เป็นไปได้ว่า ถ้ามีคนหนึ่งกล้าขอตัว คนอื่นก็อาจขอบ้าง แต่เป็นที่รู้ว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ ไม่ได้มีภาระครอบครัวที่ต้องรีบกลับ ครั้นจะนั่งเฉยๆ ก็ดูไม่ดี ต่างก็เลยพยายามมีคะแนน participation โดยเข้าร่วมวงสนทนาที่น่าเบื่อ ซึ่งทำให้การพูดคุยถูกลากยาวต่อไปอีก
ส่วนเจ้านายทั้งสอง ก็นึกเบื่อในใจว่า ลูกน้องช่างหาเรื่องไร้สาระมาคุยอยู่ได้ อีกทั้งไม่รู้ว่า ลูกน้องเองทั้งสองฝ่ายก็เรื่มเบื่อเหมือนกัน เจ้านายก็เลยจำต้องเล่นบทว่าสนุกกับการสนนทนา ไปเรื่อยๆ
เป็นอันว่า ทุกคนทำในสิ่งตรงข้ามกับที่อยากทำ เพราะคิดว่าคนอื่นต้องการเช่นนั้น ทั้งที่ไม่มีใครต้องการเช่นนั้นเลยแม้สักคนเดียว
และแล้ว คนที่หนึ่งเริ่มขอตัวกลับ อีกห้านาทีต่อมา คนที่สองลาตาม แต่การสนทนายังคงทนดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนที่สามลุกขึ้นไหว้ลา เมื่อนััน คนที่สี่ ที่ห้า.. ลุกขึ้นตามทันที จนเจ้านายได้ทีขอปิดการคุย.. “งั้นผมไม่รบกวนเวลาละครับ..”
ภาวะคุ้นๆนี้ เป็นเรื่องของ game theory ว่าด้วย critical mass และ asymmetry of information กับ ความไม่สมบรูณ์ของข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน (ไม่มีใครรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร ต่างเดาผิดว่า ยังไม่มีใครอยากกลับ) โดยถ้าหากผ่านจุด tipping point คือ จำนวนคนที่คาดไว้ว่าจะตัดสินใจ = จำนวนคนที่ตัดสินใจจริง ก็จะทำให้คนอื่นตัดสินใจตามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
Critical mass เกิดขึ้นได้ในแทบทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ การเข้าเรียน/การโดดเรียน ร้านอาหารดัง/ไม่ดัง การเห่อซื้อของตามกัน ความนิยมแฟชั่น การสร้างกระแสในโลกโซเชียล ไปจนถึง สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง การอพยพ จลาจล สงคราม

ที่สำคัญคือ ด้วยเหตุที่ต่างคนต่างไม่ล่วงรู้ถึงความคิดของกันและกัน ได้แต่เดา ทำให้ต่างไม่รู้ว่าจะถึง tipping point เมื่อใด ทุกคนจึงรู้สึกว่า ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันเวลาผ่านไปยังเหมือนเดิม จนกระทั่งเมื่อ critical mass ได้ผ่านจุด tipping point เมื่อนั้น การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จะเกิดขึ้นฉับพลัน สร้างความประหลาดใจไปจนถึงตื่นตระหนก จนอาจรับมือสถานการณ์ไม่ได้
และนั่น เป็นที่มาของประโยคทำนองว่า “ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย อยู่ๆทำไมมันถึงเกิดเป็นเรื่องใหญ่”
อีกทั้ง ธรรมชาติของ critical mass บอกว่า การอุบัติขึ้นของสถานการณ์ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไปแบบเส้นตรงหรือ linear หากเป็นเสมือนขั้นบันได หรือ step หรืออาจจะแปรเปลี่ยนเป็นเส้นโค้ง ที่พุ่งชันขึ้นแบบ exponential ก็ได้ ในกรณีที่สถานการณ์ขยายจนคุมแทบไม่อยู่แล้ว
ดังนั้น เมื่อหลังเหตุการณ์ทรงตัวหลังจากปะทุขึ้น ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์จะเริ่มนิ่งหรือ stable แต่อาจเป็นเพียงว่า สถานการณ์นั้นกำลัง “รอ” อย่างเงียบๆ จนกว่าจะไปถึง tipping point ต่อไป เพื่อที่จะระเบิดอีกครั้ง ก็ได้
และนั่นหมายถึง เราไม่สามารถวางใจในความสงบราบรื่นได้จริง ยอดขายที่เท่าเดิมมานานไม่ได้หมายความว่ายอดขายที่โตฉับพลันจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น หาก supply chain หรือ สภาพคล่องทางการเงิน ไม่ยืดหยุ่นพอ ก็อาจทำให้ธุรกิจที่กำลังมีอนาคต กลับพลิกล่มได้ในเวลาอันสั้น หรือ ถ้าหากเริ่มการประท้วงแล้วจำนวนคนยังไม่เพิ่มสักที ก็ไม่ได้หมายความว่า โอกาสที่การชุมนุมขยายเป็นวงกว้าง จะเป็นไปไม่ได้
