OPINION

อย่าบอกให้โลกรู้ : เรื่องของ announced vs unannounced goal

สุรพร เกิดสว่าง
15 ก.ค. 2562
เรื่องของการตั้งเป้าหมายหรือ setting goal เป็นเรื่องที่ถือว่าสำคัญอันดับหนึ่งมานาน เชื่อว่า ถ้าไม่มี goal ให้ชัดเจน ระบุเป็นตัวเลข หรือข้อความที่เฉพาะเจาะจง ก็จะไม่มีจุดหมายปลายทางให้เดิน ไม่ว่าจะเปลี่ยนนิสัย ออกกำลังกาย ทำงาน หรือเรื่องใดๆ เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ถึงกับมีแฟชั่นการบริหารจัดการ “Management by Objective MBO” ที่เอา goal เป็นตัวตั้งหลัก
 
แต่ในยุคปัจจุบัน เริ่มมีคำถามกันแพร่หลายแล้วว่า setting goal เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับแรกจริงหรือไม่?
 
หากมองโดยตรรกะ การตั้งเป้าให้ชัดเจน น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่นอน แต่ในทางพฤติกรรมของมนุษย์ที่ซับซ้อน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ work ก็ได้ มีความเห็นอยู่หลายประการที่แย้งว่า setting goal อาจให้ผลตรงข้าม คือ พอมี goal เรียบร้อยแล้ว คนเรากลับอาจจะไม่ไปตาม goal
 
โดยเฉพาะ goal ที่ประกาศออกไปให้คนอื่นได้รับรู้
 
เราเชื่อว่า การประกาศ goal ออกไปจะทำให้เรามีความพยายามมากขึ้นที่จะไปถึงให้ได้ เพราะตอนนี้มีคนอื่นคอยดูอยู่ ทำนองเดียวกับ การออกกำลังที่ต้องมี coach คอยกำกับบังคับให้ทำ ไม่งั้นเราคงไม่ยอมทำเอง เพราะเชื่อว่าบังคับใจไม่ได้
 
นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องของความอยากเปิดเผย อยากเล่า เพราะในนาทีที่เราการประกาศ goal ออกไปจะทำให้ความกดดันที่มีผ่อนคลายไปได้ระดับหนึ่ง เสมือนว่า ได้ทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จไปแล้วบางส่วน คนที่เคยสบประมาทว่าเมื่อไหร่เราจะหันมาออกกำลังสักที ตอนนี้ก็จะได้รู้ว่า เรากำลังจะไปยิมออกวิ่งอย่างจริงจังแล้ว
 
แต่ความจริงมีอยู่ว่า เมื่อ goal นั้นกลายเป็นเรื่องสาธารณะ เท่ากับว่า เรากำลังสร้าง goal นั้น ให้เป็น obligation เป็นข้อผูกมัดกับสังคมที่จะต้องไปให้ถึง ในลักษณะ half-glass empty หรือ ถ้วยที่ยังขาดน้ำอีกครึ่งที่จะต้องเติมให้เต็ม หรือ “หนี้ที่ต้องจ่าย”
 
ตรงข้ามกับความรู้สึกแบบ proactive ที่เป็นส่วนตัวโดยตัวเราเองทำเพื่อตัวเอง ซึ่งให้พลังและความภูมิใจแตกต่างกัน อย่างหนึ่งเสมือนหน้าที่ หรือหนี้สินที่ต้องทำตามสัญญา อีกอย่างเป็นเรื่องที่ทำเพื่อความพอใจให้กับตัวเองล้วนๆ และนั่น ทำให้พลังที่จะไปถึง goal แตกต่างกัน
 
มีการทดลองที่มีชื่อเสียงโดย Peter Gollwitzer แห่ง New York University NYU และทีมงาน ให้นักศึกษากฏหมายเขียนบรรยายเป้าหมายในวิชาชีพที่ต้องการไปถึง จากนั้นแบ่งนักศึกษาออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง ทีมงานเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่แต่ละคนเขียนไว้ว่าตั้งเป้าในชีวิตไว้อย่างไร ส่วนอีกกลุ่ม พอเขียนเสร็จ ก็ให้ส่งโดยหย่อนกระดาษที่เขียนลงในกล่องปะปนกัน ไม่ต้องเปิดเผยว่าใครเขียนอะไร
 
