OPINION

อ้าว.. นึกว่าใครๆก็รู้ : เรื่องของ Pluralistic Ignorance

สุรพร เกิดสว่าง
2 ก.ค. 2561
..เธอรู้สึกไม่สบายใจ ในใจเธอไม่เห็นด้วยกับการเลือกเส้นทางนี้เลย เวลาก็เริ่มจะมืดแล้ว ทำไมไม่หยุดเดินและนอนกันที่นี่ ถึงไม่ได้มีเต็นท์มา ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เอนตัวนอนก็ได้ เดินต่อไปจะไม่หลงทางหรือ? นี่ก็หลงทางมาเกือบตลอดแล้ว
 
แต่ในเมื่อเธอเห็นคนอื่นไม่ว่าอะไร เธอก็ไม่กล้าแย้ง คนอื่นคงรู้ดีกว่าเธอ ดูท่าพวกเขาอาจมีประสบการณ์อยู่ และเธอก็เชื่อใน wisdom of the crowd ว่า ความคิดคนหมู่มากย่อมดีกว่าความคิดของคนเดียว โดยเฉพาะเธอ 
 
..เขารู้สึกอึดอัดแต่ไม่กล้าพูด ในเมื่อเห็นใครต่อใครในทีมเดินป่าตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่า ควรจะเดินต่อกลางคืน เพื่อจะได้กลับถึงที่หมายภายในไม่กี่ชั่วโมง ทั้งๆที่หลงทางเละทะมาทั้งวัน แต่นั้นแหละ คนอื่นน่าจะมีประสบการณ์ดีกว่าเขาแน่ ความเห็นแย้งจากคนเดียว ไม่น่ามีน้ำหนักเท่ากับความเห็นทั้งกลุ่ม
 
..หญิงสาวอีกคนก็เช่นกัน เธอไม่เห็นด้วยเลย แต่คิดว่าในเมื่อทุกคนไม่แสดงความแคลงใจ ก็อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วก็ได้
 
และชายหนุ่มอีกคนก็คิดเหมือนกัน… และ.. เช่นเดียวกับทุกๆคนในกลุ่มเดินป่าของวันนั้น ที่ไม่มีใครเห็นด้วยเลยสักคนเดียวในการเดินป่าอย่างเดาสุ่มตอนกลางคืน
 
แต่ทุกคนก็ตัดสินใจตามนั้น เพราะคิดไปว่าทุกคนเห็นด้วยตามนั้น



อาการที่ แต่ละคนต่างคิดว่าคนอื่นเห็นต่างจากตัวเอง ทั้งที่จริงๆแล้วทุกคนมีความเห็นเหมือนกัน ในทางจิตวิทยาเรียกว่า “Pluralistic Ignorance” หรือ พฤติกรรมเมินเฉยร่วมกัน
 
ในหลายครั้งของชีวิตเราที่เราคล้อยตามการตัดสินใจของกลุ่ม ทั้งๆที่ไม่ได้เห็นด้วย แต่คิดว่าคนอื่นคงรู้อะไรดีกว่าเรา ก็เลยว่าตามนั้น โดยมารู้ตอนหลังว่า ที่จริงแล้วแต่ละคนก็ไม่ได้รู้เรื่องนั้นมากไปกว่ากันเลย แต่ด้วยความที่ทุกคนต่างไม่พูด ก็เลยทำให้ต่างคนคิดว่าคนอื่นรู้มากว่า และนั่นทำให้การตัดสินใจของกลุ่มพลาดไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องร้ายหลายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดก็เกิด โอกาสที่ควรจะเปิดก็ปิด
 
หรือหลายครั้งในห้องประชุมหรือห้องเรียน เรารู้สึกหดหู่กับตัวเองว่าเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง เพราะเห็นคนอื่นพยักหน้ากันหมด ซึ่งที่จริงแล้ว เป็นไปได้ว่า ต่างคนต่างพยักหน้าว่าเข้าใจทั้งๆที่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันทั้งนั้น แต่เมื่อเห็นคนอื่นพยักหน้าก็เลยต้องทำตาม ผลก็คือ จบประชุมแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย และคนที่นำการประชุมคิดว่า ในเมื่อทุกคน get ไวมาก เข้าใจที่เขาพูดเป็นอย่างดี ดังนั้นเริ่มงานได้เลย 
 
