OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 1

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
14 พ.ย. 2560
เรื่องราวของฉันอาจมีใครหลายคนเคยอ่านมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกมากมายหลายคนที่ยังไม่เคยอ่าน วันนี้จึงนำมาเสนอฉายอีกรอบ เหมือนกับนิยายน้ำเน่าในทีวีที่นำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ฉันก็แค่อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง ที่มีชีวิตแบบล้มลุกคลุกคลาน จงอย่าได้ย่อท้อ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าหนทางอันเละเทะมันอาจพาคุณไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ดั่งชีวิตของฉันที่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แม่งโคตรเหนื่อยสุดติ่ง จนหลายครั้งนึกโกรธพระเจ้าว่าจะทดลองอะไรกันหนักหนา...กูจะตายอยู่แล้ว ที่สำคัญคือฉันมีความสุขกับการถ่ายทอดภาษาที่ไม่ต้องประดิษฐ์ให้สวยหรู เพราะฉันเชื่อว่าชีวิตจริงมนุษย์มีความเถื่อนดิบซ่อนอยู่ทุกคน…

“อาหนิง ลื้อไม่มีงานทำเหรอวะ อั๊วเห็นลื้อลอยไปลอยมากับไอ้พวกเด็กเปรตทุกวัน”
“มีซิเฮีย...ตอนกลางคืนหนูรับรับจ้างขายเทปอยู่แถวประตูน้ำ”
“เค้าจ้างวันละเท่าไหร่วะ?”
“ได้เปอร์เซ็นต์ ม้วนละ 5 บาท”
“5 บาท...แค่นี้จะพอแดกเหรอวะ…ลื้ออยากไปทำงานฮ่องกงไหมล่ะ?
“อยากซิเฮีย!!! หนูอยากนั่งเครื่องบินมานานแล้ว”
“แต่ไปขายตัวนะ
“เออ ไม่เป็นไร หนูทำได้”

ย้อนเวลาไปเมื่อปี พ.ศ. 2529 ตอนนั้นฉันนอายุ 18 ปี เพิ่งออกจากวงการขายตัวที่พัทยามาได้เดือนกว่า เพราะเล็กเพื่อนคู่หูของฉันย้ายถิ่นไปหากินที่ซาอุดี้ ทำให้ฉันไม่อยากอยู่ที่พัทยาอีกต่อไป เลยกลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ แล้วออกหางานทำทุกวัน แต่ดูเหมือนงานจะหายากเหลือเกินกับคนความรู้น้อยแค่วุฒิ ม.3 อย่างฉัน

ช่วงนั้นฉันไปเดินเล่นแถวพัฒน์พงศ์ จุดมุ่งหมายคือไปหางานทำ ฉันเห็นบาร์อะโกโก้เปิดรับสมัครพนักงานเต้น บอกว่ารายได้ดี ก็สนใจอยากทำนะ แต่ลึกๆ ก็รู้สึกอายที่ต้องขึ้นไปแก้ผ้ารูดเสาให้ใครต่อใครดู แบบนี้ฉันไม่ถนัด จะถนัดก็แบบว่าแก้ผ้าขึ้นเตียงไปเลยดีกว่า ไม่ต้องลีลาให้มากเรื่อง เพราะงานของฉันมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว (มันคืองาน!)

ฉันเดินโต๋เต๋ในพัฒน์พงศ์อยู่ 2-3 วัน จึงมารู้จักกับพวกวัยรุ่นผู้ชายกลุ่มหนึ่ง เป็นพวกเด็กแว๊นมอเตอร์ไซต์ หนึ่งในนั้นคือ “ไอ้พงษ์” ไอ้พงษ์มีรายได้จากการขายบุหรี่นอกอยู่ในย่านพัฒน์พงศ์ (คือยี่ห้อ มารโบโร วินสตัน) คุยกันไปคุยกันมามันจึงจ้างฉันขายบุหรี่ให้มัน โดยเสนอค่าจ้างให้ซองละ 5 บาท