จากนั้น ทีมงานให้ทั้งสองกลุ่มทำ case ทางกฏหมาย พบว่า กลุ่มที่ เปิดเผยเป้าหมายในวิชาชีพให้คนอื่นรู้ ใช้ความพยายามกับเคสน้อยกว่า ทำๆแป๊บเดียวแล้วส่ง ส่วนอีกกลุ่มที่ไม่เปิดเผย goal ใช้ความพยายามกับเคสนานกว่า
 
ทีมงานได้ทำการทดลองแบบเดียวกันนี้ในประเทศต่างๆ ผลออกมาทำนองเดียวกัน พวกเขาสรุปว่า พอคนเราเปิดเผย goal ออกไป เท่ากับว่าเราได้ social recognition หรือได้รับ “การยอมรับทางสังคม” เป็นเกียรติเป็นรางวัลล่วงหน้าไปแล้ว ก็เลยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในปัจจุบันสักเท่าไหร่ ผลคือ ขยันน้อยกว่าคนที่ ยังเก็บ goal เป็นความลับ
 
เมื่อขยันน้อยกว่า ก็หมายความว่า คนที่เปิดเผย goal ไปแล้ว จะไม่ค่อยไปถึง goal ที่ประกาศออกไปได้จริง เพราะพยายามไม่พอ ไม่มีความตั้งใจแรงพอ
 
ทั้งนี้เพราะ ธรรมชาติของมนุษย์จะเกิดความมานะพยายาม ก็ต่อเมื่อมีการรับรู้ว่า เกิด “effort gap” ระหว่าง “สิ่งที่มีอยู่” กับ “สิ่งที่ต้องการ” โดยความกังวลว่ายังมี gap ค้างคาอยู่นี้ จะกดดัน กระตุ้น ปลุกเร้าอารมณ์ จนเกิดความพยายามที่จะปิด gap นี้ให้ได้
 
แต่ในทันที่ที่เราได้รับคำชื่นชม เช่น การประกาศบนเฟสบุคว่าจะลดน้ำหนัก แล้วมีคนเข้ามา like หรือแสดงความยินดีกันมากมาย ฮอร์โมน dorpamine ซึ่งทำให้เกิดความสุขก็จะหลั่งออกมาในทันที ทำให้เกิดการรับรู้ความสุขคล้ายกับเมื่อลดน้ำหนักสำเร็จตาม goal ได้จริงๆ
 
และเมื่อระบบประสาทในสมองที่เกี่ยวกับการรับรู้ ไม่ได้แยกแยะว่า นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ คนนั้นจะรู้สึกเสมือนว่า เขาได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งคือ ความชื่นชมจากเพื่อนฝูง ไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นอันจบ ปิดเคสได้ และความกดดันตนเองเพื่อที่จะลดน้ำหนักจริงก็ลดลงไปทันที 
 
นั้นหมายถึงว่า เมื่อใดที่เห็นใครประกาศกลางกลุ่มสนทนา หรือในโลกโซเชียลว่า จะทำโน่น ทำนี่ ให้ได้ ก็คาดล่วงได้เลยว่า โอกาสที่จะเห็นผลตามนั้นจริงนั้นไม่มากนัก ซึ่งอาการนี้ เกิดขึ้นในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การลดน้ำหนัก การฝึกฝนความสามารถต่างๆ ดนตรี กีฬา การงาน หรือแม้กระทั่งการระบายความในใจ เช่น การลาออก อย่างที่รู้กันว่า คนที่บอกใครต่อใครว่าจะลาออกๆ ก็คือคนที่จะอยู่นานที่สุด
 