Pluralistic Ignorance เป็นเรื่องที่ทำให้สิ่งที่ควรจะได้ประโยชน์จากการช่วยกันคิด หรือ “wisdom of the crowd” กลายเป็นสิ่งให้โทษ ให้ผลตรงข้าม ถือเป็นภาพลวงของ wisdom of the crowd อย่างหนึ่งที่ต้องพึงระวัง อย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ทุกเวลาในชีวิตประจำวัน
 
ในทางสถิติหรือทฤษฎี อาจบอกว่า ความเห็นจากคนหมู่มากอาจจะดีกว่า เพราะถือว่าได้ลดความ bias หรือความบิดเบือนโดยอาศัย the law of the large numbers หรือ จำนวนความเห็นมากๆ ไปบ้างแล้ว แต่ว่าในทางพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์ “ความเห็น” ที่มาจากกลุ่มคนนั้น อาจจะเป็นความเห็นหลอกๆ ที่มาจากความไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ได้ ดังนั้น the crowd ไม่จำเป็นต้องมี wisdom เสมอไป
 
มีหลายตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสำหรับ Pluralistic ignorance แต่มีมีชื่อเสียงมากคือ เรื่อง พฤติกรรมการดื่มของนักศึกษา ที่ต่างก็คิดว่า เพื่อนคนอื่นทั้งดื่มและสูบมากกว่าที่เป็นจริง ทำให้ตนเองคิดว่า ต้องดื่มและสูบด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ถูกนับเข้าพวก
 
ต่อมาเมื่อมีการศึกษาโดย University of North Carlolina at Charper Hill ร่วมกับสถาบันอื่น ที่เปิดเผยว่า จริงๆแล้ว นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบการดื่มและสูบเหมือนกัน แต่ที่ทำไปเพราะเชื่อว่าเป็น culture ของชีวิตมหาวิทยาลัยที่ต้องทำ เลยทำให้พฤติกรรมการนี้ลดลง จนใน culture ของนักศึกษายุคใหม่ ไม่ได้พึ่งพาเหล้าและบุหรี่หรือยาเสพติดในการเข้าสังคมอย่างคนรุ่นก่อนแล้ว
 
ที่สำคัญ ในยามวิกฤติ Pluralistic Ignorance สามารถนำความหายนะมาสู่ได้ง่ายๆ
 
มีการทดลองนานมาแล้วในปี 1968 ที่ลงใน Journal of Personality & Social Psychology โดยแกล้งทำควันไฟผ่านขอบประตูห้องเข้ามา พบว่า ถ้ามีคนเพียงคนเดียวอยู่ในห้อง คนนั้นจะใช้เวลาตัดสินใจหนีตั้งแต่ได้กลิ่นควันไม่เกิน 2 นาที และ 3 ใน 4 จะรีบแจ้งเหตุ
 
แต่ถ้าหากลองให้คนอีกสองคนนั่งอยู่ในห้องด้วย และเตี๊ยมให้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปรากฏว่า 90% ของคนที่เจอสถานการณ์ควันไฟปลอมนี้จะนั่งทำงานต่อไป เช่นเดียวกับอีกสองคนที่ไม่แสดงอาการตื่นเต้นอะไร
 
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีไฟไหม้ขึ้นจริงๆ หากมีทางออกได้ 2 ทาง มักพบว่า คนมักจะกรูกันไปใช้ทางออกทางเดียว ถึงแม้เห็นอยู่ชัดๆว่ายังมีทางออกอื่น แต่ในเมื่อคนเห็นทางออกทางหนึ่งเริ่มจะมีคนวิ่งไปใช้ทางนั้นมากกว่า ทุกคนก็เลยคิดว่าทางออกนั้นคงจะปลอดภัยกว่า ทั้งที่เป็นไปตามสัญชาติญาณของมนุษย์
 
และภายในเวลาไม่กี่วินาที ทางออกที่ว่านั้น ก็จะเต็มไปด้วยฝูงชนที่พยายามเบียดเสียดแย่งกันออกประตูไปให้ได้ จนในที่สุดหลายคนหนีไม่ทันและเสียชีวิต ทั้งๆที่อีกประตูนั้นก็พาออกไปสู่ข้างนอกได้ง่ายๆอย่างปลอดภัย แต่มีไม่กี่คนที่ใช้ 
 
