองเท้าและเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ใส่ทำงานในวันต่อๆ ไป ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ฉันทำงานได้สะดวกแคล่วคล่องว่องไวขึ้น

เมื่อมีข้อเสนอมาล่อใจแบบนี้ มีหรือฉันจะอดใจไหว ก็ต้องรีบสปีดทำงานตามยอดที่มันต้องการให้ครบจนได้ (คงไม่ต้องแจ้งยอดให้ทราบนะคะ รู้แค่ว่ามันต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) และนี่คือยอดก่อนสองทุ่มเท่านั้นนะ ถือว่ายังไม่สิ้นสุดการทำงาน แต่ถ้าหลังสองทุ่มไปแล้วฉันต้องเตรียมรับศึกหนักขึ้นไปอีก จนกว่าจะถึงเวลาตีสี่ คือสิ้นเวลาทำงานสำหรับหนึ่งวัน...By Eri...
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
“นักโทษประหารชีวิต”   คือ  ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายและได้รับคำพิพากษาจากศาลให้ประหารชีวิต เมื่อใดที่เป็นนักโทษเด็ดขาด(ศาลฎีกาพิพากษาแล้ว) ก็ยังมีโอกาสยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษและเฝ้ารอลุ้นว่าเมื่อใดที่มีหน่วยคอมมานโดเข้ามายืนอยู่หน้าห้องขัง และไขประตูห้องขังให้เปิดออก  
ไม่ใช่เนื้อเรื่องในละคร ละอองดาว เท่านั้นที่โดนใจ ในจอยังเต็มไปด้วยความหล่อล่ำโครมเบ้อเร่อ! ลองคิดดูเล่นๆหากอยากได้หนึ่งหนุ่มในละครเป็นแฟน ต้องเตรียมรับมือยังไงถึงอยู่หมัด