ส่วนความกดดันที่แต่เดิมเชื่อว่า พอเราประกาศ goal ให้โลกรับรู้แล้วเราจะยิ่งขยันนั้น ผลการศึกษาของ Gollwitzer ชี้ว่า ส่วนใหญ่ไม่จริง เพราะในที่สุดคนเราหาข้อแก้ตัวได้เสมอ หรือไม่ก็มี exit strategy ต่างๆ ทำให้ดูดี เช่น ทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องขำๆ make fun กับตนเองไป 
 


Gretchen Rubin นักจิตวิทยาผู้มีผลงานเขียนมากมาย และเจ้าของหนังสือ “The Four Tendencies”
พูดไว้ในหนังสือของเธอว่า การประกาศ goal ออกไปให้โลกรู้ จะมีผลเสียมากมายเป็นพิเศษ เมื่อ: 
 
ถ้า 1. เกี่ยวกับความสำเร็จในประสบการณ์ใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองที่ในตอนต้นของการเรียนรู้ใหม่ เรามักจะรู้สึกยาก หรือทำไม่ค่อยได้ ดังนั้น ถ้าหากมีการประกาศ goal ออกไปให้เป็นที่รู้กันทั่ว ก็ย่อมเสี่ยงกว่าปกติที่จะผิดหวัง มากเข้าก็จะกลายเป็นการเสียกำลังใจ เสียความเชื่อมันในตนเองไปในที่สุด พร้อมกับมองหา excuse หรือข้อแก้ตัวดีๆ เป็น exit strategy เพื่อจะได้ไม่ต้องสู้ต่อ
 
หรือ 2. เป็น goal ที่เกี่ยวกับ identity หรือ ความเป็นตัวตนของเราเอง  เช่น หากมีการประกาศ goal ว่า เราจะเลี้ยงลูกให้เก่งในเรื่องนั้นนี้ให้ได้ ในตอนนั้นจะมีคนออกปากชมเชยทำนองว่า เรามี “ความเป็นพ่อแม่ที่ดี”  แต่ถ้าหากเวลาผ่านไป ลูกยังไม่มีวี่แววจะเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรีที่ชนะได้เหรียญ เราก็อาจจะเกิดความรู้สึกว่า เราไม่มีความเป็นพ่อแม่ที่ดีพอ อันเป็นประเด็นอ่อนไหว และความรู้สึกนี้จะยิ่งเจ็บปวด เวลาพบปะผู้คนที่เคยได้ยินได้ฟัง goal ที่เราเคยประกาศไว้
 
ทั้งหมดนี้ ชี้ว่า หากเราต้องการให้เป้าหมายต่างๆในชีวิตไปถึงได้จริงไว้ละก็ เก็บไว้กับตัวเองดีกว่า ยิ่งเป้าหมายสำคัญ ยิ่งต้องเป็นความลับ
 
แต่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน  Rubin บอกไว้ใน The Four Tendencies ว่า การประกาศ goal ให้โลกรู้จะมีผลดี ก็ต่อเมื่อ:
 
1. ถ้าคนนั้นมี personality เป็นคน “obligor” หรือ “มนุษย์ตามสั่ง” อย่างที่ Rubin ให้นิยามว่า คือ ผู้ที่ทำอะไรด้วยตนเองไม่ค่อยจะได้ ต้องให้คนอื่นมาคอยสั่งหรือบังคับถึงจะยอมทำ อย่างเช่น คนที่ไม่สามารถพาตัวเองไปยิมได้เลย ทั้งๆที่เสียค่าสมาชิก ซื้ออุปกรณ์แล้ว อาจจะยอมไป ถ้าหากถูกรุมด่าเยาะเย้ยในโลกโซเชียล ถ้าเป็นคนแบบนี้ การประกาศ goal เพื่อกดดันตนเองก็อาจได้ประโยชน์บ้าง  
 
หรือ 2. ถ้า goal ที่ประกาศออกไปนั้น ออกมาในลักษณะการแข่งขัน เช่น การแข่งกันลดน้ำหนักในหมู่เพื่อนหรือ การแข่งวิ่ง ซึ่่งมี goal ที่ set ไว้อยู่แล้วโดยนัย นั่นคือ ใครทำเวลาได้สั้นที่สุดคือผู้ชนะ
 