Pluralistic Ignorance มีบทบาทอย่างมากในประวัติศาสตร์การเมือง นิตยสาร The Atlantic เล่าว่า มีการศึกษาที่ชี้ชัดว่า ที่จริงแล้ว คนเยอรมันจำนวนมากสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ได้เห็นด้วยกับ Adolf Hitler แต่เมื่อทุกคนอยู่ในบรรยากาศที่ไม่กล้าพูด ต่างก็คิดว่า คนอื่นเห็นด้วยกับ Hitler ด้วยกันทั้งนั้น ทำให้ตนเองต้องสนับสนุนพรรคนาซีไปด้วย มิเช่นนั้นอาจจะถูกมองว่าไม่รักชาติ และนี่อธิบายว่า ทำไมคนเยอรมันที่ถือว่ามีคุณภาพ มีระดับการศึกษาดีอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ถึงได้ให้การสนับสนุนคนอย่าง Hitler ได้  และนั่นหมายความต่อว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดได้กับประชาชนที่ถือว่ามีการศึกษาดีแล้วอย่างเยอรมัน ก็เกิดในสังคมอื่นๆได้เช่นกัน   
 
Pluralistic Ignorance ต่างจาก groupthink ตรงที่ว่า groupthink คือการที่เมื่อคนมาอยู่รวมกัน จะมีพฤติกรรมเลียนแบบกัน คิดตามกัน  แต่สำหรับ Pluralistic ignorance นั้น เป็นเรื่องของ “group ignorance” นั่นคือ เมื่อคนมาอยู่รวมกัน คิดอย่างหนึ่ง แต่กลับทำอีกอย่างหนึ่ง
 
และนั่นอธิบายต่อได้ว่า กลุ่มพลังการเมืองทั้งหลายนั้น ที่จริงแล้วอาจประกอบไปด้วยทั้ง groupthink และ group ignorance ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็น group ignorance ก็หมายความว่า หากหาทางทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่า ที่จริงแล้วคนอื่นคิดอย่างไร ซึ่งอาจไม่มีใครเห็นด้วยกับแนวคิดการเมืองแบบนั้นเลยก็ได้ แต่กล้าไม่พูด  ก็อาจสลายพลังกลุ่มการเมืองนั้นได้
 
ทั้งหมดนี้ อาจบอกได้ว่า เงื่อนไขในการเกิด pluralistic ignorance คือ
 
1 มักเกิดกับกลุ่มคนที่ไม่ได้รู้จักกันมากนัก ไม่สามารถเดาใจอย่างมั่นใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร ในเมื่อไม่มั่นใจ ทางเลือกที่ง่ายที่สุด และปลอดภัยที่สุดคือนิ่งไว้ก่อน เมื่อทุกคนนิ่ง ก็ทำให้เกิดความรู้สึกกับทุกคนเช่นกันว่า คนอื่นนั้นรู้ดีกว่าเรา การตัดสินใจของกลุ่มจึงเกิดขึ้นบนความไม่รู้เรื่อง ที่คิดไปว่าทุกคนรู้เรื่องหมดแล้ว
 
2 แต่ละคนไม่อยากเสี่ยง อาจจะเป็นเพราะอยู่ภายใต้ความกดดัน เช่น หากทำอะไรที่ดูไม่ดี จะมีผลเสีย เช่น มีเจ้านายอยู่ หรือมีผู้มีอำนาจอยู่ด้วย หรืออยู่ในสภาพสังคมที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีความมั่นใจในตนเองพอ  ก็ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงออกความเห็น  เมื่อทุกคนต่างไม่อยากเปิดเผยว่าตนเองไม่รู้เรื่อง ทำให้ไม่มีใครรู้อะไรเลย   
 
3 แต่ละคนคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีผลกระทบอย่างแรงในทันที ถึงแม้พยักหน้ากับสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังไม่มีผลเสียมาถึงตัวในตอนนี้ ก็เลยว่าตามๆกันไปก่อน
 
4 แต่ละคนเชื่อว่า สถานภาพสังคมในกลุ่ม สำคัญกว่าความถูกต้อง เลยไม่กล้าแย้ง กลัวเสียบรรยากาศที่ดี
 