ตอนนั้นฉันไม่มีงานทำ ก็เลยต้องรับไว้ก่อน โดยทุกวันฉันจะได้เงินค่าจ้างแค่ร้อยกว่าบาท ซึ่งไม่พอซื้อนมเลี้ยงลูก ประกอบกับตำรวจชุมมาก ถ้าดวงซวยโดนจับต้องเสียค่าปรับและถูกยึดแผงบุหรี่ จะไม่คุ้มกัน ไอ้พงษ์จึงเปลี่ยนมาขายเทปเพลงสากล อยู่แถวย่านประตูน้ำโต้รุ่ง ใกล้กับร้านข้าวมันไก่ก่วงเฮง
ตอนนั้นเทปตลับละ 35 บาท 3 ตลับ 100 บาท ไอ้พงษ์ว่าจ้างให้ฉันมาขายเทปให้มัน โดยยังคงให้เปอร์เซ็นต์ม้วนละ 5 บาท เท่ากับขายบุหรี่ ถึงแม้ไม่พอใช้แต่ก็ต้องทำ เพราะฉันจำเป็นต้องหาเงินซื้อนมเลี้ยงลูกทุกวัน

ชีวิตประจำวันของฉันคือต้องมาตั้งแผงเทปให้ไอ้พงษ์ทุกคืนตั้งแต่ 2 ทุ่ม จากนั้นก็ขายเทปไปยัน 6 โมงเช้า ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์จะเลิกไวหน่อยคือ ตี 2 ไอ้พวกแก๊งเด็กแว๊นสวนหลวงจะมารวมตัวมั่วสุมกันที่ร้านไอ้พงษ์ ก็มีดื่มเหล้า สูบกันชาตามประสาเด็กวัยรุ่นที่ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆ ก็มีชั้นคนเดียวที่เป็นผู้หญิง แต่พวกมันก็ไม่เคยล่วงเกินฉัน เพราะพวกเราเป็นเพื่อนกัน

ไอ้เด็กพวกนี้ถึงแม้จะดูเหลือขอ ก่อกวนชาวบ้าน สร้างปัญหาให้พ่อแม่ตลอด แต่ว่าทุกคนก็ล้วนเป็นลูกคนมีเงินทั้งนั้น ส่วนใหญ่พ่อแม่เป็นเจ้าของกิจการ เปิดร้านขายอะไหล่เซียงกง เป็นเจ้าของร้านทอง หลายคนเป็นลูกเจ้าของภัตตาคารย่านเยาวราช (ทุกวันนี้หลายคนได้ดีเป็นเจ้าของธุรกิจร่ำรวยไปแล้ว)

ชีวิตฉันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นทุกวัน จนเริ่มเบื่อและมองไม่เห็นอนาคตว่าจะพุ่งไปในทิศทางไหน แต่ดูเหมือนจะไม่รุ่งแน่ มีแต่จะเละเทะย่ำแย่ลงทุกวัน กระทั่ง 2-3 เดือนผ่านไป ฉันก็มารู้จักกับ “เฮียดำ” แกอาศัยอยู่ใกล้บ้านไอ้พงษ์แถวบางรัก

เฮียดำเห็นฉันเดินเข้าออกบ้านไอ้พงษ์ทุกวัน ก็คิดว่าฉันเป็นเมียไอ้พงษ์ หรืออาจเป็นเด็กวัยรุ่นใจแตกเที่ยวนอนกับไอ้พวกเด็กแว๊นมั่วซั่วไปทั่ว ชีวิตไม่มีแก่นสาร แกจึงทาบทามให้ฉันไปทำงานที่ฮ่องกง ตอนนั้นพอได้ยินว่าไปฮ่องกงก็หูผึ่งตื่นเต้นดีใจ เพราะมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากนั่งเครื่องบิน อยากไปทำงานต่างแดนเหมือนพ่อ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นงานอะไร ขอแค่ให้ได้นั่งเครื่องบินเท่านั้นพอ

ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจไปฮ่องกง ไอ้พวกเพื่อนแว๊นต่างไม่เห็นด้วยและพากันห้ามปรามฉัน โดยให้เหตุผลต่างๆ นาๆ ว่า

“รู้มั้ยเค้าจะพามึงไปขายตัวนะ”
“มึงจะต้องไปเป็นกะหรี่นะ จะเอาเหรอ??”