นอกจากนั้น การเกิด critical mass อาจมีได้หลาย tipping point อีกด้วย เช่น ในกรณีคนตื่นตระหนก แห่ไปถอนเงินจากธนาคาร หากมีเพียงไม่ถึงสิบคนก็อาจจะไม่มีปัญหา แต่พอมากกว่า 20 โดยถึงคนที่ 21 อาจเกิด tipping point เพราะรู้สึกว่าคนถอนเงินชักเยอะ เลยทำให้อีก 40 คนรี่มาถอนเงิน และพอถึงคนที่ 41 มาถอนเงิน เกิด tipping point ครั้งที่สอง ทำให้มีคนอีก 100 แห่มาถอนเงิน และอาจมี tipping point ครั้งที่ 3,4,.. ไปเรื่อยๆ ด้วยอัตราเร่งที่ต่างกัน จนธนาคารต้องปิดตัวลงในที่สุด
และแน่นอนอีกว่า หากภาพการต่อแถวถอนเงินถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเร่ง critical mass ได้รวดเร็วเท่านั้น การบริหารจัดการขนาดของ critical mass ให้เป็นไปตามที่หวัง ขึ้นอยู่กับการโฆษณาเผยแพร่ หรือ การกีดกันข่าวสาร หรือแม้กระทั่งสร้างข่าวลวงหรือ fake news
หัวใจของ critical mass อยู่ที่การควบคุม information ที่จะทำให้ต่างคนเดา(หรือถูกหลอก)ได้ว่า คนอื่นคิดอย่างไร ถ้าต่างคนต่างไม่รู้ ก็จะเกิด critical mass ได้ช้า แต่ถ้ารู้ ก็อาจจะเกิด critical mass ได้เร็ว หรือ ไม่เกิดเลย ขึ้นอยูู่กับทัศนคติของคนว่าไปในทาง yes หรือ no กับสถานการณ์นั้นๆ
และด้วยธรรมชาติ critical mass นี้ จะทำให้มูลค่าของคนที่จะทำให้เกิด tipping point ต่อไป (คือ คนที่ 21 และ 41 ในตัวอย่าง) สูงกว่าคนอื่นๆมาก โดยเฉพาะหาก tipping point man คนแรก (คนที่ 21) ไม่มา สถานการณ์ก็จะหยุดอยู่แค่นั้น ดังนั้น บุคคลนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง
แต่ก็เป็นการยากยิ่งที่จะทำนายว่า ใครคือ tipping point คนนี้ เพราะย่อมเกี่ยวพันกับตัวแปรขนาดมหาศาล ทั้งที่รู้และไม่รู้ ไปจนถึงตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลแต่ละคน แต่นักการตลาดดูจะมีคำตอบแล้ว โดยจ้าง บรรดา celeb มาเป็น presenter ในการใช้สินค้า และหวังว่า celeb นี้คือ influencer หรือ ผู้มีอิทธิพลจูงใจที่ จะทำให้เกิด tipping point แต่นั่นก็ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ว่า วิธีอาศัย celeb นี้ได้ผลคุ้มหรือไม่
ส่วนทฤษฎีหนึ่งด้าน social network แย้งว่า influencer คือคนธรรมดาต่างหาก ที่อยู่บน “node” หรือ จุดที่มี network เชื่อมโยงกับคนอื่นมากเป็นพิเศษ เราสามารถชี้ตัว influencer ได้ ถ้ารู้ social network map และเชื่อว่า การใช้คนที่เป็น node ในการกระจายข่าวสาร จะเร่งให้เกิด tipping point ได้ และบุคคลนี้เองจะมีราคาค่าตัวขึ้นมา
ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่า node ไม่ได้มีอิทธิพลสูงอย่างนั้น เพราะ node เองก็ได้รับอิทธิพลจาก node อื่นๆเช่นกัน อีกทั้งขึ้นอยู่ว่า ผู้เชื่อมกับ node นั้น เป็นผู้ตามที่ว่าง่ายหรือไม่ และผู้ตามนั้นเป็น node เองอีกหรือไม่ เป็นดังนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงต้องเห็นภาพใหญ่ทั้ง network ถึงจะพอรู้ ไม่ใช่ว่าแค่รู้ node ใหญ่ๆก็พอแล้ว
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ด้วยโลกของข้อมูลข่าวสารเอ่อล้น ทำให้มนุษย์รู้สึกยากและเหนื่อยที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง การหันไปพึ่งความเห็นกลุ่มจาก node จึงมากขึ้นทุกที และนั่นหมายความว่า critical mass ในยุคนี้ สามารถเกิดและดับได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นมาในอดีต อำนาจแท้จริงตั้งแต่นี้ต่อไป จึงตกอยู่ที่ผู้กำข้อมูล network นี้
ซึ่งมีไม่กี่รายในโลกเสียด้วย