หรือ 3. การประกาศ goal ร่วมกัน สู่สาธารณะ ที่ทำไปในบรรยากาศของการร่วมมือกันเป็น community เช่น การประกาศ goal ของทีมกีฬา หรือ เป้าหมายในการช่วยเหลือสังคมของกลุ่มชมรม 
 
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเก็บ goal ไว้กับตัว ไม่บอกใคร จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า แต่ก็มีข้อเสียในเชิงภาพลักษณ์ได้ เพราะการเก็บเงียบ ไม่พูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เป้าหมายการลดน้ำหนัก ออกกำลัง การฝึกฝนความสามารถต่างๆ อาจทำให้คนอื่นมองว่า เราไม่คิดทำอะไรเลยในชีวิตนี้ เป็นคนเฉื่อย
 
ยิ่งเป็นเรื่องการแก้ไขข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนที่รู้ว่ามีคนจับตามองอยู่ เราก็ยิ่งอยากจะรีบบอกโลกว่า เรามีเป้าหมายที่จะแก้ไข ไม่ใช่นิ่งดูดาย และความร้อนตัวนี้ ทำให้หลายคนไม่อาจทนเงียบอยู่ได้ และต้องประกาศ goal เหล่านี้ออกมา พร้อมกับผลเสียตามมาอย่างที่เห็น
 
ทางออกคือ เราไม่จำเป็นต้องประกาศ goal ตรงๆชัดๆก็ได้ เพียงแต่ทำให้โลกรู้ว่า เรากำลังพยายามจัดการกับประเด็นต่างๆเหล่านั้นอยู่ก็เพียงพอแล้ว เช่น ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรประกาศบนโลกโซเชียลว่า ต่อไปนี้จะลดน้ำหนักให้ได้เท่าไหร่ภายในกี่เดือน ต่อไปนี้จะลดน้ำตาล หรือ ต่อไปนี้จะ… ฯลฯ 
 
แต่อาจลงรูปที่แสดงถึง progress เช่น ภาพทั่วไปที่ให้เห็นประจักษ์ว่ารูปร่างที่ดีขึ้น อันเป็นการเน้นที่การกระทำจริง หรือ implementaion และ เน้นผลลัพธ์ของความพยายาม ในลักษณะ ongoing result 
 
ด้วยวิธีนี้ ก็จะทำให้เรายังไม่รู้สึกถึงความสุขของ reward ที่ปลายทาง จึงไม่มีผลเสียต่อความพยายามในปัจจุบัน และในขณะเดียวกันก็เป็นการเน้นที่ process ซึ่ง ถ้าหากมีคนแสดงความชื่นชม ก็จะชื่นชมใน การกระทำจริง อันเป็น positive feedback ที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะพยายามมากขึ้น
 
และนอกจากนั้น ก็จะเป็นตอบโจทย์ความกังวล ที่เกรงคนอื่นจะคิดว่า เราไม่ทำอะไรเลย อีกด้วย
 
เมื่อนั้น เราจะเปลี่ยนความกดดันจาก effort gap ที่เป็นความเครียด มาเป็นกำลังใจ ไปสู่ goal ที่ต้องการได้โดยไม่ต้องพึ่งความเครียดเป็นแรงผลักดัน 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คงไม่มีลูกค้าคนไหนต้องการใช้บริการกับผู้หญิงเมาหมดสภาพ มีก็แต่พวกกากเดนมนุษย์ พวกยากูซ่าและพวกโรคจิตที่คอยจ้องแต่จะลากผู้หญิงสภาพเมายาไปสนองความใคร่แบบฟรีๆ 
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับฉัน แต่เกิดขึ้นในรายการสดที่ฉันเป็นหนึ่งในพิธีกร ที่ถึงแม้วันนั้น ฉันจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ได้รับชมเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าจอโทรทัศน์