อีกสารพัดที่พวกมันพยายามจะยับยั้งไม่ไห้ฉันไป...แต่ก็ไม่สำเร็จ! ตอนนั้นฉันยังทำพาสปอร์ตด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะอายุยังไม่ถึง 20 ปี จึงกลับบ้านมาบอกพ่อกับแม่ให้ช่วยไปทำพาสปอร์ตให้ที และบอกแกว่าจะไปรับจ้างหิ้วของเข้าฮ่องกง แต่พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย คิดว่าฉันต้องโดนหลอกไปหิ้วยาเสพติดแน่ๆ โดยที่แกก็ไม่คิดถึงเรื่องว่าฉันจะไปขายตัว
เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในสายตาพ่อแม่ ฉันทำตัวเรียบร้อยมากและไม่เคยมีพฤติกรรมส่อไปในเชิงนั้นให้เขาเห็น ฉันยังคงยืนกรานแน่วแน่ว่าเขาไม่ได้มาหลอกลวงแน่นอน

“ให้หนิงไปเถอะ จะได้มีเงินมาเลี้ยงลูกบ้าง หนิงไม่อยากรบกวนพ่อแม่อีกต่อไป”

พ่อกับแม่เห็นว่าห้ามฉันไม่ได้จริงๆ จึงต้องยอมไปทำพาสปอร์ตให้ฉันจนสำเร็จ...นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันตัดสินใจเดินทางไกลไปขายบริการต่างประเทศเพราะความอยากนั่งเครื่องบินล้วนๆ ขนาดไอ้เฮียดำบอกว่ายอดรับแขกวันละครึ่งร้อย ฉันก็บ่ยั่น เพราะไม่เชื่อว่าคนเราจะรับแขกได้ตั้งมากมายขนาดนั้น!

เมื่อได้พาสปอร์ตเสร็จสรรพ เฮียดำก็นัดให้ฉันมาพบแกที่บ้าน เพื่อพบกับผู้หญิงคนหนึ่งเป็น “อาม่าแก่ๆ” วัย 60 กว่าปี แต่ท่าทางคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เฮียดำบอกว่าอาม่าจะเป็นคนควงพาฉันเข้าฮ่องกง เราเรียกคนพวกนี้ว่า “ม้าควง” (เสียดายนะ อาม่าแก่ขนาดนี้แล้วไม่น่ามาหากินแบบนี้เลย)

เฮียดำบอกว่าฉันต้องเดินทางไปกับอาม่า เมื่อถึงด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ฮ่องกง ฉันต้องโกหกว่าอาม่าเป็นย่า เราเดินทางมาฮ่องกงเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน จากนั้นเฮียดำก็ยื่นกระดาษให้ฉันกับอาม่าอ่าน แล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่เราสองคนต้องท่องจำให้ขึ้นใจ เผื่อว่าถูกเจ้าหน้าที่ในสนามบินฮ่องกงซักถามนู่นนี่นั่นจะได้ตอบตรงกัน

ในกระดาษเขียนประมาณว่า อาม่าเป็นญาติฝ่ายพ่อฉัน เรามาเที่ยวฮ่องกง 3 วัน โดยเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีข้อควรจำอีกว่า เมื่อเช้าเรานั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ให้ฉันนั่งด้านหลังคนขับรถ และก่อนขึ้นเครื่องให้เรากินอาหารเช้ามาจากที่บ้าน ทั้งนี้เผื่อกันพลาดถูกถาม

นั่นก็เป็นความรู้ใหม่ในครั้งแรกที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ว่าทำไมวุ่นวายขนาดนี้วะ? นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนี่หว่า ที่เราต้องมานั่งท่องจำเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นมาเองและต้องตอบให้ตรงกันทุกข้อ!
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถึงท่าเรือที่หั่วเตี่ยน ข้างๆโรงหนังเก่า หรือโรงหนังศรีสาธร แถวบางรัก ที่คนสมัยนั้นคุ้นเคยดี ค่าโดยสารอยู่ที่สองแสนสองหมื่นหยวน อากงไม่แน่ใจว่าเทียบเป็นเงินไทยได้เท่าไร แต่ที่รู้คือ เงินเก็บทั้งหมดของอากงมีไม่พอค่าเรือ
เราเริ่มตัดทอนความเป็นไปไม่ได้ออกจากชีวิตทีละนิดๆ จนชีวิตเริ่มใกล้กับคำว่าเป็นไปได้มากไปเรื่อยๆ เราใช้เวลาในการค่อยๆเลือกค่อยๆเก็บมาตลอดทุกช่วงอายุที่ผ่าน