5 แต่ละคนไม่มีความมั่นใจในเรื่องนั้นๆ  ถึงไม่เห็นด้วย ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชัดเจน ก็เลยนิ่งเสีย และถือตามคนหมู่มากดีกว่า  
 
เงื่อนไข pluralistic ignorance เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือ มาจากความตั้งใจก็ได้ อย่างเช่น เจ้านายที่สร้างบรรยากาศการประชุมให้ไม่เป็นมิตร เพื่อที่ประชุมจะได้ say yes หรือ นักการเมืองหรือนักพูดที่ใช้ หน้าม้าชี้นำให้เกิดว่า นี่คือความเห็นของคนหมู่มาก หรือมีการสร้างบรรยากาศกดดันว่า หากมีความเห็นไม่เข้าท่าจะโดนเล่นงาน ทำให้หน้าแตกอับอายขายหน้า
 
ข้อสังเกตอาการเกิด pluralistic ignorance ก็คือ เมื่อใดที่การตัดสินใจจบลงง่ายๆด้วยความเงียบ ไม่พูด หรือ เมื่อการตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย หลังจากทนฟังคนพูดไม่หยุดอยู่คนเดียว เมื่อนั้นสงสัยไว้ก่อนว่า การตัดสินใจนั้นไม่ได้มาจากความเข้าใจจริง หรือการตัดสินใจในบรรยากาศที่มี gap ระหว่างความอาวุโสมากๆ ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็น pluralistic ignorance ทั้งนี้รวมถึงบรรยากาศที่มีพิธีรีตองมาก หรือ formal เกินไปด้วย
 
บุคลิกของผู้นำการประชุมก็มีผลอย่างมาก หากเป็นคนเอะอะโวยวาย จนไม่มีใครอยากถาม หรือ พูดมากจนคนฟังใจลอยและคิดว่าคนอื่นคงยังฟังแทนอยู่ ก็สันนิษฐานได้เหมือนกันว่า การตัดสินใจที่มีคนแบบนี้นั่งอยู่ด้วย อาจจะเข้าเงื่อนไข pluralistic ignorance
 
ในเมื่อประเด็นหลักของปัญหา pluralistic Ignorance ก็คือ ต่างคนต่างไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร และ ไม่กล้าแสดงออก ทางออกจึงต้องหา บุคลที่สาม หรือ third party มาเป็น facilitator หรือ ผู้ดำเนินการสนทนา โดยที่บุคคลที่สามนี้ จะต้องไม่ได้มีส่วนได้เสียจากการตัดสินใจ และไม่ได้อยู่ภายใต้อิืทธิพลของกลุ่มหรือผู้มีอำนาจใดๆ
 
บุคคลที่เป็น facilitator นี้ มีบทบาทที่จะ ทำให้คนหายเกร็งและแสดงตัวตนออกมาท่ามกลางคนหมู่มากได้ หรือทำหน้าที่ brake the ice เช่น อาจจะถามให้ใครก็ได้ช่วยอธิบายประเด็นที่กำลังถกเถียงอยู่ให้เขาเข้าใจ ซึ่งเมื่อนั้น ทั้งกลุ่มอาจพบว่า ที่คิดว่าคนอื่นเข้าใจแล้วนั้น อาจไม่ใช่ 
 
หรือ facilitator อาจจะคุยกับสมาชิกกลุ่มบางคนเป็นส่วนตัวแล้วนำผลที่ได้มาเล่าให้ทั้งกลุ่มฟังโดยไม่เอ่ยชื่อคนที่ไปคุยมา
 
หากแก้ไขได้ อาจพบคำตอบว่า ที่แล้วๆมาทำไมงานสะดุดและมีปัญหาอยู่เรื่อย หรือ ก่อนเริ่มงานดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่พอลงมือทำกลับติดขัดไปหมด หรือ เข้าใจกันดีแล้วแต่ไม่มีใครทำตามที่ว่าได้ ฯลฯ
 
ก็เพราะว่า ทุกคนคิดว่าคนอื่นรู้เรื่องหมด ทั้งที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย นั่นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดหรือยอมรับก็คือ ความสำเร็จของคนเรานั้นอาศัย ”โชค”อยู่ไม่น้อย
เมื่อวานมันคืออะไรที่ผ่านมาแล้ว และพรุ่งนี้คือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง